xs
xsm
sm
md
lg

ขยี้ตาบ่อยๆ อันตรายไหม?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ขยี้ตาบ่อยๆ อันตรายไหม? มีผลเสียต่อดวงตาและผิวหนังอย่างไรบ้าง
ขยี้ตาแรง ๆ เป็นแค่นิสัย หรือเป็นภัยที่คาดไม่ถึง? หลายคนอาจเผลอขยี้ตาอยู่บ่อย ๆ เวลาง่วง คันตา หรือระคายเคืองโดยไม่ทันคิดว่านิสัยเล็ก ๆ นี้อาจส่งผลเสียต่อดวงตาและผิวรอบดวงตาได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ริ้วรอยใต้ตา ที่มาก่อนวัย หนังตาหย่อนคล้อย ไปจนถึงอันตรายระดับกระจกตาเสียหาย ในบทความนี้ Vincent Clinic Bangkok จะพาคุณสำรวจอย่างละเอียดว่าการขยี้ตาส่งผลกระทบอะไรต่อสุขภาพดวงตาบ้าง อะไรคือพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง และมีวิธีไหนในการดูแลฟื้นฟูผิวรอบดวงตาหลังจากที่เคยขยี้ตาบ่อย ๆ ได้บ้าง

ขยี้ตาบ่อยๆ อันตรายไหม? มีผลเสียต่อดวงตาและผิวหนังอย่างไรบ้างKey Takeaways

ขยี้ตาแรง ๆ อาจทำให้กระจกตาถลอกหรือเยื่อบุตาอักเสบ เสี่ยงต่อโรคต้อหินในระยะยาวจากความดันตาสูงชั่วคราว ส่งผลต่อผิวรอบดวงตาโดยตรง ใต้ตาคล้ำ เส้นเลือดฝอยแตก ผิวบาง และเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ง่าย
พฤติกรรมขยี้ตาเกิดจากหลายสาเหตุ ภูมิแพ้, ดวงตาแห้ง, ความเครียด, ง่วง หรือใช้สายตานานเกินไป
กลุ่มเสี่ยงที่ขยี้ตาบ่อย ผู้ที่เป็นภูมิแพ้, ใส่คอนแทคเลนส์, ใช้สายตาหนัก, เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ
สัญญาณเตือนที่ควรระวังได้แก่ อาการแสบตา เคืองตา มองไม่ชัด รอยช้ำใต้ตา หรือรู้สึกเจ็บเมื่อลูบตาเบา ๆ
วิธีเลิกขยี้ตา ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ใช้น้ำตาเทียม, ประคบเย็น, พักสายตา, หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้, ฝึกสังเกตพฤติกรรมตัวเอง
หากผิวใต้ตาเสียจากการขยี้ ยังสามารถฟื้นฟูได้ ทั้งการใช้ครีมบำรุงรอบดวงตา, ประคบเย็น, กันแดด และพักผ่อนให้เพียงพอ หรือใช้หัตถการ เช่น Meso Eye, Skin Booster, ฟิลเลอร์ใต้ตา, เลเซอร์ใต้ตา
แม้ขยี้เบา ๆ ก็ไม่ปลอดภัย พฤติกรรมเล็ก ๆ นี้สะสมผลเสียได้ในระยะยาว หากทำซ้ำบ่อยโดยไม่รู้ตัว
ดวงตาและผิวรอบดวงตาต้องการการดูแลเฉพาะ อย่ามองข้ามอาการเล็กน้อย เช่น คันตา แสบตา หรือรอยคล้ำ เพราะอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาที่ใหญ่ขึ้น
การหยุดขยี้ตา = จุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพดวงตาที่ยั่งยืน
ทำไมหลายคนถึงชอบขยี้ตา?
หลายคนมักเผลอขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาการคันตาจากภูมิแพ้ ฝุ่นละออง หรือคอนแทคเลนส์ระคายเคือง รวมถึงพฤติกรรมอัตโนมัติขณะง่วง หรือเมื่อนั่งจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ดวงตาจะล้าและแห้ง ทำให้รู้สึกอยากขยี้เพื่อผ่อนคลาย ทั้งที่จริงแล้วการขยี้ตาบ่อยอาจทำให้กระจกตาถลอก ตาแดง หรือติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว

