รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2569 นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการส่วยชายแดน และการลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมายในพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมีพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐให้ข้อมูลเชิงลึกต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ สภ.คลองน้ำใส เพื่อประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริง
.
นายวีระเปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ชายแดนจะอยู่ในช่วงหลังการหยุดยิง แต่การลักลอบเข้า-ออกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องแทบทุกวัน โดยมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติหลายสัญชาติ เช่น จีน กัมพูชา ลาว รัสเซีย และมาเลเซีย เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งสะท้อนถึงความหละหลวมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บางส่วนที่รับผลประโยชน์ ทำให้การลักลอบดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปได้ แม้ด่านพรมแดนจะยังไม่เปิดตามปกติ
.
เขายังระบุอีกว่า การดำเนินคดีผู้ลักลอบเข้าเมืองมักจบลงเพียงการปรับเงิน ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการยับยั้งพฤติกรรม เนื่องจากเป็นการละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงโดยตรง ขณะที่ข้อมูลที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การได้รับรายงานว่ามีกลุ่มบุคคลจากหน่วยงาน BHQ ของกัมพูชา ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงหลังหยุดยิง โดยอาศัยช่องทางธรรมชาติเป็นเส้นทางสอดแทรก แม้ยังไม่ปรากฏการก่อเหตุ แต่มีความเป็นไปได้ว่าจะเข้ามาเพื่อสืบหาข้อมูล หรืออาจพัฒนาไปสู่การก่อวินาศกรรมหรือการลอบสังหารบุคคลสำคัญ หากสามารถเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ชั้นในได้
.
ในส่วนของสถานการณ์พื้นที่ชายแดน นายวีระมองว่า ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดไม่ใช่เพียงการเผชิญหน้าตามแนวชายแดนเท่านั้น แต่คือการแฝงตัวของสายข่าวต่างชาติที่เริ่มเคลื่อนไหวภายในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในระยะยาว
.
ขณะเดียวกัน ความคืบหน้ากรณีที่ดินทำกินของชาวบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังบูรพาและกองทัพภาคที่ 1 ได้พาชาวบ้าน 10 ครอบครัวเข้าไปสำรวจพื้นที่ หลังมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว โดยคาดว่าจะสามารถกลับเข้าไปใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรได้ภายในฤดูกาลเพาะปลูกนี้
.
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นคลิปวิดีโอจากฝั่งกัมพูชาที่เผยให้เห็นการลักลอบขนน้ำมัน โดยมีเรือที่ติดธงไทยปรากฏในภาพ ซึ่งนายวีระตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงช่องโหว่ในการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมตั้งคำถามถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่ามีความรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยหรือไม่ เนื่องจากการตรวจสอบเกิดขึ้นหลังจากมีการเผยแพร่คลิปในสื่อสาธารณะแล้ว
.
สำหรับแนวโน้มความขัดแย้งในอนาคต นายวีระประเมินว่า การปะทะกันระลอกใหม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองและผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในระดับโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ทั้งนี้ การตัดสินใจเข้าสู่ความขัดแย้งย่อมต้องพิจารณาทั้งกำลังและงบประมาณที่ต้องใช้ ซึ่งมีต้นทุนสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


