xs
xsm
sm
md
lg

รับมือท้องเสีย ห้ามหรือกินอะไรได้บ้าง ให้หายเร็วขึ้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อาการท้องเสียกวนใจ จัดการยังไงให้หายเร็ว
“ท้องเสีย” อาการคุ้นหูที่มักจะแวะมาทักทายเราอยู่บ่อยครั้ง หลายคนคิดว่าเป็นอาการปวดท้องถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำแค่ 2-3 ครั้ง ไม่นานอาการก็หายไปเองได้ แต่แท้จริงแล้วอาการท้องเสียมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมหรือบรรเทาลงอาจนำไปสู่ภาวะช็อกได้ ดังนั้น วันนี้เราจะพามาทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับอาการท้องเสียให้มากขึ้น เพื่อให้คุณสามารถดูแลตัวเองและคนใกล้ชิดได้อย่างถูกต้อง

ปวดท้อง ท้องเสีย (Diarrhea) เกิดจากอะไรได้บ้าง มีอาการเป็นอย่างไร ?
อาการท้องเสียส่วนใหญ่มักมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารและดื่มน้ำไม่สะอาด มีสารปนเปื้อน หรือเชื้อโรคชนิดอื่นๆ ปะปนอยู่ในอาหาร เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร และนำไปสู่อาการท้องเสียได้

ซึ่งลักษณะของอาการท้องเสียส่วนใหญ่จะมีอาการปวดท้องตรงกลาง ถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชม. หากเป็นอาการท้องเสียแบบเฉียบพลัน หรือท้องเสียทั่วไปจะมีอาการเพียง 1-3 วัน จากนั้นจะค่อยๆ ทุเลาลงและหายไปเอง หรือเป็นอาการท้องเสียเรื้อรังจะมีการขับถ่ายอุจจาระเหลวออกมาเป็นเวลา 4 สัปดาห์ขึ้นไป โดยสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุจึงควรพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

เมื่อมีอาการท้องเสีย… ต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง?

เพื่อบรรเทาความรุนแรงของอาการท้องเสีย มารู้จักวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อแก้ท้องเสีย ดังนี้

ควรถ่ายอุจจาระออกให้หมด เพื่อให้เชื้อโรคและสารพิษถูกขับออกจากร่างกาย
ไม่ควรหยุดรับประทานอาหาร แต่ควรเลือกรับประทานเป็นอาหารที่ย่อยง่าย หรืออาหารอ่อนๆ
หากมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วยให้เลือกดื่มเกลือแร่สำหรับท้องเสีย ทดแทนน้ำที่เสียไป
ลดขนาดของมื้ออาหารลง เพื่อให้ลำไส้ได้พักและฟื้นฟูได้เร็วขึ้น

อาการท้องเสียกินอะไรได้บ้าง และอะไรควรเลี่ยง?
ขณะที่มีอาการท้องเสียควรให้ความสำคัญกับการเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้น ทำให้อาการท้องเสียแย่ลง

Q: ท้องเสียห้ามกินอะไร ? หรือควรเลี่ยงอาหารประเภทไหน ?

ในช่วงที่ลำไส้กำลังอ่อนแอและอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยากหรือกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานหนักขึ้น ดังนี้:

อาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักดิบ ผลไม้ที่มีเปลือก ธัญพืชไม่ขัดสี เพราะจะไปเร่งการทำงานของลำไส้
อาหารไขมันสูง เช่น ของทอด แกงกะทิ เนื้อติดมัน เพราะย่อยยากและอาจทำให้อาการแย่ลง
อาหารทะเล หมักดอง หรืออาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น ปลาร้า ปลาดิบ หอยนางรมดิบ ไข่ดิบ เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อโรค ซ้ำเติมลำไส้ให้อ่อนแอและอาการแย่ลง
ผลิตภัณฑ์จากนมวัว เช่น นม ชีส ไอศกรีม (ยกเว้นโยเกิร์ต) เพราะหลายคนอาจมีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ไม่ดีชั่วคราวในช่วงท้องเสีย
อาหารประเภทแป้งที่มีส่วนผสมจากเนย เช่น ขนมปังเนยสด ครัวซองต์ พาย เดนิช คุกกี้ เค้ก เพราะเนยเป็นอาหารที่มีไขมันสูงซึ่งเป็นสิ่งที่ย่อยยาก อาจทำให้รบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหารและกระตุ้นให้อาการแย่ลงได้
อาหารรสจัด ทั้งเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด และเค็มจัด ทำให้ลำไส้ระคายเคืองและตอบสนองด้วยการบีบตัวเร็วขึ้น ซึ่งทำให้อาการท้องเสียรุนแรงขึ้น
เครื่องดื่มกระตุ้นลำไส้ เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจะกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานหนักและอาการแย่ลงได้
Q. ท้องเสีย กินอะไรได้บ้างเพื่อให้ฟื้นตัวเร็ว ?
ควรเน้นอาหารอ่อนและย่อยง่าย เพื่อให้ระบบย่อยอาหารได้พักฟื้น ได้แก่

