หลายคนอาจเคยรู้สึกว่าฟันบางซี่ “โยกได้เล็กน้อย” ขณะเคี้ยวอาหาร แปรงฟัน หรือใช้ลิ้นดัน และมักคิดว่า “เดี๋ยวก็คงหายเอง” แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการฟันโยกหรือฟันหลวมคือสัญญาณเตือนว่าเหงือกและกระดูกฟันของคุณอาจมีปัญหา โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รับการดูแลช่องปากอย่างสม่ำเสมอ หากคุณกำลังมีปัญหานี้ หรืออยากป้องกันไม่ให้เกิดในอนาคต บทความนี้คือสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม
ฟันโยก ฟันหลวม คืออะไร?
นิยามของอาการฟันโยก
ฟันโยกคือภาวะที่ฟันเคลื่อนไหวไปมาได้เล็กน้อยหรือชัดเจนกว่าปกติเมื่อสัมผัสหรือออกแรง เช่น ขณะกัดแอปเปิ้ล แปรงฟัน หรือใช้ลิ้นดัน
ระดับความรุนแรงของฟันโยก
ระดับ 1: โยกเล็กน้อยด้านข้าง
ระดับ 2: โยกชัดเจนด้านข้าง
ระดับ 3: โยกได้รอบทิศทาง รวมถึงในแนวดิ่ง (มักใกล้ต้องถอน)
สาเหตุหลักที่ทำให้ฟันโยก ฟันหลวม
1. โรคเหงือกและปริทันต์อักเสบ
สาเหตุอันดับหนึ่งในผู้ใหญ่ คือโรคปริทันต์ ที่เกิดจากคราบพลัคและหินปูนสะสม จนเกิดการอักเสบของเหงือกและกระดูกรอบรากฟัน ทำให้ฟันไม่มีฐานยึดที่แน่นอีกต่อไป
2. แรงกัดไม่สมดุล / กัดฟันตอนนอน
คนที่มีนิสัยกัดฟัน หรือเค้นฟันขณะหลับจะสร้างแรงกดที่รุนแรงจนฟันเคลื่อนตัว และรากฟันรับแรงซ้ำ ๆ จนโยก
3. ฟันกระแทก หรือได้รับอุบัติเหตุ
การถูกกระแทกที่ฟันจากการล้ม เล่นกีฬา หรืออุบัติเหตุ สามารถทำให้ฟันโยกได้ทันที หรือทำให้รากฟันมีปัญหาในภายหลัง
4. ฟันผุจนลุกลามถึงโคนฟัน
ในบางรายที่ปล่อยให้ฟันผุจนถึงรากหรือโคนฟัน อาจทำให้โครงสร้างของฟันอ่อนแอและเกิดการโยก
5. อายุที่มากขึ้น / กระดูกพรุน
อายุที่เพิ่มขึ้นและภาวะกระดูกพรุนอาจทำให้กระดูกรอบฟันบางลง ส่งผลให้ฟันยึดเกาะไม่แน่นเหมือนเดิม
คำถามที่ผู้อ่านมักสงสัยเกี่ยวกับฟันโยก
ฟันโยกกลับมาติดแน่นได้ไหม?
ถ้ายังไม่รุนแรงมาก และยังไม่สูญเสียกระดูกมากเกินไป การรักษาอย่างถูกวิธีสามารถช่วยให้ฟันกลับมาแน่นขึ้นได้
ฟันโยกควรถอนเลยไหม?
ไม่จำเป็นเสมอไปต้องประเมินระดับการโยก รากฟัน และสุขภาพเหงือกก่อน ถ้ายังมีโอกาสรักษา ควรพยายามเก็บไว้
ฟันโยกแต่ไม่เจ็บ อันตรายหรือไม่?
อันตรายครับ เพราะแม้จะไม่เจ็บ แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคปริทันต์เรื้อรัง
เด็กมีฟันโยก ถือว่าปกติไหม?
ในเด็กอายุประมาณ 5–12 ปี การมีฟันน้ำนมโยกถือเป็นเรื่องปกติในช่วงเปลี่ยนฟัน แต่ถ้าโยกแรงผิดปกติควรให้ทันตแพทย์ตรวจ
วิธีรักษาและดูแลเมื่อมีฟันโยก
1. ขูดหินปูน และเกลารากฟัน
เพื่อกำจัดคราบสกปรกใต้เหงือก ลดการอักเสบ และเปิดโอกาสให้เหงือกและกระดูกยึดเกาะฟันได้ดีขึ้น
2. ใส่เฝือกดามฟัน (Splinting)
ใช้ลวดหรือวัสดุพิเศษดามฟันที่โยกกับฟันข้างเคียง เพื่อกระจายน้ำหนักและลดแรงกระแทก
3. ปรับแรงบดเคี้ยว (Occlusal Adjustment)
โดยเฉพาะในคนที่กัดฟัน หรือมีแรงกัดไม่สมดุล แพทย์อาจปรับฟันหรือแนะนำใส่ “เฝือกสบฟัน” ตอนนอน
4. ใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับการรักษาโรคเหงือก
เพื่อควบคุมการอักเสบและเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก
5. ในกรณีรุนแรง อาจต้องถอนฟันและใส่รากฟันเทียม
หากกระดูกรอบฟันเสียหายมากเกินไป และไม่สามารถรักษาฟันเดิมไว้ได้
วิธีป้องกันไม่ให้ฟันโยกในอนาคต
ขูดหินปูนทุก 6 เดือน
แปรงฟันอย่างถูกวิธี และใช้ไหมขัดฟันทุกวัน
หลีกเลี่ยงการกัดของแข็ง หรือเปิดฝาขวดด้วยฟัน
ใส่ฟันยาง หากเล่นกีฬาหรือมีปัญหากัดฟันตอนนอน
ตรวจสุขภาพช่องปากสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้มีโรคเหงือกหรือกระดูกพรุน
สรุป: ฟันโยกไม่ได้แปลว่าต้องสูญเสียเสมอไป
อาการฟันโยก ฟันหลวมไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคร้ายแรงในช่องปาก หากตรวจพบเร็ว ยังมีโอกาสที่จะรักษาและเก็บฟันซี่นั้นไว้ได้อีกยาวนาน
หากคุณเริ่มรู้สึกว่าฟันโยกแม้เพียงเล็กน้อย อย่ารอให้ลุกลาม รีบปรึกษาทันตแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ เพราะ ฟันธรรมชาติหนึ่งซี่มีค่ามากกว่าการปลูกใหม่เสมอ