ใครบ้างที่มีแนวโน้มขยี้ตาบ่อยกว่าคนทั่วไป?
ผู้ที่มีแนวโน้มขยี้ตาบ่อยกว่าคนทั่วไป มักเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยกระตุ้นหรือพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตาอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งได้แก่

ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ (โดยเฉพาะ ภูมิแพ้ทางตา) เช่น แพ้ฝุ่น ละอองเกสร ขนสัตว์ ทำให้เกิดอาการคันตา น้ำตาไหล ตาแดง จนเผลอขยี้ตาเพื่อบรรเทาอาการ
ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ อาจเกิดความรู้สึกระคายเคือง แห้ง หรือมีสิ่งแปลกปลอมในตา จึงเผลอขยี้ตาเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น
ผู้ที่ใช้สายตาเยอะ เช่น ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือเรียนออนไลน์ เมื่อดวงตาล้า หรือมีอาการตาแห้ง มักจะขยี้ตาเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าทางสายตา
เด็กเล็กและผู้สูงอายุ เด็กเล็กอาจยังไม่รู้วิธีดูแลดวงตา ส่วนผู้สูงอายุบางคนอาจมีน้ำตาแห้ง หรือโรคตาอื่น ๆ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย
คนที่มีนิสัยชอบขยี้ตาเป็นประจำ บางคนอาจขยี้ตาเป็นพฤติกรรมอัตโนมัติ เช่น ตอนง่วง ตอนเพลิน หรือขณะอยู่ในอารมณ์เครียดโดยไม่รู้ตัว
ขยี้ตาบ่อยส่งผลเสียต่ออะไรบ้าง?
ขยี้ตาบ่อยส่งผลเสียอย่างไรบ้าง?แม้จะเป็นพฤติกรรมเล็กน้อยที่หลายคนทำโดยไม่รู้ตัว แต่การขยี้ตาบ่อย ๆ อาจส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพดวงตาและผิวรอบดวงตามากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเกิดจากอาการคัน ระคายเคือง หรือแค่นั่งหน้าจอนาน ก็ล้วนมีผลในระยะยาว หากไม่ระวัง อาจกลายเป็นปัญหาที่แก้ยากตามมาได้

ผลเสียต่อดวงตาโดยตรง
การขยี้ตาแรง ๆ หรือบ่อยครั้ง อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตา เช่น

กระจกตาเป็นรอยหรือขีดข่วน จากแรงเสียดสี
ความดันในดวงตาเพิ่มขึ้นชั่วคราว ซึ่งในบางรายอาจกระตุ้นความเสี่ยงของโรคต้อหิน
เยื่อบุตาอักเสบหรือเคืองเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้ที่แพ้หรือใส่คอนแทคเลนส์
ผลเสียต่อผิวหนังรอบดวงตา
ขยี้ตาบ่อยยังส่งผลต่อความสวยงามของผิวรอบดวงตา เช่น

รอยคล้ำใต้ตา จากเส้นเลือดฝอยที่ถูกกระตุ้นหรือแตก
ผิวบางลงและเกิดริ้วรอยก่อนวัย เพราะผิวบริเวณรอบดวงตาบอบบางมาก
เส้นเลือดฝอยแตกง่าย ทำให้ใต้ตาดูโทรมและไม่สดใส
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย
แม้การขยี้ตาจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่หลายคนทำจนเคยชิน แต่หากเริ่มมีอาการผิดปกติตามมา นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าดวงตาของคุณกำลังเผชิญปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม พฤติกรรมเล็ก ๆ นี้อาจกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคตาหรือปัญหาผิวรอบดวงตาในระยะยาว