ข้าวต้ม หรือโจ๊ก เป็นอาหารหลักที่ย่อยง่ายและให้พลังงาน
กล้วย ช่วยเพิ่มโพแทสเซียมที่สูญเสียไปกับการขับถ่าย และมีกากใยที่ช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัว
ซุปใส เช่น แกงจืด หรือซุปไก่ใส ช่วยเพิ่มน้ำและเกลือแร่ให้ร่างกาย
ขนมปังปิ้งขาว เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย
เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่น เนื้ออกไก่ต้มฉีกฝอย ทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์เยื่อบุลำไส้
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ (อาจเริ่มทานเมื่ออาการดีขึ้น) ช่วยเพิ่มโพรไบโอติกส์หรือจุลินทรีย์ที่ดีให้ลำไส้
น้ำสะอาดและเกลือแร่ ORS สิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อป้องกันภาวะช็อกจากร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่
เมื่อมีอาการท้องเสียกินยาอะไรได้บ้าง
แน่นอนว่าเมื่อมีอาการท้องเสียหลายคนเลือกที่จะซื้อยาตามร้านขายยาทั่วไปมารับประทานเอง โดยไม่ทราบสาเหตุของอาการที่แท้จริงและไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ก่อน แต่เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยามากขึ้น มาดูกันว่าเมื่อมีอาการท้องเสียสามารถกินยาอะไรได้บ้าง

ยาที่ควรกิน / กินได้เมื่อมีอาการท้องเสีย
✅ ผงเกลือแร่ ORS : ดื่มชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ชง 1 ซอง ตามปริมาณที่ระบุ ดื่มให้หมดหรือจิบเป็นระยะๆ เมื่อมีอาการคลื่นไส้

ยาที่ไม่ควรซื้อกินเองเมื่อมีอาการท้องเสีย (ควรปรึกษาแพทย์ก่อน)
❌ ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อ : ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุของอาการท้องเสียก่อนใช้ยาฆ่าเชื้อ เพราะตัวยาอาจไปทำลายระบบอื่นๆ ในร่างกายนอกจากเชื้อโรค

❌ ยาคาร์บอน หรือผงถ่าน : ในวงการแพทย์ คาร์บอนหรือผงถ่านจัดเป็นยาที่ไม่สามารถแก้อาการท้องเสียได้โดยตรง แต่มีฤทธิ์ในการช่วยดูดซับสารเคมี สารพิษ และเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ที่ร่างกายรับเข้ามาไม่ให้แพร่กระจาย ดังนั้น หากมีอาการท้องเสียที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อก็ไม่จำเป็นต้องรับประทาน เพื่อความปลอดภัยและใช้ยาอย่างถูกต้องควรปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยา

❌ ยาหยุดถ่าย (Loperamide): ไม่ควรใช้ในกรณีท้องเสียจากการติดเชื้อ เพราะจะเป็นการกักเชื้อโรคและสารพิษไว้ในร่างกาย ทำให้อาการป่วยนานขึ้น



ชวนสังเกต… อาการท้องเสียแบบไหนที่ควรพบแพทย์
อาการท้องเสียหากไม่มีความรุนแรงมากจะสามารถหายเองได้ภายใน 1-2 วัน แต่หากอาการท้องเสียไม่ทุเลาลงและมีความรุนแรงมากขึ้น แนะนำว่าควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ซึ่งอาการที่สามารถสังเกตได้มีดังนี้

ถ่ายมากผิดปกติหรือถ่ายเหลวเป็นน้ำ ร่วมกับอาการอาเจียน
อุจจาระมีเลือดปน
อุจจาระมีมูกหรือเมือกปน
อาจมีอาการไข้ ปวดศีรษะร่วมด้วย
ในเด็กเล็กจะมีอาการปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือกระหม่อมบุ๋ม


FAQ คำถามที่พบบ่อยเมื่อมีอาการท้องเสีย
Q: ท้องเสีย ควรงดอาหารไหม ?
A: ไม่ควรงด แม้จะรู้สึกเบื่ออาหาร แต่ร่างกายยังต้องการพลังงานและสารอาหารเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคและซ่อมแซมตัวเอง ดังนั้น ควรเปลี่ยนมารับประทานอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่ายในปริมาณน้อยๆ ตามที่แนะนำไปด้านบน และปรับเป็นบ่อยครั้งแทน

Q: ท้องเสียแล้วกินเกลือแร่ (ORS) แทนน้ำเปล่าเลยได้ไหม?
A: ควรดื่มสลับกับน้ำเปล่า แม้เกลือแร่ ORS จะสำคัญมากในการทดแทนเกลือแร่ที่เสียไป แต่ร่างกายก็ยังต้องการน้ำเปล่าเพื่อรักษาสมดุลของเหลวโดยรวม การดื่มแต่ ORS อย่างเดียวอาจทำให้รู้สึกเลี่ยนและได้รับน้ำตาลมากเกินไปได้

Q: ท้องเสียแล้วกินไข่ หรือน้ำมะพร้าวแทนเกลือแร่ได้ไหม?
A: ไข่: ไข่ที่ปรุงจนสุกแล้วสามารถรับประทานได้ แต่ยังไม่แนะนำให้ทานไข่ดิบ เช่น ไข่ลวก ในช่วงที่มีอาการ เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ท้องเสียหนักขึ้นได้

น้ำมะพร้าว: ทดแทนได้บางส่วนแต่ไม่ดีเท่าเกลือแร่ ORS น้ำมะพร้าวมีโพแทสเซียมสูง แต่มีปริมาณโซเดียมและกลูโคสไม่สมดุลเท่ากับสูตรของ ORS ซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อการดูดซึมที่ดีที่สุดในภาวะท้องเสีย

ถึงแม้อาการท้องเสียจะสามารถหายเองได้ในบางรายที่มีอาการไม่รุนแรง แต่ก็ยังต้องการการดูแลอย่างเหมาะสมและถูกต้องเพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ รวมถึงปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ถูกหลักอนามัยร่วมด้วย และที่สำคัญหากพบว่ามีไข้สูง หนาวสั่น ถ่ายปนเลือด รับประทานไม่ได้ ขาดน้ำหรือมีอาการเกิน 72 ชม. ควรรีบพบแพทย์ทันที