xs
xsm
sm
md
lg

ย้อนรอยบันทึกฝรั่งเศส–สยาม “ปานเทพ” แถลงย้ำ แนวพรมแดนไทย-กัมพูชาต้องยึดสันเขา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วันนี้ (16 มี.ค. 2569) เวลา 11.00 น. ที่ห้องแถลงข่าวของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ในฐานะประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมคณะนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแถลงจุดยืนและนำเสนอเอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้หัวข้อ “การแสดงหลักฐานและจุดยืนของทายาทบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ เรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา” โดยยืนยันว่าการกำหนดเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรักในอดีตนั้น มีข้อสรุปชัดเจนให้ใช้แนว “ขอบหน้าผา” เป็นเส้นแบ่งเขต ไม่ใช่การตีความตามแนวสันปันน้ำแบบเคร่งครัดตามหลักภูมิศาสตร์
.
นายปานเทพระบุว่า จากการศึกษาบันทึกการประชุมและเอกสารของคณะกรรมาธิการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ.1905–1907 พบว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า หากยึดแนวสันปันน้ำตามหลักวิชาการอย่างเคร่งครัด อาจทำให้เส้นเขตแดนลากผ่านพื้นที่ราบแคบๆ บนสันเขา ซึ่งมีลักษณะเป็นแนวยุทธศาสตร์ที่อ่อนไหว และเสี่ยงต่อการเกิดข้อพิพาทในทางปฏิบัติ จึงมีข้อสรุปให้ใช้แนวหน้าผาซึ่งมองเห็นได้ชัดเจนจากพื้นที่ด้านล่าง เป็นเส้นแบ่งเขตแดนเพื่อป้องกันการล่วงล้ำโดยไม่ตั้งใจ
.
ในการแถลงครั้งนี้ ยังมีการนำเสนอเอกสารที่อ้างถึงรายงานของ พันเอกมองจีเอ (Colonel Montguers) ประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.1907 ซึ่งระบุว่าแนวพรมแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรักสามารถมองเห็นได้ชัดจากเชิงเขา และควรถือเอาขอบหน้าผาเป็นเกณฑ์กำหนดเขตแดน โดยมีความหมายว่าพื้นที่บนสันเขา รวมถึงบริเวณที่ตั้งของปราสาทโบราณหลายแห่ง ควรอยู่ในเขตอธิปไตยของสยาม ขณะที่พื้นที่ราบด้านล่างเป็นของอินโดจีนฝรั่งเศสในขณะนั้น
.
นายปานเทพยังกล่าวถึงคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในอดีตว่า เป็นการตัดสินเฉพาะกรณีตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น มิได้มีผลผูกพันต่อการกำหนดแนวเขตแดนตลอดแนวเทือกเขาพนมดงรักทั้งหมด ดังนั้นประเทศไทยยังสามารถยึดแนวทางตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เคยตกลงกันไว้ โดยเฉพาะในพื้นที่ตั้งแต่เขตช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ต่อเนื่องไปจนถึงพื้นที่ชายแดนด้านจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นแนวที่เคยได้รับการยอมรับร่วมกันในอดีต
.
นายปานเทพย้ำว่า การนำเอกสารและหลักฐานในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และเพื่อยืนยันว่าการยึดแนวเขตแดนตามขอบหน้าผา ไม่เพียงสอดคล้องกับบันทึกของคณะกรรมาธิการในอดีตเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางที่ช่วยลดความขัดแย้งในทางปฏิบัติ และรักษาอธิปไตยของประเทศตามเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษได้อย่างยั่งยืน