xs
xsm
sm
md
lg

ตาบอดสี รักษาได้ไหม ? รู้ให้ชัด ก่อนกระทบการใช้ชีวิต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ตาบอดสี รักษาได้ไหม ? รู้ให้ชัด ก่อนกระทบการใช้ชีวิต
เคยสังเกตไหมว่า บางคนแยกสีแดงกับสีเขียวไม่ค่อยออก หรือมองเห็นสีบางโทนแตกต่างจากคนทั่วไป ภาวะนี้เรียกว่า “ตาบอดสี” ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ตัวจนกระทั่งต้องตรวจสุขภาพ สมัครเรียน หรือสมัครงาน บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องตาบอดสีอย่างถูกต้อง ตั้งแต่สาเหตุ ประเภท วิธีการตรวจ ไปจนถึงคำตอบจากแพทย์ว่า ภาวะตาบอดสีสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ พร้อมคำแนะนำในการดูแลและวางแผนการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม
ตาบอดสี คืออะไร ?
ตาบอดสี ไม่ถือว่าเป็นโรคร้ายแรง แต่เป็น “ภาวะความผิดปกติของการมองเห็นสี” เกิดจากการทำงานผิดปกติของเซลล์รับแสงที่จอประสาทตา ทำให้แยกแยะสีบางโทนได้ไม่ชัด โดยเฉพาะสีแดงและสีเขียว ซึ่งเป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด
คนที่มีภาวะตาบอดสีส่วนใหญ่ ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และบางคนอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองมีความผิดปกติด้านการมองเห็นสี
ตาบอดสีมีกี่ประเภท ?
สามารถแบ่งภาวะตาบอดสีออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1.ตาบอดสีตั้งแต่กำเนิด เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ภาวะนี้จะเป็นมาตั้งแต่เด็กและไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากความผิดปกติเกิดขึ้นในระดับเซลล์รับแสงตั้งแต่กำเนิด
2.ตาบอดสีที่เกิดขึ้นภายหลัง เป็นภาวะที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า เพราะอาจเกิดจากโรคของจอประสาทตา เส้นประสาทตา โรคทางสมอง หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด หากเริ่มมีอาการเห็นสีผิดปกติในภายหลัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด
ตรวจตาบอดสีอย่างไร ?
การตรวจคัดกรองภาวะตาบอดสีที่ใช้กันทั่วไป คือ Ishihara Test ซึ่งเป็นการอ่านตัวเลขจากแผ่นภาพที่ประกอบด้วยจุดสีต่าง ๆ การทดสอบนี้ช่วยบอกได้ว่ามีแนวโน้มตาบอดสีหรือไม่ และมักใช้เป็นการตรวจเบื้องต้น
หากต้องการประเมินระดับความรุนแรงเพิ่มเติม แพทย์อาจใช้การทดสอบเรียงสี ซึ่งช่วยแยกได้ว่าภาวะตาบอดสีอยู่ในระดับน้อย ระดับกลาง หรือระดับรุนแรง เพื่อใช้ประกอบการวางแผนการใช้ชีวิตในอนาคต
ตาบอดสี รักษาได้ไหม ?
คำตอบคือ ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาตาบอดสีให้หายขาดได้ โดยเฉพาะภาวะตาบอดสีที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด เนื่องจากความผิดปกติเกิดขึ้นในระดับเซลล์รับแสงของจอประสาทตา การรักษาจึงต้องอยู่ในระดับโมเลกุล ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นการวิจัยและยังไม่ถูกนำมาใช้ในการรักษาคนทั่วไป
ในบางกรณี อาจมีการใช้แว่นตาสีหรือคอนแทกต์เลนส์สี เพื่อช่วยให้แยกสีแดงและสีเขียวได้ดีขึ้น แต่จะทำให้การมองเห็นสีโทนอื่นลดลง และไม่ได้เป็นการรักษาภาวะตาบอดสีโดยตรง แพทย์จึงไม่แนะนำให้ใช้เป็นประจำหากไม่มีความจำเป็น
ตาบอดสี อันตรายไหม ถ้าไม่รักษา ?
สำหรับผู้ที่มี ตาบอดสีตั้งแต่กำเนิด และไม่มีโรคตาอื่น ๆ ร่วม ถือว่าไม่อันตราย และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
แต่หากเป็น ตาบอดสีที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคทางตา เส้นประสาทตา หรือระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
ควรตรวจตาบอดสีตั้งแต่อายุเท่าไหร่ ?
แพทย์แนะนำให้ตรวจภาวะตาบอดสีเมื่อเด็กโตพอที่จะอ่านตัวเลขและให้ความร่วมมือได้ โดยทั่วไปจะเป็นช่วง ระดับประถมหรือมัธยมศึกษา เพื่อใช้ประกอบการวางแผนการเรียน การเลือกคณะ และอาชีพในอนาคต
ใครเสี่ยงตาบอดสีมากกว่ากัน ?
ภาวะตาบอดสีจากพันธุกรรมพบใน ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากถ่ายทอดผ่านโครโมโซม X ผู้ชายมีโครโมโซม X เพียงหนึ่งตัว หากผิดปกติก็จะแสดงอาการทันที ขณะที่ผู้หญิงต้องมีโครโมโซม X ผิดปกติทั้งสองตัวจึงจะเกิดภาวะตาบอดสี
ตาบอดสีเป็นภาวะความผิดปกติของการมองเห็นสีที่พบได้บ่อย และส่วนใหญ่มักเป็นมาตั้งแต่กำเนิดจากพันธุกรรม แม้ปัจจุบันจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ภาวะตาบอดสีในคนส่วนใหญ่ ไม่ถือว่าเป็นอันตราย และสามารถใช้ชีวิตประจำวัน เรียนหนังสือ และทำงานได้ตามปกติ หากได้รับความเข้าใจและการวางแผนที่เหมาะสม
สิ่งสำคัญคือการแยกให้ออกว่าเป็นตาบอดสีตั้งแต่กำเนิด หรือเป็นการเห็นสีผิดปกติที่เกิดขึ้นภายหลัง เพราะกรณีหลังอาจเกี่ยวข้องกับโรคทางตา หรือระบบประสาท ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ การตรวจภาวะตาบอดสีตั้งแต่อายุยังน้อย จะช่วยให้สามารถวางแผนการเรียนและการใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างมั่นใจ และลดความกังวลที่ไม่จำเป็นลง