กระแสความกังวลเรื่องราคาน้ำมันในประเทศไทยที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้ ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์อีกครั้ง หลังจาก พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ สื่อมวลชนสายยานยนต์และพิธีกรรายการเกี่ยวกับรถยนต์ ออกมาแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงาน โดยระบุว่าสังคมกำลังตื่นตระหนกเกินเหตุ พร้อมย้ำให้ผู้ติดตามอ่านเนื้อหาให้ครบและทำความเข้าใจก่อนแสดงความคิดเห็น มิฉะนั้นอาจดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่บิดเบือนหรือแสดงความคิดเห็นโดยไม่เข้าใจสาระ
.
เจ้าตัวเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า “น้ำมันยังไม่แพง?” ก่อนชี้แจงว่าไม่ได้ต้องการปกป้องฝ่ายใด แต่ต้องการยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีตเพื่อให้เห็นภาพว่าความหวาดกลัวเรื่องพลังงานเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และมักนำไปสู่พฤติกรรมที่เกินความจำเป็นจนสร้างผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมยานยนต์
.
พัฒนเดชระบุว่า ปัจจุบันมีการวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวางว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจนแตะระดับร้อยดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก ทำให้ประชาชนจำนวนมากกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนหรือราคาพุ่งสูง แต่เขามองว่าสถานการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และสังคมไทยเคยตอบสนองด้วยความตื่นตระหนกเกินจริง
.
เขายกตัวอย่างช่วงหนึ่งเมื่อราวสิบปีก่อน ที่ประชาชนจำนวนมากแห่นำรถยนต์ไปติดตั้งระบบแก๊สทั้ง LPG และ CNG อย่างกว้างขวาง บางรายถึงขั้นถอดเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ออก แล้วเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์เบนซินรุ่นเก่าเพื่อนำไปติดตั้งแก๊ส จนเกิดกระแสซื้อขายเครื่องยนต์มือสองข้ามประเทศ มีการส่งออกเครื่องดีเซลที่ถอดออกไปขายยังต่างประเทศ เช่น บังกลาเทศและประเทศในแอฟริกา ขณะที่เครื่องยนต์เบนซินรุ่นเก่าจากญี่ปุ่นถูกกว้านซื้อเข้ามาในไทยจำนวนมาก
.
เหตุการณ์ในช่วงนั้นยังทำให้ธุรกิจติดตั้งแก๊สเติบโตอย่างรวดเร็ว อู่ซ่อมและร้านจำหน่ายอุปกรณ์แก๊สจำนวนมากทำรายได้สูงจากความต้องการที่พุ่งขึ้นอย่างผิดปกติ อุปกรณ์จากหลายประเทศถูกนำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากยุโรป อเมริกาใต้ และเอเชีย จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ต่างประเทศยังจับตามอง
.
พัฒนเดชเปรียบเทียบเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นเหมือนการ “เอาไม้สักมาเผาทำถ่าน” เพื่อสื่อถึงการตัดสินใจที่รีบร้อนจากความกลัว มากกว่าการพิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมเตือนว่าความตื่นตระหนกในเรื่องพลังงานมักทำให้เกิดพฤติกรรมตามกระแส ซึ่งสุดท้ายอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด
.
ความเห็นดังกล่าวกลายเป็นที่ถกเถียงในสื่อสังคมออนไลน์ทันที โดยมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับแนวคิดว่าไม่ควรตื่นกลัวเกินเหตุ และผู้ที่มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากอดีต อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องราคาพลังงานยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าครองชีพ และถูกติดตามอย่างใกล้ชิดทั้งในระดับประเทศและระดับโลก


