xs
xsm
sm
md
lg

ชี้ชะตาคดีใบส้ม! ศาลฎีกานัดตัดสินวันนี้ หลัง 2 ศาลสั่ง กกต.ชดใช้ “สุรพล” 62 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รายงานข่าวระบุว่า วันที่ 10 มีนาคม 2569 ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาคดีแพ่งที่ถูกจับตาอย่างกว้างขวาง กรณี นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เขต 8 ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเงินประมาณ 70 ล้านบาท จากกรณีถูกแจกใบส้มระหว่างการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เจ้าตัวพลาดการดำรงตำแหน่ง สส. และเกิดความเสียหายในหลายด้าน โดยก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ กกต. เป็นฝ่ายชดใช้ค่าเสียหายรวมดอกเบี้ยประมาณ 62 ล้านบาท ทำให้คดีนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมจับตา เนื่องจากเงินชดเชยดังกล่าวเกี่ยวข้องกับงบประมาณภาครัฐ
.
ต้นตอของคดีเกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อมีผู้ร้องเรียนว่า นายสุรพลกระทำผิด พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 73(2) โดยถูกกล่าวหาว่ามีการให้เงินแก่ชุมชนระหว่างการหาเสียง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีระบุว่า เงินจำนวน 2,000 บาทที่ถูกกล่าวถึงนั้นเป็นเงินที่เจ้าตัวใส่ซองถวายพระเนื่องในโอกาสทำบุญวันเกิด ก่อนที่พระจะนำเงินในซองดังกล่าวไปร่วมสมทบกับการจัดงานผ้าป่าของชุมชน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อระดมทุนจัดซื้อเครื่องแบบให้กับ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)
.
ต่อมา กกต.จังหวัดเชียงใหม่ ได้สรุปความเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิด และส่งเรื่องให้ กกต.กลางพิจารณาอย่างเร่งด่วน ก่อนจะมีคำสั่งแจกใบส้มแก่นายสุรพล ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังการเลือกตั้ง ส่งผลให้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในเขตดังกล่าว และกลายเป็นชนวนสำคัญของข้อพิพาททางกฎหมาย
.
อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลได้มีคำวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวไม่ได้เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง และมีคำสั่งยกคำร้อง ส่งผลให้นายสุรพลพ้นข้อกล่าวหาในคดีอาญา หลังจากนั้นเจ้าตัวจึงตัดสินใจฟ้องร้อง กกต. ในคดีแพ่ง โดยอ้างว่าการออกใบส้มและการดำเนินการของหน่วยงานรัฐทำให้ตนได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ทั้งในด้านโอกาสทางการเมือง รายได้ สวัสดิการที่ควรได้รับจากตำแหน่ง สส. ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี และความเสียหายต่อชื่อเสียง
.
คดีดังกล่าวถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแพ่ง โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ กกต. ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินประมาณ 64 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นราว 70 ล้านบาท ก่อนที่ กกต. จะยื่นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามหลักการเดิม แต่ปรับลดค่าเสียหายเหลือ 56 ล้านบาท เมื่อรวมดอกเบี้ยแล้วคิดเป็นเงินประมาณ 62 ล้านบาท
.
ภายหลังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ กกต. ได้ยื่นฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาพิจารณาทบทวนคำตัดสินอีกครั้ง ทำให้คดีเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย โดยศาลฎีกาได้นัดคู่ความทั้งสองฝ่ายมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 10 มีนาคม 2569 ซึ่งคำตัดสินครั้งนี้จะเป็นข้อยุติของคดีที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน และอาจมีผลสะเทือนต่อทั้งระบบการเลือกตั้งและความรับผิดของหน่วยงานรัฐในอนาคต
.
การอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาในวันนี้จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ไม่เพียงในมิติทางกฎหมาย แต่ยังรวมถึงผลกระทบต่อภาครัฐและงบประมาณแผ่นดิน หากคำพิพากษายืนตามศาลล่าง ก็อาจทำให้ กกต. ต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนหลายสิบล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจากงบประมาณของรัฐ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คดีนี้ก็ถูกมองว่าเป็นกรณีตัวอย่างสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจขององค์กรอิสระและความรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจทางปกครอง