ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยให้พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ในมาตรา 27 และมาตรา 45 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ความพยายามใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อท้าทายระบบการเกณฑ์ทหารของนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมทางสังคมผู้เคลื่อนไหวประเด็นดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ต้องเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ ขณะที่คดีอาญาซึ่งอยู่ในชั้นศาลแขวงสมุทรปราการยังคงเดินหน้าต่อไป
.
คำวินิจฉัยดังกล่าวเผยแพร่ผ่านเอกสารข่าวศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 17/2569 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 โดยศาลพิจารณาจากข้อโต้แย้งที่ฝ่ายผู้ร้องเห็นว่าการบังคับเข้ารับราชการทหารเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ รวมถึงอาจขัดต่อเสรีภาพด้านมโนธรรมและความเชื่อส่วนบุคคล แต่ศาลเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงของรัฐ ซึ่งเป็นหน้าที่ของชายไทยตามกรอบรัฐธรรมนูญ จึงไม่เข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิในลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ
.
คดีนี้มีจุดเริ่มจากการที่นายเนติวิทย์เลือกไม่เข้ารับการตรวจเลือกทหารในปี 2567 ที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยประกาศจุดยืนในลักษณะอารยะขัดขืน เพื่อผลักดันให้เกิดการตีความเชิงกฎหมายต่อระบบเกณฑ์ทหารไทย และเปิดพื้นที่ถกเถียงเรื่องการปฏิรูปกองทัพไปสู่ระบบสมัครใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชัดเจนเช่นนี้ ช่องทางต่อสู้ในประเด็นรัฐธรรมนูญจึงถูกปิดลง
.
ผลจากคำวินิจฉัยยังทำให้คดีหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่เข้ารับการตรวจเลือกทหารตามมาตรา 45 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแขวงสมุทรปราการ ต้องดำเนินต่อไปตามกระบวนการ โดยข้อหาดังกล่าวมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 ปี แม้ก่อนหน้านี้นายเนติวิทย์จะเคยยืนยันชัดเจนว่าพร้อมรับผลทางกฎหมายจากการยืนหยัดตามความเชื่อของตน
.
คำวินิจฉัยครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นหมุดหมายสำคัญของคดีเฉพาะบุคคล แต่ยังกลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณทางกฎหมายที่ตอกย้ำสถานะของระบบเกณฑ์ทหารไทยในปัจจุบัน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากหลายภาคส่วนที่ต้องการเห็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกำลังพลของประเทศไปสู่รูปแบบที่สอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัยมากขึ้น


