xs
xsm
sm
md
lg

ผิวแพ้สเตียรอยด์ ลักษณะแบบไหน เกิดจากอะไร รักษาอย่างไรดีให้หาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วแพ้สารสเตียรอยด์คืออะไร
ผิวแพ้สารสเตียรอยด์ หรือ ผิวติดสเตียรอยด์ คือภาวะที่ผิวหนังเกิดอาการอักเสบ ผิวแพ้ง่าย ระคายเคือง หรือไวต่อสิ่งกระตุ้น หลังจากที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ซึ่งในระหว่างที่ใช้อยู่นั้น ผิวอาจดูดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ใสขึ้น เรียบเนียนขึ้น จนรู้สึกเหมือนว่าสารนั้นได้ผลดี แต่ในความเป็นจริงคือ สเตียรอยด์ทำหน้าที่กดระบบภูมิคุ้มกันในชั้นผิว ส่งผลให้ผิวไม่แสดงอาการแพ้หรืออักเสบที่แท้จริงออกมา

เมื่อหยุดใช้สารเหล่านี้ ผิวที่เคยถูกกดภูมิคุ้มกันไว้ก็จะเกิดการตอบสนองกลับ อย่างรุนแรง ทำให้เกิดผื่น ผิวแดง ระคายเคืองง่าย หรือแม้แต่สัมผัสลมหรือแดดเบา ๆ ก็มีอาการแสบร้อนหรือแพ้เห่อขึ้นมาได้ อาการนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาผิวชั่วคราว แต่เป็นอาการของผิวที่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวสเตียรอยด์มีดังนี้

สาเหตุของสิวสเตียรอยด์
ผิวแพ้สเตียรอยด์ ไม่ได้เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด แต่มีสาเหตุสะสมที่อาจเริ่มต้นจากการใช้ครีมหรือยาบางชนิดโดยไม่รู้ว่ามีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หรือใช้อย่างต่อเนื่องเกินกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะค่อย ๆ บั่นทอนเกราะป้องกันผิว จนเกิดอาการแพ้และอักเสบในที่สุด โดยสาเหตุหลักที่พบได้บ่อย ได้แก่

ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสเตียรอยด์ต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว เช่น ครีมบำรุงผิว โลชั่น หรือแม้แต่เครื่องสำอางบางชนิดอาจมีสเตียรอยด์ผสมอยู่ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเลข อย. หรือไม่มีฉลากชัดเจน เมื่อใช้ต่อเนื่อง ผิวจะบางลง แพ้ง่าย และเสี่ยงต่อการเห่อ
ใช้ยารักษาสิวที่มีสเตียรอยด์โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากยาบางชนิดอาจผสมสเตียรอยด์เพื่อให้ผลลัพธ์รวดเร็ว แต่หากใช้ต่อเนื่องโดยไม่มีการควบคุม อาจทำให้ผิวติดสารและแสดงอาการรุนแรงหลังหยุดใช้
แพ้สารสเตียรอยด์ทันทีหลังใช้ (แบบเฉียบพลัน) บางรายอาจแพ้สเตียรอยด์แม้ใช้เพียงไม่กี่ครั้ง เช่น มีผื่น แสบผิว หรือเกิดสิวเห่อทันทีหลังใช้ ถือเป็นอาการแพ้แบบเฉียบพลันที่ควรหยุดใช้ทันทีและพบแพทย์
หากคุณไม่แน่ใจว่ากำลังมีอาการผิวแพ้สเตียรอยด์หรือไม่ การหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดชั่วคราวและปรึกษาผู้มีประสบการณ์คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

อาการแพ้สเตียรอยด์ลักษณะเป็นอย่างไร

อาการแพ้สเตียรอยด์ลักษณะเป็นอย่างไร
เมื่อผิวหนังได้รับสารสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน หรือมีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารนี้โดยไม่รู้ตัว อาจทำให้เกิดอาการแพ้หน้าติดสเตียรอยด์ ซึ่งสามารถแสดงออกทางผิวหนังได้หลายลักษณะ หลายรูปแบบ โดยสามารถสังเกตได้ดังนี้