ขยี้ตาแล้วแสบตา เคืองตา หรือมีน้ำตาไหลผิดปกติ
มีรอยแดง รอยช้ำ หรือผิวคล้ำใต้ตาชัดขึ้น
มองเห็นไม่ชัดหรือภาพเบลาชั่วคราวหลังขยี้ตา
ดวงตารู้สึกเจ็บลึก คล้ายถูกกดจากด้านใน
ขยี้เบา ๆ ก็เจ็บ หรือรู้สึกระคายเคืองมากกว่าปกติ
มีตุ่มหรือติ่งเนื้อขึ้นบริเวณเปลือกตาหลังขยี้ตาบ่อย ๆ
การขยี้ตาเป็นประจำอาจนำไปสู่ผลเสียที่มากกว่าที่คิด หากมีอาการผิดปกติ เช่น แสบตา มองไม่ชัด หรือรู้สึกเจ็บบ่อยครั้ง ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ เพราะการดูแลดวงตาอย่างใส่ใจตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงและรักษาสุขภาพดวงตาให้ดีในระยะยาว

จะเลิกขยี้ตาได้อย่างไร? วิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
การเลิกขยี้ตาอาจฟังดูง่ายแต่ทำได้ยาก เพราะหลายคนทำไปโดยไม่รู้ตัวหรือเกิดจากความเคยชิน อย่างไรก็ตาม หากต้องการหยุดพฤติกรรมนี้จริง ๆ การแก้ที่ “ต้นเหตุ” เป็นสิ่งสำคัญที่สุด นี่คือแนวทางที่ช่วยให้เลิกขยี้ตาได้

แก้ปัญหาอาการคันหรือระคายเคือง
หากมีอาการคันตา เคืองตา หรือแสบตาบ่อย อาจเกิดจาก ภูมิแพ้, ฝุ่น, หรือ ตาแห้ง ควรใช้ยาหยอดตาตามคำแนะนำแพทย์ เช่น ยาหยอดตาลดอาการแพ้ หรือสารหล่อลื่นสำหรับผู้ที่ตาแห้ง
หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น ขนสัตว์ ฝุ่น หรือควัน
ปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม
หมั่นพักสายตาทุก 20 นาทีเมื่อทำงานหน้าจอ เพื่อลดอาการล้าหรือแห้ง
ใช้ผ้าเย็นประคบดวงตาเบา ๆ แทนการขยี้เมื่อตาล้า
เลี่ยงการใช้มือสกปรกสัมผัสดวงตาโดยไม่จำเป็น
ฝึกสังเกตตัวเอง
หากรู้ตัวว่าขยี้ตาในบางสถานการณ์ เช่น ตอนเครียด ง่วง หรือเบื่อ ควรหากิจกรรมอื่นมาทดแทน เช่น บีบลูกบอลคลายเครียด
ตั้งใจหยุดทันทีเมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะขยี้ เช่น ใช้นิ้วแตะเบา ๆ ที่ขมับหรือหน้าผากแทน
ดูแลสุขภาพตาโดยรวม
ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีวิตามิน A, E และ Omega-3
หากใช้คอนแทคเลนส์ ต้องใส่ตามเวลาที่กำหนด และล้างมือก่อนสัมผัสทุกครั้ง
เข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะถ้ามีอาการผิดปกติบ่อยครั้ง
การเลิกขยี้ตาไม่ได้อยู่ที่การฝืนตัวเองอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการค้นหาสาเหตุและดูแลที่ต้นตอของอาการ เช่น อาการคัน ตาแห้ง หรือสิ่งกระตุ้นอื่น ๆ เมื่อจัดการปัญหาภายในได้ ความอยากขยี้ตาก็จะลดลงตามธรรมชาติ และช่วยให้สุขภาพตาดีขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ผิวใต้ตาเสียจากการขยี้ตา แก้ไขอย่างไร?
ขยี้ตาบ่อยผิวใต้ตาเสีย แก้ไขอย่างไรหากคุณเผลอขยี้ตาบ่อยจนผิวใต้ตาเริ่มเสีย ไม่ว่าจะเป็นรอยคล้ำ ผิวบาง หรือริ้วรอยก่อนวัย ไม่ต้องกังวลจนเกินไป เพราะสามารถฟื้นฟูผิวบริเวณนี้ได้ด้วยวิธีที่เหมาะสม

