วอชิงตัน — รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติการขายระเบิดอเนกประสงค์น้ำหนัก 1,000 ปอนด์ จำนวนมากถึง 12,000 ลูก ให้แก่ประเทศอิสราเอล โดยใช้กลไก “สถานการณ์ฉุกเฉิน” เพื่อข้ามขั้นตอนการตรวจสอบของรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นการตัดสินใจด้านความมั่นคงครั้งสำคัญ ท่ามกลางความตึงเครียดทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรง
.
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานเมื่อวันที่ 7 มีนาคมว่า แพ็กเกจการขายอาวุธดังกล่าวมีมูลค่ารวมกว่า 151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมระเบิดอเนกประสงค์รุ่น บีแอลยู-110เอ/บี น้ำหนัก 1,000 ปอนด์ รวมถึงบริการสนับสนุนด้านวิศวกรรม การขนส่ง และการสนับสนุนทางเทคนิคจากรัฐบาลสหรัฐฯ และบริษัทคู่สัญญาทางทหาร เพื่อให้สามารถนำยุทโธปกรณ์ไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
.
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในประกาศอย่างเป็นทางการว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พิจารณาแล้วว่ามีสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงเกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการขายยุทโธปกรณ์และบริการด้านการป้องกันประเทศให้แก่อิสราเอลทันที เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้สามารถระงับขั้นตอนการตรวจสอบของสภาคองเกรสตามบทบัญญัติของกฎหมายควบคุมการส่งออกอาวุธได้
.
ประกาศดังกล่าวยังระบุด้วยว่า การขายอาวุธครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของอิสราเอลในการรับมือกับภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคต เสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันประเทศ และทำหน้าที่เป็นกลไกยับยั้งภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาค
.
การตัดสินใจเร่งรัดครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า อิหร่านอาจเผชิญการโจมตีระลอกใหม่ที่รุนแรง พร้อมเตือนว่าพื้นที่หรือกลุ่มบุคคลซึ่งไม่เคยถูกพิจารณาเป็นเป้าหมายมาก่อน กำลังถูกนำมาประเมินอย่างจริงจังในแผนปฏิบัติการทางทหาร
.
ท่าทีแข็งกร้าวดังกล่าวสะท้อนความตึงเครียดที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งนักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าอาจส่งผลต่อสมดุลด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ และอาจทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในระยะต่อไป