ผิวเกิดการระคายเคืองอย่างรวดเร็ว ผิวที่เคยได้รับการกดภูมิคุ้มกันจากสเตียรอยด์ จะกลายเป็นผิวที่ไวต่อสิ่งเร้า เมื่อหยุดใช้หรือเจอปัจจัยกระตุ้น เช่น แสงแดด ฝุ่น ลมหรือแม้แต่น้ำประปา ผิวจะมีอาการแดง ลอก แสบ หรือรู้สึกแสบร้อน ซึ่งเกิดจากผิวไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ดีเหมือนเดิม

ผิวบางลงจนเห็นเส้นเลือด การใช้สเตียรอยด์อย่างต่อเนื่องทำให้ชั้นผิวอ่อนแอลง ผิวสูญเสียความหนาแน่นและความแข็งแรง จนบางลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อส่องกระจกจะสังเกตเห็นเส้นเลือดฝอยใต้ผิว ผิวบอบบางและไวต่อการกระแทกหรือการสัมผัสเล็กน้อยก็อาจเกิดรอยแดงหรือฟกช้ำได้ง่าย

สิวขึ้นมากผิดปกติ ลักษณะสิวจากการแพ้สเตียรอยด์จะไม่เหมือนสิวปกติ เพราะเกิดจากการอักเสบลึกและการทำงานของต่อมไขมันที่ไม่สมดุล อาการสิวที่พบบ่อย ได้แก่ สิวผด สิวอักเสบลึก ตุ่มแดง ตุ่มหนอง สิวหัวช้าง สิวไต

เกิดผื่นและอาการแพ้ง่าย ผิวที่เคยชินกับการถูกกดภูมิ จะเริ่มแสดงอาการต่อต้านเมื่อหยุดใช้ เช่น เกิดผื่นแดง ผดเล็ก ๆ หรือตุ่มนูน บางครั้งคล้ายลมพิษหรืออาการแพ้รุนแรง แม้ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ใด ๆ เลยก็ตาม

หน้าแพ้สารสเตียรอยด์กี่วันหาย
เมื่อผิวเกิดอาการแพ้จากการใช้สารสเตียรอยด์จะใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวของผิวหน้าที่ประมาณ 1 – 2 เดือน แต่ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของอาการ ระยะเวลาที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสเตียรอยด์ และการดูแลรักษาหลังจากหยุดใช้สาร

ถ้ามีอาการผิวติดสารสเตียรอยด์ไม่รุนแรงมาก ผิวอาจเริ่มฟื้นตัวในช่วง 2 – 4 สัปดาห์แรก อาการระคายเคืองจะค่อยๆ ลดลง แต่ถ้ามีอาการผิวติดสเตียรอยด์รุนแรงอาจใช้เวลาหลายเดือนในการรักษา หรือไม่หายมีปัญหาเรื้อรังหากปล่อยทิ้งไว้ ไม่ดูแลรักษาค่ะ

หน้าติดสารสเตียรอยด์รักษายังไง

หน้าติดสารสเตียรอยด์รักษายังไง ใช้อะไรดี
หลังจากที่รู้ตัวว่าหน้าติดสารสเตียรอยด์ แพ้สารสเตียรอยด์สิ่งที่ควรทำอย่างแรกเลยคือการหยุดใส่ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสเตียรอยด์ผสมอยู่ แต่ถ้าไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนที่ใช้อยู่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อยู่ แนะนำให้หยุดใช้ทุกผลิตภัณฑ์ และควรดูแล รักษาผิวหน้าตามวิธีดังต่อไปนี้

หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสเตียรอยด์ทันที เพื่อเริ่มฟื้นฟูผิวอย่างปลอดภัย
เมื่อเริ่มสงสัยว่าผิวของเรามีอาการแพ้หรือติดสารสเตียรอยด์ สิ่งแรกที่ควรทำทันทีคือ หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่อาจมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ แม้ว่ายังไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ใดเป็นต้นเหตุ เพราะในช่วงที่ผิวยังอ่อนแอ การใช้ผลิตภัณฑ์แม้เพียงเล็กน้อยอาจกระตุ้นให้ผิวอักเสบหรือแพ้เห่อได้รุนแรงขึ้น หากไม่สามารถแน่ใจได้ว่าครีมหรือโลชั่นที่ใช้อยู่นั้นมีสเตียรอยด์หรือไม่ แนะนำให้

หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดชั่วคราว โดยเฉพาะครีมที่ไม่มีฉลากหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากช่องทางที่ไม่ปลอดภัย เช่น ครีมแบ่งขาย ครีมไม่มีเลข อย.
ไม่ควรค่อย ๆ ลดการใช้ หรือใช้ต่อ เล็กน้อย เพราะสเตียรอยด์สามารถกดอาการไว้ชั่วคราวแต่ทำให้ผิวเสพติดมากขึ้น
เก็บบรรจุภัณฑ์ไว้ตรวจสอบ หรือถ่ายรูปส่งให้ผู้มีประสบการณ์ดูส่วนผสม เพื่อประเมินว่ามีสารต้องห้ามหรือสเตียรอยด์หรือไม่
ปรึกษาแพทย์หรือผู้มีประสบการณ์ด้านผิวหนัง หากมีอาการรุนแรงหรือไม่แน่ใจว่าควรหยุดแบบใดอย่างปลอดภัย
การหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสเตียรอยด์อย่างเด็ดขาด จะช่วยให้ผิวเริ่มเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติ ถึงแม้อาจมีอาการเห่อหรือระคายเคืองในช่วงแรก แต่ถือเป็นสัญญาณที่ผิวเริ่มตอบสนองตามกลไกปกติ และเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษาอย่างแท้จริง

ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน เพื่อไม่กระตุ้นผิวที่อ่อนแอ
หลังจากหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสเตียรอยด์ ขั้นตอนถัดมาคือการ ล้างหน้าและทำความสะอาดผิวด้วยความอ่อนโยนที่สุด เนื่องจากผิวที่ติดสารมักจะอยู่ในภาวะบาง แห้ง ลอก หรือแดงง่าย จึงควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารระคายเคืองโดยเด็ดขาด โดยหลักในการเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวสำหรับผิวแพ้สเตียรอยด์

เลือกผลิตภัณฑ์ที่มี ค่า pH อยู่ระหว่าง 5.0 – 5.5 ซึ่งใกล้เคียงกับผิวตามธรรมชาติ ช่วยรักษาสมดุลผิว
หลีกเลี่ยงส่วนผสมอย่าง แอลกอฮอล์ น้ำหอม พาราเบน สารกันเสีย หรือสารลดแรงตึงผิวรุนแรง (SLS)
ควรใช้ คลีนเซอร์แบบไม่มีฟอง หรือฟองน้อยเพื่อลดการเสียดสี และล้างออกง่าย
หลีกเลี่ยงการใช้ สำลี เช็ดหน้าแรง ๆ หรือใช้สครับขัดผิว
ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงน้ำร้อนหรือน้ำเย็นจัด
ในช่วงที่ผิวยังไวต่อสิ่งกระตุ้นมาก แนะนำให้ล้างหน้าเพียง วันละ 1–2 ครั้ง เท่านั้น และไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นตามธรรมชาติไปมากขึ้น ส่งผลให้ผิวระคายเคืองและแห้งตึง

