20 มกราคม 2569 โลกออนไลน์เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน หลัง แพรรี่ ไพรวัลย์ โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะตั้งคำถามต่อพฤติกรรมของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ระบุว่า “อีเปรตนี่ เขาเป็นอะไรของเขาคะ ดิฉันงง” พร้อมอีโมจิแสดงอาการเอือมระอา โดยโพสต์ดังกล่าวอ้างอิงถึงภาพข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งซึ่งเขียนในเชิงแขวะว่า “บวชได้ขนาดนี้แล้วสึกมาใส่วิกรับงาน เมิงก็ยังแยกแยะดีชั่วไม่ได้” พร้อมติดแฮชแท็ก #บวชเสียชาติเกิดเจงๆ ซึ่งกลายเป็นชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือด
.
หลังโพสต์แรกเผยแพร่ออกไป แพรรี่ ไพรวัลย์ ได้เข้ามาตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดและรุนแรงขึ้น โดยระบุว่าช่วงนี้ใกล้การเลือกตั้ง ทำให้ผู้ที่มีอคติและคลั่งการเมืองเริ่มออกมาแสดงพฤติกรรมมากขึ้น พร้อมทิ้งประโยคสั้นๆ เชิงเหน็บว่า ผู้วิจารณ์อาจจะแถว่าไม่ได้หมายถึงตนเอง ขณะที่ในอีกคอมเมนต์หนึ่งซึ่งถูกจับตามองเป็นพิเศษ แพรรี่ตอบโต้ตรงประเด็นถึงเรื่องวิก โดยตั้งคำถามกลับว่า ก็ไม่ได้เอาผมแม่มึงมาทอเป็นวิกนะคะ เดือดร้อนทำไม พร้อมแสดงท่าทีไม่ยอมรับการล้ำเส้นเรื่องส่วนตัว
.
ต่อมา แพรรี่ ไพรวัลย์ ได้โพสต์คอมเมนต์ยาวอธิบายจุดยืนของตนอย่างชัดเจน ระบุว่า การใส่วิกเพื่อรับงานเป็นเรื่องของอาชีพและการทำมาหากิน ไม่ได้สร้างความเสียหายให้ใคร พร้อมตั้งคำถามกลับถึงผู้โจมตีว่าความโกรธเคืองดังกล่าวเกิดจากปมส่วนตัว หรือเป็นเพียงการเหมารวมทางอคติ พร้อมเปรียบเปรยเชิงเสียดสีถึงพฤติกรรมของกลุ่มคนที่ตนมองว่าได้รับอิทธิพลจากกระแสการเมืองในช่วงใกล้เลือกตั้ง จนไม่สามารถแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องสาธารณะได้ พร้อมทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ใครมาวุ่นวายกับชีวิตของตน
.
กระแสตอบรับจากผู้ใช้โซเชียลมีเดียส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางสนับสนุนแพรรี่ ไพรวัลย์ อย่างชัดเจน คอมเมนต์จำนวนมากระบุว่าเป็นการตอบโต้ที่สะใจถึงเครื่อง และช่วยคลายความเครียดในช่วงที่สังคมตึงเครียด บางรายชื่นชมในความตรงไปตรงมาและการไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นศักดิ์ศรีส่วนตัว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเลือกแสดงความเห็นเชิงเตือนสติ ขอให้ใช้เมตตาและไม่ปล่อยให้อารมณ์รุนแรงนำพาสถานการณ์ไปไกลกว่านี้
.
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นภาพซ้ำของความขัดแย้งในโลกออนไลน์ เมื่อบุคคลสาธารณะต้องเผชิญการโจมตีด้วยถ้อยคำรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่บรรยากาศทางการเมืองอ่อนไหว ประเด็นส่วนตัวอย่างการแต่งกายหรือการทำมาหากินจึงถูกดึงมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตี จนกลายเป็นไฟลามทุ่งในไทม์ไลน์ และตอกย้ำคำถามสำคัญถึงเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กับการคุกคามที่ล้ำเส้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