วิธีดูแลผิวใต้ตาด้วยตัวเอง
หยุดขยี้ตาให้ได้ก่อน นี่คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด เพราะการขยี้ตาซ้ำ ๆ จะทำให้ผิวบางลง เส้นเลือดฝอยแตกง่าย และรอยคล้ำใต้ตาชัดขึ้น การหยุดพฤติกรรมนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟู
ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตาเป็นประจำ ควรเลือกอายครีมที่อ่อนโยนและมีสารบำรุงที่ช่วยลดความหมองคล้ำ เสริมความแข็งแรงให้ผิว เช่น คาเฟอีน ลดบวมและรอยคล้ำ, วิตามิน C ช่วยเรื่องความกระจ่างใส, เปปไทด์ หรือ เรตินอล สูตรอ่อนโยน
ประคบเย็นลดบวม ลดคล้ำ ใช้ถุงชาเขียวแช่เย็น หรือผ้าชุบน้ำเย็นประคบใต้ตาวันละ 5–10 นาที จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดอาการบวมและรอยคล้ำได้ดี
ทากันแดดรอบดวงตา ผิวรอบดวงตาบางและไวต่อแดดมาก ควรใช้ครีมกันแดดสูตรอ่อนโยนสำหรับรอบดวงตาทุกวัน เพื่อป้องกันรังสี UV ทำร้ายผิวจนคล้ำเสียหนักขึ้น
นอนพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนน้อยหรือนอนดึกจะยิ่งทำให้รอยคล้ำใต้ตาชัดเจนยิ่งขึ้น พยายามนอนอย่างน้อยวันละ 7–8 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงการใช้สายตานาน ๆ ก่อนนอน
ฟื้นฟูด้วยหัตถการทางการแพทย์ (กรณีผิวเสียชัดเจน)
ฉีด Meso Eye หรือ Skin Booster ใต้ตา ช่วยเติมสารอาหารให้ผิว กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และฟื้นฟูผิวที่บางหรือโทรมให้ดูสดใสขึ้น
เลเซอร์ลดรอยคล้ำ เช่น Q-Switch หรือ Pico Laser ช่วยสลายเม็ดสีใต้ตาและกระตุ้นคอลลาเจน ลดความคล้ำและรอยดำได้อย่างปลอดภัย
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา กรณีใต้ตาลึกหรือมีร่อง สำหรับผู้ที่มีใต้ตาลึกหรือเป็นร่องชัด การเติมฟิลเลอร์จะช่วยให้ผิวเรียบเนียน รอยคล้ำลดลง และดูสดใสมากขึ้น
การขยี้ตาอาจทำให้ผิวใต้ตาเสียได้จริง แต่หากเริ่มจากการหยุดพฤติกรรมนี้ และหมั่นบำรุง ฟื้นฟูด้วยวิธีที่เหมาะสม ผิวรอบดวงตาก็สามารถกลับมาดูสดใสขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ และหากจำเป็น ยังสามารถใช้หัตถการทางคลินิกเป็นทางเลือกเสริมเพื่อให้ผลลัพธ์ชัดเจนและปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

ชอบขยี้ตา อันตรายไหม?
การขยี้ตาอาจดูเหมือนแค่นิสัยเล็ก ๆ แต่ความจริงแล้วอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพดวงตาและผิวรอบดวงตาอย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นกระจกตาถลอก เยื่อบุตาอักเสบ ความดันในตาเพิ่มขึ้นชั่วคราว ซึ่งอาจเสี่ยงต่อโรคต้อหินในระยะยาว นอกจากนี้ ผิวรอบดวงตาที่บอบบางยังถูกทำร้ายซ้ำ ๆ จนเกิดรอยคล้ำ ผิวบาง เส้นเลือดฝอยแตก และริ้วรอยก่อนวัยได้ง่าย หากคุณมีอาการคันตาหรือเคืองตา ควรใช้วิธีที่ปลอดภัย เช่น น้ำตาเทียมหรือประคบเย็น แทนการขยี้ตา และเริ่มสังเกตพฤติกรรมตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อถนอมสายตาและผิวรอบดวงตาให้อยู่กับคุณไปนาน ๆ อย่างปลอดภัย
กำลังโหลดความคิดเห็น