xs
xsm
sm
md
lg

เสียงข้างมากยึดหลักเอกสิทธิ์ สภาฯ ค้านหมายเรียก “ชนนพัฒฐ์” รับทราบข้อกล่าวหา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ประเทศไทยเผชิญอีกหนึ่งการถกเถียงสำคัญระหว่างหลักนิติธรรมกับหลักคุ้มครองฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก 308 ต่อ 126 เสียง ไม่อนุญาตให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกหมายเรียกนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม เข้ารับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำในระหว่างสมัยประชุม กรณีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในความผิดฐานอั้งยี่และเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
.
การพิจารณาครั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 ที่กำหนดให้การเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้ต้องหาคดีอาญาระหว่างสมัยประชุม ต้องได้รับอนุญาตจากสภาก่อน เว้นแต่เป็นการจับกุมขณะกระทำความผิด โดยประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเวทีอภิปรายอย่างกว้างขวางของหลายพรรคการเมือง ซึ่งต่างนำเสนอเหตุผลทั้งในมิติของหลักการรัฐธรรมนูญ ความเป็นอิสระของฝ่ายนิติบัญญัติ และภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรม
.
ฝั่งที่เห็นควรอนุญาตให้นายชนนพัฒฐ์เข้าสู่กระบวนการสอบสวน อาทิ พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ มองว่าคดีดังกล่าวไม่ได้มีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง และผู้ถูกกล่าวหาเองก็เคยแสดงเจตนาพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การอนุญาตจึงจะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความโปร่งใสและความรับผิดชอบทางการเมือง รวมถึงช่วยรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อสภาผู้แทนราษฎร
.
ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการส่งตัว อาทิ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และสมาชิกอีกจำนวนมาก ยืนยันว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลหรือข้อกล่าวหา แต่เป็นการรักษาหลักการคุ้มครองฝ่ายนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจฝ่ายอื่นในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สภากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมายสำคัญของประเทศ
.
หลายฝ่ายยังชี้ว่า สมัยประชุมสามัญจะสิ้นสุดลงภายในเวลาไม่นาน และเมื่อปิดสมัยประชุมแล้ว เอกสิทธิ์คุ้มกันดังกล่าวก็จะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ทำให้กระบวนการทางกฎหมายสามารถดำเนินการได้ตามปกติโดยไม่กระทบต่อการทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรและสถาบันนิติบัญญัติ
.
ด้านนายชนนพัฒฐ์กล่าวต่อที่ประชุมว่า พร้อมน้อมรับมติของสภาและยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเมื่อถึงเวลา พร้อมย้ำว่าประเด็นสำคัญคือการรักษาหลักการตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมาย เนื่องจากหลังปิดสมัยประชุม ตนก็ยังต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป
.
ท้ายที่สุด ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 308 ต่อ 126 เสียง ไม่อนุญาตให้ DSI เรียกตัวนายชนนพัฒฐ์เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในระหว่างสมัยประชุม ส่งผลให้กระบวนการดังกล่าวต้องรอจนกว่าสมัยประชุมสภาจะสิ้นสุดลง ท่ามกลางการจับตาของสังคมต่อสมดุลระหว่างหลักการคุ้มครองฝ่ายนิติบัญญัติกับความคาดหวังเรื่องความโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม