xs
xsm
sm
md
lg

ตรวจจุลินทรีย์ทางเดินอาหารและลำไส้ Gut Microbiome คืออะไร ?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ตรวจจุลินทรีย์ทางเดินอาหารและลำไส้ Gut Microbiome คืออะไร ?

ในปัจจุบัน การดูแลสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลสมดุลของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารด้วย หลาย ๆ คนจึงเลือกรับประทานโพรไบโอติกส์ ในการเสริมสมดุลจุลินทรีย์ให้กับลำไส้ แต่เนื่องจากความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน เพราะพันธุกรรมเดิม และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน

การตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ หรือที่เรียกว่า Gut Microbiome Testing จึงเป็นตัวช่วยสำคัญ ให้เรารู้สภาพแวดล้อมภายในลำไส้ ของเราอย่างละเอียด และสามารถดูแลตัวอย่างได้อย่างเหมาะสม การตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้คืออะไร มีข้อดีอย่างไร ? ทำไมถึงควรตรวจ หากสนใจอยากตรวจอะไรบ้างที่ควรรู้ ศึกษาข้อมูลเหล่านี้ก่อนตัดสินใจได้

การตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ คืออะไร ?
การตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ หรือ Gut Microbiome คือ ไมโครไบโอม ในระบบทางเดินอาหาร กระบวนการวิเคราะห์องค์ประกอบและความหลากหลาย(Diversity) ของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของเรา เช็กความสมดุล (Balance) ระหว่างจุลินทรีย์ ชนิดดี และ ไม่ดีในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลำไส้ใหญ่ การตรวจนี้ช่วยให้เราเข้าใจถึงสภาพแวดล้อมภายในลำไส้และผลกระทบที่อาจมีต่อสุขภาพโดยรวม

จุลินทรีย์ในลำไส้ประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กหลากหลายชนิด ได้แก่
1.แบคทีเรีย เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดและมีความหลากหลายสูง เช่น Lactobacillus, Bifidobacterium, Escherichia coli เป็นต้น
2.เชื้อรา มีทั้งชนิดที่เป็นประโยชน์และอาจก่อโรค เช่น Candida albicans
3.ไวรัส ส่วนใหญ่เป็นแบคเทอริโอเฟจ ซึ่งเป็นไวรัสที่ติดเชื้อแบคทีเรีย
4.โปรโตซัว สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่อาจพบได้ในลำไส้
5.อาร์เคีย จุลินทรีย์โบราณที่มีบทบาทในการย่อยสลายสารอาหารบางชนิด

จุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบย่อยอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน เรียกได้ว่า จุลินทรีย์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย

ความสำคัญของความหลากหลายของจุลินทรีย์
ความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นดัชนีสำคัญที่บ่งบอกถึงสุขภาพที่ดีของระบบทางเดินอาหาร ยิ่งมีความหลากหลายมากเท่าไร ก็ยิ่งแสดงถึงระบบนิเวศในลำไส้ที่แข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น ความหลากหลายนี้ช่วยให้
•เพิ่มความสามารถในการย่อยอาหารที่หลากหลาย
•เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
•ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคลำไส้อักเสบ โรคอ้วน และโรคเบาหวาน
ปัจจัยที่มีผลต่อสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้
สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น
1.อาหารที่รับประทาน อาหารที่มีเส้นใยสูง ผักและผลไม้ ช่วยส่งเสริมจุลินทรีย์ที่ดี
2.การใช้ยาปฏิชีวนะ อาจทำลายทั้งแบคทีเรียที่ดีและไม่ดี ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุล
3.ความเครียด สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหารและสมดุลของจุลินทรีย์
4.การออกกำลังกาย การออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยส่งเสริมความหลากหลายของจุลินทรีย์
5.การนอนหลับ คุณภาพการนอนที่ดีมีผลต่อสุขภาพของจุลินทรีย์ในลำไส้

การเข้าใจถึงองค์ประกอบและปัจจัยที่มีผลต่อสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นพื้นฐานสำคัญในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม การตรวจสมดุลจุลินทรีย์จึงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการประเมินสุขภาพและวางแผนการดูแลสุขภาพในระยะยาว

ประโยชน์ของการตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้
การตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้มีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพและการวางแผนการรักษา ดังนี้

ประโยชน์ต่อการวินิจฉัยและรักษาโรค
•ช่วยในการวินิจฉัยโรคทางเดินอาหาร เช่น โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) ,โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) และ โรคเซลิแอค (Celiac Disease)
•ช่วยในการรักษาโรคนอกระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคภูมิแพ้และโรคผิวหนังบางชนิด, โรคซึมเศร้าและวิตกกังวล, โรคเบาหวานประเภท 2 ,โรคอ้วน เป็นต้น
•ปรับปรุงประสิทธิภาพการรักษา ช่วยแพทย์ในการเลือกยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมและยังช่วยในการวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคลได้ด้วย

ประโยชน์ต่อการป้องกันโรค
•เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และช่วยในการตอบสนองต่อวัคซีน
•ช่วยป้องกันโรคเรื้อรัง เช่น ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
•ช่วยควบคุมน้ำหนัก ควบคุมความอยากอาหาร และเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงาน

ประโยชน์ต่อการวางแผนโภชนาการ
•ช่วยปรับแผนอาหารให้เหมาะสม เลือกอาหารที่ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่ดี และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจก่อให้เกิดการอักเสบ
•เลือกโปรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ที่เหมาะสม สามารถเสริมจุลินทรีย์ที่ขาดแคลนและส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ได้
•ช่วยแก้ไขภาวะขาดสารอาหาร สามารถระบุสารอาหารที่ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดี และปรับปรุงการดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุได้

การตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ เหมาะกับใครบ้าง ?
•ผู้ที่มีอาการระบบทางเดินอาหารผิดปกติ หรือลำไส้แปรปรวน เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือท้องผูก
•ผู้ที่มีปัญหาไมเกรนหรือนอนไม่หลับ
•ผู้ที่เป็นสิวอักเสบ เป็นผื่นภูมิแพ้ แบบเป็น ๆ หาย ๆ
•มีระบบการเผาผลาญไม่ดี
•มีเมือกในอุจจาระ
•เป็นหอบหืด เหนื่อยล้าหมดแรง
•คัดจมูก
•ผู้ที่รับประทานยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ใช้ยาลดกรด เป็นประจำ
ขั้นตอนการตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ เป็นอย่างไร ?
การตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำได้โดยการเก็บอุจจาระตามวิธีที่แนะนำในคู่มือชุดตรวจและนำส่งต่อให้แก่ยังห้องปฏิบัติการ
•ไม่ต้องงดน้ำงดอาหารก่อนตรวจ
•งดยาปฏิชีวนะ ประมาณ 3 วันก่อนตรวจ
ใช้เวลารอผลประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะได้รับสรุปผลการตรวจพร้อมคำแนะนำในการรับประทานอาหารธรรมชาติที่จะช่วยเสริมสมดุลโพรไบโอติกส์ อีกทั้งยังสามารถใช้ผลที่ได้รับปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์ที่เหมาะกับตนเองหรือโพรไบโอติกส์เฉพาะบุคคลได้อย่างตรงจุด
ประเภทชุดการตรวจสมดุลจุลินทรีย์ลำไส้
การตรวจสมดุลจุลินทรีย์ลำไส้มีหลายประเภท แต่ละประเภทมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ทำให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การตรวจที่แตกต่างกันไป หลัก ๆ ชุดการตรวจสมดุลจุลินทรีย์ลำไส้ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

1. การตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้แบบองค์รวม หรือ Platinum Panel
เป็นการตรวจจุลินทรีย์ตัวหลัก 6 ชนิด, จุลินทรีย์ตัวร้าย 5 ชนิด, โพรไบโอติกส์ 12 ชนิด
เหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หรือมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพในหลาย ๆ ด้านร่วมกัน ได้แก่ ปัญหาผิว ผดผื่น ภูมิแพ้ ระบบการย่อยอาหาร การควบคุมน้ำหนักตัว การเผาผลาญของร่างกาย ความเครียดและ อารมณ์ การนอนหลับ รวมไปถึงผู้ที่มีความประสงค์ในการรับประทานโพรไบโอติกส์แบบจำเพาะเจาะจงกับตนเอง (Personalized probiotics)

2. การตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเฉพาะ ได้แก่
•Core Microbiota and Probiotics Panel เป็นการตรวจจุลินทรีย์ตัวหลัก 9 ชนิด, โพรไบโอติกส์ 6 ชนิดเหมาะกับผู้ที่ต้องการ “คัดกรอง” สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ หรือมีความกังวลเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน และระบบการย่อยอาหาร และต้องการแนวทางในการเลือกโพรไบโอติกส์และปรับพฤติกรรม เพื่อสร้างความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้
•Allergy and Eczema Panel ตรวจจุลินทรีย์ตัวหลัก 2 ชนิด, จุลินทรีย์ตัวร้าย 4 ชนิด, โพรไบโอติกส์ 5 ชนิด เหมาะกับผู้ที่มีความกังวลเรื่องอาการภูมิแพ้จมูกอักเสบ จาม น้ำมูกไหล ภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นสิว หรือมีความกังวลเกี่ยวกับการย่อยอาหารไม่ดีที่ส่งผลต่ออาการผื่นแพ้
•GI Toxin Panel เป็นการตรวจจุลินทรีย์ตัวร้าย 5 ชนิด, โพรไบโอติกส์ 6 ชนิด เหมาะกับผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับอาการท้องผูก ท้องเสีย เรื้อรัง ลำไส้แปรปรวน มีชีวิตประจำวันที่มักจะรับประทานอาหารที่อาจกระทบต่อสุขภาพลำไส้ เช่น เนื้อแดง ไขมันสูง น้ำตาลสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นิยมตรวจร่วมกับ Core Panel เพื่อดูแลสุขภาพลำไส้แบบองค์รวมในเชิงป้องกัน
•Obesity and Metabolic Syndrome Panel เป็นการตรวจตรวจจุลินทรีย์ตัวหลัก 3 ชนิด, จุลินทรีย์ตัวร้าย 3 ชนิด, โพรไบโอติกส์ 5 ชนิด เหมาะกับผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับระบบการเผาผลาญของร่างกาย การไขมันสะสมในช่องท้อง ภาวะดื้อต่ออินซูลิน น้ำภาวะหนักเกิน หรืออ้วนลงพุง
การตรวจสมดุลจุลินทรีย์ลำไส้ตรวจได้ตั้งแต่อายุเท่าไร ?
การตรวจนี้แนะนำเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไปเท่านั้น และเนื่องจากสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เรื่อย ๆ ตามอาหารที่รับประทานหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต จึงสามารถทำการตรวจซ้ำได้เป็นระยะ ทั้งในแง่เชิงป้องกันเพื่อส่งเสริมสุขภาพ หรือเมื่อมีอาการที่สงสัยว่าจะมีสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้จะเปลี่ยนแปลงไป

โดยการตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ หรือ Gut Microbiome Testing เป็นตัวช่วยสำคัญในการประเมินและส่งเสริมสุขภาพ โดยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระบบนิเวศขนาดจิ๋วที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของเรา

การตรวจนี้ไม่เพียงแต่ช่วยในการวินิจฉัยและรักษาโรคเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอีกด้วย