25 พฤษภาคม 2569 เมื่อบรรยากาศการเมืองไทยกลับมาร้อนระอุอีกครั้งจากปมคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติสองฟากได้ปะทุขึ้นอย่างเปิดเผย หลังสมาชิกวุฒิสภา 89 คน ออกแถลงการณ์ร่วมตอบโต้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน กรณีโพสต์ข้อความพาดพิงถึงโครงสร้างอำนาจทางการเมือง โดยระบุว่าเป็นการกล่าวหาที่สร้างความเสียหายต่อองค์กรวุฒิสภา พร้อมยื่นคำขาดให้ชี้แจงและขอโทษภายใน 3 วัน มิฉะนั้นจะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
.
การแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นที่รัฐสภา โดยมีนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา เป็นตัวแทนชี้แจงจุดยืนของกลุ่ม สว. ซึ่งยืนยันว่าการกล่าวหาว่าวุฒิสภาชุดปัจจุบันเป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญปี 2560 และเป็นมรดกจากการรัฐประหารนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง พร้อมระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวผ่านการทำประชามติจากประชาชน และเป็นกติกาที่ทุกพรรคการเมือง รวมถึงพรรคของนายณัฐพงษ์เอง เคยยอมรับผ่านการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง
.
กลุ่ม สว. ยังยืนยันว่าที่มาของสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันเป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ผ่านการคัดเลือกตามระบบกลุ่มอาชีพ และอยู่ภายใต้การตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับองค์กรอื่น พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าองค์กรวุฒิสภาอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มการเมืองหรืออำนาจใด โดยระบุว่าการพาดพิงในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและบั่นทอนความน่าเชื่อถือของสถาบันทางการเมือง
.
อย่างไรก็ตาม ฝั่งนายณัฐพงษ์ออกมาตอบโต้ชัดเจนว่าไม่มีความจำเป็นต้องขอโทษ เพราะสิ่งที่แสดงความเห็นเป็นการวิพากษ์เชิงระบบด้วยเจตนาสุจริต ไม่ได้มุ่งโจมตีบุคคลใดโดยตรง พร้อมอธิบายว่าคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กล่าวถึง หมายถึงโครงสร้างเครือข่ายอำนาจทางการเมืองที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน และเป็นปัญหาที่ควรถูกตั้งคำถามในสังคมประชาธิปไตย
.
ความขัดแย้งครั้งนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำลังเป็นวาระสำคัญทางการเมือง โดยกลุ่ม สว. ยืนยันจุดยืนว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมายเดิม และต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภาตามเงื่อนไขที่กำหนด ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้านยังคงเดินหน้าเรียกร้องให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
.
ศึกปะทะทางวาทกรรมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องถ้อยคำ แต่กำลังสะท้อนรอยปะทะของแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างฝ่ายที่ยืนยันความชอบธรรมของโครงสร้างเดิม กับฝ่ายที่มองว่าระบบจำเป็นต้องถูกปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งกระดาน และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งชนวนสำคัญที่เขย่าการเมืองไทยในช่วงต่อจากนี้


