xs
xsm
sm
md
lg

ศูนย์ต้านโกงพบฐาน “Scam Compound” แห่งใหม่ในกัมพูชา ห่างปอยเปต 50 กม. เร่งถกมาตรการสกัดก่อนเหยื่อพุ่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มกราคม ว่าพบการตั้งฐานปฏิบัติการของขบวนการสแกมเมอร์แห่งใหม่ในประเทศกัมพูชา ห่างจากพื้นที่ปอยเปตราว 50 กิโลเมตร ภายหลังการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่ไทย จีน และเมียนมา ร่วมมือกันทลายฐานเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน ทั้งพื้นที่ “KK Park” และ “ชเวก๊กโก” ส่งผลให้ขบวนการดังกล่าวต้องเคลื่อนย้ายฐานหนีการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์ฯ ระบุว่ากำลังเร่งหารือเพื่อวางมาตรการเชิงรุกในการสกัดกั้น ก่อนจะมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นในวงกว้าง
.
ข้อมูลจากศูนย์ฯ ระบุว่า ฐานปฏิบัติการแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองมาลัย จังหวัดบันเจียนเมียนเตย ประเทศกัมพูชา ลักษณะเป็นอาคารสองชั้น แยกพื้นที่ทำงานและที่พักอาศัย ตั้งอยู่ใกล้อุทยานมาลัย และยังอยู่ระหว่างการขยายสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม ภายในพบแรงงานจากหลายสัญชาติ ทั้งคนไทย อินเดีย และอินโดนีเซีย โดยมีชาวจีนทำหน้าที่ควบคุมการทำงาน ใช้เป็นศูนย์หลอกลวงเหยื่อจากหลายประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกันสถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ยังเป็นปัจจัยเร่งให้เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ย้ายจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนใน เพื่อหลบเลี่ยงแรงกดดันด้านความมั่นคง สะท้อนว่าปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น จนไม่อาจปล่อยให้ประเทศใดประเทศหนึ่งกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของขบวนการเหล่านี้ได้
.
ศูนย์ ACSC ยังเปิดเผยสถิติคดีและมูลค่าความเสียหายในรอบสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ถึง 3 มกราคม 2569 พบว่ามีคดีแจ้งผ่านระบบ Thaipoliceonline รวม 6,369 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 222,116,678 บาท หรือเฉลี่ยราววันละ 31.73 ล้านบาท แม้จำนวนคดีจะลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 530 คดี และมูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 262.9 ล้านบาท แต่ศูนย์ฯ ชี้ว่าการลดลงดังกล่าวสะท้อนลักษณะคดีในช่วงต้นปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีมูลค่าต่อรายไม่สูงเท่าช่วงเทศกาลปลายปี อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามยังคงกระจายตัวในวงกว้าง
.
เมื่อพิจารณาเชิงปริมาณ คดีที่พบมากที่สุดยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ คิดเป็น 80.3 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยการหลอกโอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ และการหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล ขณะที่หากพิจารณาเชิงมูลค่าความเสียหาย อันดับหนึ่งยังเป็นการหลอกลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ รองลงมาคือการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ และการหลอกหารายได้พิเศษ โดยศูนย์ฯ เตือนว่าในช่วงวันที่ 2–3 มกราคม มีแนวโน้มจำนวนคดีเริ่มขยับสูงขึ้น ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง หลังกลับเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นการทำงานของปีใหม่
.
ในส่วนรูปแบบกลโกงใหม่ ศูนย์ ACSC พบว่ามิจฉาชีพเริ่มใช้ “ความรัก” เป็นเครื่องมือหลักในการหลอกลวง แตกต่างจากรูปแบบเดิมที่มักอ้างการลงทุนในธุรกิจหรือโครงการปลอม โดยคนร้ายจะสร้างโปรไฟล์ปลอมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ TikTok อวดไลฟ์สไตล์หรูหรา แฝงตัวอยู่ในกลุ่มรถซูเปอร์คาร์ นาฬิกา และกระเป๋าแบรนด์เนม ก่อนเล็งเป้าหมายไปที่หญิงอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไปที่มีฐานะทางการเงินดี จากนั้นเร่งสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาว วาดภาพอนาคตร่วมกันจนเหยื่อเกิดความไว้วางใจ และเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน ก่อนชักชวนให้ลงทุนในการพนันออนไลน์ โดยอ้างเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์กาสิโน “Grand Lisboa” และสร้างบัญชีทดลองพร้อมสลิปปลอมให้เห็นผลกำไรสูง เมื่อเหยื่อโอนเงินจริง กลับถูกบังคับให้เติมเงินเพิ่มอย่างไม่สิ้นสุด และสุดท้ายไม่สามารถถอนเงินได้ ก่อนถูกตัดการติดต่อ
.
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ ACSC สามารถประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือผู้เสียหายได้ทั้งหมด 6 เคส สามารถระงับการโอนเงินของผู้เสียหายได้ 10 ราย รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท และนำไปสู่การจับกุมได้ 1 คดี โดยหนึ่งในเคสสำคัญคือการช่วยเหลือหญิงวัย 42 ปี ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งกำลังจะโอนเงินให้บัญชีม้าจากการหลอกซื้อสินค้าผ่าน TikTok มูลค่า 130,000 บาท อีกสองเคสเป็นหญิงวัย 61 ปี ในจังหวัดกระบี่ และหญิงวัย 62 ปี ในจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งถูกหลอกให้ลงทุนเล่นบิงโกออนไลน์ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 175,000 บาท ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าระงับเหตุและแนะนำให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย
.
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ย้ำเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อบุคคลแปลกหน้าที่เร่งสร้างความสัมพันธ์หรือชักชวนลงทุน โดยเฉพาะกรณีที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง พร้อมยืนยันว่าจะเร่งประสานความร่วมมือกับทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อกดดันและตัดวงจรผลประโยชน์ของขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติอย่างจริงจัง


กำลังโหลดความคิดเห็น