ฟื้นฟูและเสริมเกราะป้องกันผิวให้กลับมาแข็งแรง
เมื่อผิวอยู่ในภาวะอ่อนแอจากการใช้สเตียรอยด์ติดต่อกัน ผิวจะสูญเสียเกราะป้องกันธรรมชาติ เช่น น้ำมัน ผิวชั้นนอก (Stratum corneum) และความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้น ส่งผลให้ไวต่อการระคายเคือง ฝุ่น แสงแดด และสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ได้ง่าย ดังนั้นการ ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว ถือเป็นกุญแจสำคัญของการฟื้นฟูแบบยั่งยืน

แนะนำส่วนผสมที่ช่วยฟื้นฟูผิวอ่อนแอ

Ceramide สารสำคัญที่มีตามธรรมชาติในผิว ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว กักเก็บความชุ่มชื้น และลดการสูญเสียน้ำในผิว
Hyaluronic Acid (HA) ช่วยเติมน้ำให้ผิว ลดอาการแห้งตึง ช่วยให้ผิวนุ่มและอิ่มฟูขึ้นโดยไม่ก่อการระคายเคือง
Urea (ในความเข้มข้นต่ำ) มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ลดอาการลอก คัน และทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
Panthenol (Vitamin B5) ลดอาการอักเสบ ฟื้นฟูผิวที่ระคายเคือง และเสริมกระบวนการซ่อมแซมผิว
Centella Asiatica (ใบบัวบก) มีฤทธิ์ลดการอักเสบ และช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่อย่างอ่อนโยน
วิธีเลือกผลิตภัณฑ์ฟื้นฟู

เลือกเป็น moisturizer หรือ ครีมเนื้อบางเบา ที่ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์
ควรเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ระบุว่า “สำหรับผิวแพ้ง่าย” หรือ “sensitive skin”
หลีกเลี่ยงการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่หลายตัวในเวลาเดียวกัน
การฟื้นฟูผิวไม่ใช่เรื่องเร่งรีบ แต่เป็นการบำรุงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผิวสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาใหม่ หากทำได้ต่อเนื่องจะช่วยลดการเห่อ ระคายเคือง และช่วยให้ผลลัพธ์การรักษายั่งยืน

หลีกเลี่ยงสารระคายเคืองที่กระตุ้นผิวแพ้ง่ายให้แย่ลง
ในช่วงที่ผิวอยู่ในภาวะไวต่อสิ่งกระตุ้น แม้สารบางอย่างที่เคยใช้ได้ดีกลับอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจำเป็นต้อง อ่านฉลากผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด และหลีกเลี่ยงสารระคายเคืองเหล่านี้ให้หมดจด

สารที่ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาดในช่วงฟื้นฟูผิว

น้ำหอม (Fragrance / Parfum) เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่กระตุ้นให้ผิวเกิดการแพ้และแสบแดง
แอลกอฮอล์ (Alcohol Denat.) ทำให้ผิวแห้งตึง สูญเสียความชุ่มชื้น และอาจแสบผิวทันทีที่สัมผัส
พาราเบน (Paraben) แม้ไม่ได้แพ้ทุกคน แต่สำหรับผิวอักเสบอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัย
AHA / BHA / Retinol / Vitamin C ความเข้มข้นสูง เป็นสารผลัดเซลล์ผิวหรือกระตุ้นการสร้างใหม่ ซึ่งผิวที่ยังบางหรือระคายเคืองจะรับไม่ไหว
น้ำมันหอมระเหย / Essential Oils แม้จะดูธรรมชาติ แต่หลายชนิดมีฤทธิ์รุนแรงต่อผิวแพ้ง่าย เช่น Tea Tree, Eucalyptus, Citrus oils
เคล็ดลับเพิ่มเติม

อย่าทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในช่วงผิวยังไวต่อการระคายเคือง
หลีกเลี่ยงการใช้ “ครีมรักษาสิวแรง ๆ” ด้วยตัวเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
ใช้ผลิตภัณฑ์น้อยชิ้นที่สุดในแต่ละวัน เพื่อให้ผิวได้พักจริง ๆ
ในช่วงฟื้นฟูผิวติดสเตียรอยด์ น้อยคือมาก การหลีกเลี่ยงสารกระตุ้น คือการให้เวลาผิวได้ฟื้นกลับมามีระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติอีกครั้งอย่างสมบูรณ์

