รายงานข่าวจากต่างประเทศระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสเปนกำลังเผชิญความตึงเครียดครั้งสำคัญ หลังประธานาธิบดีสหรัฐออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าว ขู่ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้าอย่างเต็มรูปแบบต่อสเปน ภายหลังรัฐบาลมาดริดปฏิเสธไม่อนุญาตให้กองทัพสหรัฐใช้ฐานทัพในประเทศสำหรับภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีอิหร่าน
.
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 3 มีนาคม ระหว่างการพบปะหารือระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐกับนายกรัฐมนตรีเยอรมนี โดยผู้นำสหรัฐกล่าวต่อผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “สเปนแย่มาก” พร้อมเปิดเผยว่าได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณามาตรการตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสเปนทั้งหมด
.
ผู้นำสหรัฐระบุว่า วอชิงตันอาจยุติความร่วมมือทางการค้าในทุกด้านกับสเปน พร้อมกล่าวว่า “เราจะตัดความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมดกับสเปน เราไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับสเปน” และย้ำว่ากิจกรรมทางธุรกิจใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสเปน เขามีอำนาจสั่งระงับได้ รวมถึงสามารถใช้มาตรการคว่ำบาตรได้ตามที่เห็นสมควร
.
ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลสเปนซึ่งนำโดยพรรคแรงงานสังคมนิยม ตัดสินใจไม่อนุญาตให้สหรัฐใช้ฐานทัพโรตาและโมรอน ทางตอนใต้ของประเทศ สำหรับปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้กองทัพสหรัฐต้องเคลื่อนย้ายเครื่องบินจำนวน 15 ลำ รวมถึงเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง ออกจากฐานทัพดังกล่าว
.
ประธานาธิบดีสหรัฐยังกล่าวถึงประเด็นที่เขาเคยเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือองค์การนาโต เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้ถึงร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยชี้ว่าสเปนไม่เคยปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าว และกล่าวอีกว่าสเปน “ไม่มีสิ่งใดที่สหรัฐต้องการเลย”
.
นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐยังแสดงความไม่พอใจต่อคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่ามาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกในวงกว้างที่เขาประกาศใช้นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ
.
ด้านนายกรัฐมนตรีเยอรมนีเปิดเผยภายหลังการหารือว่า เขาได้แจ้งกับผู้นำสหรัฐเป็นการส่วนตัวว่าสเปนไม่สามารถถูกกีดกันออกจากข้อตกลงทางการค้าที่สหภาพยุโรปทำร่วมกับสหรัฐได้ เนื่องจากสเปนเป็นประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป
.
ผู้นำเยอรมนีระบุว่า การเจรจาเรื่องภาษีระหว่างยุโรปกับสหรัฐเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการร่วมกันในนามของสหภาพยุโรปทั้งหมด ไม่สามารถปฏิบัติต่อประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างแตกต่างเป็นพิเศษได้ พร้อมย้ำว่า “ไม่มีทางที่จะปฏิบัติต่อสเปนอย่างเลวร้ายเป็นพิเศษได้”
.
ระหว่างการแถลงข่าว ผู้นำสหรัฐยังสอบถามความคิดเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้แทนการค้าสหรัฐต่อสาธารณะเกี่ยวกับแนวคิดการตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปน โดยผู้แทนการค้าสหรัฐระบุว่ารัฐบาลตระหนักถึงอำนาจของประธานาธิบดีในการใช้มาตรการดังกล่าว และหากจำเป็นต่อความมั่นคงแห่งชาติและเศรษฐกิจ ก็พร้อมดำเนินการ
.
ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า ศาลสูงสุดสหรัฐยังคงยืนยันอำนาจของประธานาธิบดีในการใช้มาตรการคว่ำบาตรภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ พร้อมเปิดเผยว่าสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐและกระทรวงพาณิชย์จะเริ่มศึกษาช่องทางในการใช้กฎหมายการค้าอื่นๆ เพื่อกำหนดมาตรการตอบโต้สเปน
.
ท่าทีดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับพันธมิตรในยุโรปเผชิญแรงกดดันครั้งใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญของการเมืองโลกในขณะนี้


