xs
xsm
sm
md
lg

13 พ.ค. ทำไมถึงเป็น “เส้นตายอากาศสะอาด” เครือข่ายอากาศสะอาด โต้ “สุชาติ” อย่าเข้าใจคลาดเคลื่อน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



📍 วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 ถูกระบุว่าเป็น "เส้นตาย" เพราะเป็นวันสุดท้ายตามข้อบังคับของรัฐธรรมนูญที่ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับที่ตกไปก่อนหน้า จะสามารถถูกนำกลับมาพิจารณาใหม่ได้โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.)

หากรัฐบาลไม่นำร่างกฎหมายนี้เข้าสู่การพิจารณาภายในกำหนด กฎหมายสำคัญฉบับนี้จะ "ตกไป" อย่างถาวร และต้องเริ่มกระบวนการร่างใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจใช้เวลาอีกหลายปีท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ประเด็นสำคัญของเส้นตาย 13 พฤษภาคม

•ข้อจำกัดทางกฎหมาย: ตามรัฐธรรมนูญ มีเพียง ครม. เท่านั้นที่มีอำนาจยืนยันเพื่อนำร่างกฎหมายที่ค้างอยู่กลับมาพิจารณาต่อได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด

•ความเสี่ยงต่อสุขภาพ: ภาคประชาชนอย่าง เครือข่ายอากาศสะอาด (Thailand Clean Air Network) กังวลว่าการล่าช้าจะทำให้จำนวนผู้ป่วยมะเร็งปอดและโรคทางเดินหายใจเพิ่มสูงขึ้น

•การเรียกร้องทางการเมือง: พรรคการเมืองฝ่ายค้านและกลุ่มประชาสังคม เช่น Bangkok Biz News ได้ตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาลในการผลักดันกฎหมายนี้

•เป้าหมายของกฎหมาย: เพื่อเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาฝุ่นแบบ "รายฤดูกาล" ไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างและบังคับใช้กฎหมายลูกเพื่อสิทธิในการหายใจของประชาชน

📍 สถานะปัจจุบัน: หลายภาคส่วนกำลังรณรงค์ให้ประชาชนร่วมลงชื่อและกดดันรัฐบาลผ่านแคมเปญ #13พฤษภาเส้นตายพรบอากาศสะอาด เพื่อไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ถูก "ซุกไว้ใต้พรม" จนหมดอายุความ


เครือข่ายอากาศสะอาด แจง 3 ประเด็น “สุชาติ” อย่าเข้าใจเคลื่อน


เพจเฟซบุ๊ค Thailand Can เครือข่ายอากาศสะอาด ชี้แจงกรณี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. ที่มีความกังวลต่อร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ทั้งเรื่อง “กลุ่มเปราะบาง” และ “อัตราค่าปรับภาคธุรกิจ” ขอชี้แจงข้อเท็จจริงสำคัญ ดังนี้

1. ความชัดเจนของ "กลุ่มเปราะบาง" และ "ผู้ทำงานกลางแจ้ง"
ประเด็นที่คุณสุชาติกังวลเรื่องนิยามที่กว้างเกินไปนั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากกลไกของกฎหมาย:
กฎหมายแม่บท vs กฎหมายลูก: พ.ร.บ. นี้คือ "กฎหมายแม่" ที่วางหลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ส่วนรายละเอียดว่าใครคือกลุ่มเปราะบางบ้าง จะถูกระบุชัดเจนใน "กฎหมายลูก" ซึ่งจะมีการอ้างอิงและบูรณาการเข้ากับ กฎหมายแรงงาน เพื่อระบุขอบเขต "ผู้ทำงานกลางแจ้ง" ให้ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง

ไม่ใช่ภาระงบประมาณใหม่ แต่คือการใช้อำนาจที่มีประสิทธิภาพ: การระบุกลุ่มเปราะบางไม่ใช่แค่เรื่องการแจกเงิน แต่คือการให้ "คณะกรรมการนโยบาย" มีกรอบในการใช้ดุลพินิจที่เข้มงวดขึ้น เช่น การกำหนดค่ามาตรฐานมลพิษในพื้นที่ที่มีกลุ่มเปราะบางอาศัยอยู่หนาแน่น หรือการอำนวยความสะดวกด้านสาธารณสุข ซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องทำอยู่แล้ว

2. อัตราค่าปรับ: ทำไมต้องอ้างอิงสากล (และสิงคโปร์)?
การกำหนดค่าปรับไม่ได้ดูแค่ในอาเซียนแบบผิวเผิน แต่เราพิจารณาจากข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์และมาตรฐานสากล:
บทเรียนจากสิงคโปร์: ในกรณีมลพิษข้ามแดน เราอ้างอิงอัตราโทษจาก Transboundary Haze Pollution Act ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค

เปลี่ยนพฤติกรรมผู้ก่อมลพิษรายใหญ่: ค่าปรับที่สูงมีไว้เพื่อเป็น "เพดาน" สำหรับดัดหลังบริษัทรายใหญ่ที่จงใจปล่อยมลพิษ เพื่อให้ต้นทุนในการทำผิดสูงกว่าต้นทุนในการติดตั้งเครื่องจักรป้องกันมลพิษ (Polluter Pays Principle) ขณะเดียวกันรายเล็กที่ทำผิดเล็กน้อยก็ยังได้รับโทษที่เหมาะสมตามดุลพินิจ ไม่ได้เหมาเข่งปรับหนักทุกคน

เราต้องเน้นย้ำว่าร่าง พ.ร.บ. นี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ "รีดภาษี" หรือ "จ้องจะปรับ" แต่ต้องการ "สร้างอากาศสะอาด" ดังนั้นขั้นตอนการบังคับใช้จึงมีลำดับความสำคัญ ดังนี้:

มาตรการช่วยเหลือเปลี่ยนผ่าน (SMEs Transition): สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย รัฐจะมีมาตรการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การให้คำปรึกษาทางเทคนิค หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ก่อน

ค่าธรรมเนียมไม่ใช่ภาษี แต่คือค่าเสียโอกาสทางสังคม: การเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับจะ "ไม่เกิดกับธุรกิจทุกราย" แต่จะมุ่งเน้นไปที่รายใหญ่ที่ก่อมลพิษสูง: ซึ่งมีกำลังในการปรับปรุงเทคโนโลยีแต่ไม่ทำ

ธุรกิจที่ดื้อดึง (Non-compliance): คือกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำและเวลาในการปรับตัวแล้ว แต่ยังคงเพิกเฉยต่อการแก้ไข
เป้าหมายคือ "พฤติกรรม" ไม่ใช่ "ตัวเงิน": เงินค่าปรับไม่ใช่รายได้หลักที่รัฐต้องการ แต่เป้าหมายคือการตั้ง "เพดาน" ให้สูงพอที่จะทำให้การ "ปรับปรุงโรงงาน" คุ้มค่ากว่า "การจ่ายค่าปรับไปวันๆ"

3. มิติการลงทุน vs มูลค่าชีวิตคนไทย
การอ้างเรื่องการแข่งขันและการลงทุนในอาเซียนเพียงอย่างเดียว อาจเป็นการมองข้ามต้นทุนทางสุขภาพที่ประชาชนต้องแบกรับ:

📍คำถามสำคัญที่สังคมต้องช่วยกันถาม: ในเมื่อสิงคโปร์ยังมีกฎหมายที่ลงโทษผู้ก่อมลพิษอย่างรุนแรงเพื่อคุ้มครองพลเมืองของเขาได้ "แล้วชีวิตและลมหายใจของคนไทย มีค่าน้อยกว่าประชาชนชาวสิงคโปร์หรืออย่างไร?" ถึงต้องตั้งค่าปรับให้เกรงใจทุนใหญ่จนไม่สามารถคุ้มครองคนในชาติได้