ใช้ยารักษาอย่างเหมาะสม ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
สำหรับผิวที่มีอาการอักเสบ เห่อสิว หรือแพ้ระคายเคืองจากการติดสารสเตียรอยด์ อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อควบคุมอาการ แต่ ต้องเป็นการใช้ยาอย่างเหมาะสม และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังเท่านั้น เพราะหากใช้ผิดวิธีอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น หรือเรื้อรังจนยากต่อการฟื้นฟู

กลุ่มยาที่อาจใช้ในบางกรณี (ภายใต้คำแนะนำของแพทย์)

ยาทาสเตียรอยด์ชนิดอ่อน (Low-potency topical steroid) ใช้เพียงระยะสั้นเพื่อลดการอักเสบเฉียบพลัน จากนั้นหยุดใช้ทันทีเมื่ออาการดีขึ้น เช่น Hydrocortisone 1% แต่ห้ามใช้ต่อเนื่อง
ยาทาในกลุ่ม Non-steroid (เช่น Tacrolimus, Pimecrolimus) ช่วยลดอาการอักเสบโดยไม่กดภูมิคุ้มกันผิว มีความปลอดภัยมากกว่าในระยะยาว มักใช้เมื่อผิวไม่ตอบสนองต่อมอยเจอร์ไรเซอร์ทั่วไป
ยาปฏิชีวนะ / ยารักษาการติดเชื้อ (เฉพาะจุดหรือรับประทาน) กรณีผิวมี สิวอักเสบ , สิวหนอง หรือ ติดเชื้อแบคทีเรีย/เชื้อรา เช่น Clindamycin, Metronidazole, Doxycycline (ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์)
ยาในกลุ่ม Vitamin A / Zinc / Vitamin E ใช้เสริมการฟื้นฟูผิว ลดอักเสบและกระตุ้นการผลัดเซลล์ใหม่
ยารับประทานควบคุมสิวรุนแรง เช่น Isotretinoin (กรณีมีสิวเห่อหนักจากภาวะ rebound) แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและมีการตรวจเลือดเป็นระยะ
ห้ามทำเด็ดขาด

ห้ามซื้อยาทา/ยากินมาใช้เอง โดยเฉพาะกลุ่มสเตียรอยด์หรือยารักษาสิวที่ออกฤทธิ์แรง
ห้ามใช้ยาของคนอื่นแม้อาการคล้ายกัน เพราะสาเหตุอาจต่างกัน
อย่าลด/เพิ่มปริมาณยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
แม้การใช้ยาจะช่วยบรรเทาอาการระยะสั้นได้ดี แต่หัวใจของการรักษาผิวติดสเตียรอยด์คือ การฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันของผิวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่แค่กดอาการเพียงชั่วคราว

การฉายแสงรักษา (LED Light Therapy) ตัวช่วยเสริมสำหรับผิวติดสเตียรอยด์
การฉายแสง LED (LED Light Therapy) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้แสงความยาวคลื่นเฉพาะเจาะจง เพื่อช่วยในการลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อ และกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมผิวตามธรรมชาติ โดย ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และ ไม่ต้องสัมผัสผิวโดยตรง จึงเหมาะกับผิวที่บอบบางจากการใช้สเตียรอยด์

ประเภทของแสงที่นิยมใช้ในการฟื้นฟูผิว

แสงสีฟ้า (Blue Light) ช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว เช่น Propionibacterium acnes เหมาะกับผู้ที่มีสิวอักเสบ สิวหนองจากผิวติดสเตียรอยด์
แสงสีแดง (Red Light) ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดอักเสบ เสริมกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เหมาะกับผู้ที่ผิวบาง มีผื่นแดง หรือระคายเคืองง่าย
แสงอินฟราเรด (Near-Infrared) ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดในผิวชั้นลึก ฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรง ใช้ในบางกรณีร่วมกับแสงสีแดงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ข้อดีของการฉายแสง LED

ไม่มีความร้อน ไม่ทำให้ผิวไหม้
ไม่ต้องใช้สารเคมีหรือสัมผัสผิว
ไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น
ใช้ควบคู่กับการฟื้นฟูด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์หรือยาได้อย่างปลอดภัย
ข้อควรรู้

ต้องทำต่อเนื่องตามคำแนะนำ เช่น สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง โดยเฉลี่ย 4–6 สัปดาห์
เห็นผลชัดเจนในผู้ที่มีการฟื้นฟูร่วมด้วย ไม่ควรใช้แทนการรักษาหลัก
ควรทำในคลินิกที่มีแพทย์ดูแล เพราะแสงบางช่วงคลื่นไม่เหมาะกับผิวบางเฉียบ
การฉายแสง LED เป็น “ทางเลือกเสริมที่ปลอดภัย” และเหมาะกับผู้ที่ผิวอ่อนแอจากสเตียรอยด์ ช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีหรือยาที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงเพิ่มเติม

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ผิวฟื้นเร็ว? เติมสมดุลจากภายในสู่ภายนอก
การฟื้นฟูผิวจากภาวะติดสเตียรอยด์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหยุดใช้ผลิตภัณฑ์หรือทายาเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัย การดูแลสุขภาพโดยรวมจากภายใน เพื่อให้ร่างกายผลิตเซลล์ผิวใหม่ที่แข็งแรง และฟื้นเกราะป้องกันผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. นอนหลับให้เพียงพอ

เข้านอนก่อน 5 ทุ่ม และนอนอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงต่อวัน
ขณะนอนหลับ ร่างกายจะหลั่ง โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ซึ่งช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวเสีย
การนอนดึกหรือนอนไม่หลับ จะทำให้ผิวฟื้นตัวช้าลง เห่อได้ง่ายขึ้น
2. ดื่มน้ำสะอาดวันละ 1.5–2 ลิตร

น้ำช่วยรักษาความชุ่มชื้นในชั้นผิว และขับของเสียออกจากร่างกาย
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มี คาเฟอีน หรือ แอลกอฮอล์ เพราะทำให้ผิวขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว
3. รับประทานอาหารที่ช่วยฟื้นฟูผิว

เน้นโปรตีนคุณภาพ (ปลา ไข่ เต้าหู้) เพื่อสร้างเซลล์ผิวใหม่
ผักใบเขียวและผลไม้สดที่มี วิตามิน C, A, E, Zinc ช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ
หลีกเลี่ยงอาหารมัน ทอด ของหวาน และอาหารแปรรูป เพราะกระตุ้นสิวและผื่น
4. ลดความเครียด

ความเครียดกระตุ้นฮอร์โมน คอร์ติซอล ซึ่งมีผลให้ผิวอักเสบหรือเห่อได้ง่าย
หาเวลาผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ เดินเล่น ฟังเพลงเบา ๆ
5. ปกป้องผิวจากแดดและมลภาวะ

หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด หรือใช้ หมวก-หน้ากากกันแดด แทนการทาครีมในช่วงแรก
หากผิวเริ่มแข็งแรงแล้ว จึงค่อย ๆ เลือกกันแดดสูตรอ่อนโยนที่ปราศจากน้ำหอมและแอลกอฮอล์
ผิวที่ผ่านการใช้สเตียรอยด์ต้องการทั้ง เวลา และ การดูแลแบบองค์รวม เพื่อกลับมาแข็งแรงอย่างแท้จริง ยิ่งดูแลจากภายในได้ดีเท่าไร ผิวก็จะฟื้นฟูไวขึ้นเท่านั้น
กำลังโหลดความคิดเห็น