เมื่อ 1 เมษายนที่ผ่านมา GISTDA รายงานจุดความร้อนผ่านข้อมูลจากดาวเทียม พบว่าจุดความร้อนของไทยลดลงต่อเนื่องเหลือ 1,971 จุด (ข้อมูลดาวเทียม Suomi NPP ระบุว่า เกิดขึ้นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 896 จุด พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 622 จุด พื้นที่เกษตร 267 จุด พื้นที่เขต สปก. 99 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่น ๆ 80 จุด และพื้นที่ริมทางหลวง 7 จุด)
ในขณะที่จุดความร้อนของประเทศเพื่อนบ้านพบมากที่สุดที่เมียนมาร์ 4,223 จุด ลาว 3,348 จุด เวียดนาม 616 จุด กัมพูชา 521 จุด มาเลเซีย 61 จุด ก็เป็นข้อมูลที่ชี้ชัดว่า จุดความร้อนมหาศาลจากการเผาไม่ได้เกิดแค่ภายในประเทศ แต่การเผาจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะเมียนมาร์และลาว คือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ภาคเหนือตอนบนจมฝุ่นในระดับอันตรายถึงขีดสุด
แน่นอนว่าแม้การแก้ปัญหาฝุ่นภายในประเทศยังไม่อาจสัมฤทธิ์ผล จุดความร้อนที่ลดลงก็ไม่ได้ทำให้ค่าฝุ่นลดลงเช่นกัน หากต้นทางข้ามแดนยังไม่ได้รับการจัดการ
เพื่อลงลึกถึงปัญหานี้ เราขอพาย้อนกลับไปยังเวที “Thailand National PM2.5 ครั้งที่ 2” ที่ระดมความรู้และข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาทางออกร่วมกันในระดับภูมิกาค กระทั่งนำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการ “ขับเคลื่อนความร่วมมือข้ามพรมแดน ด้วยข้อมูล เศรษฐกิจ และการคำนึงถึงผู้คน” ซึ่งเป็น 1 ใน 8 ข้อเสนอฯ ที่เกิดขึ้นในเวทีนี้
🔵 คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ไกลแค่ไหนก็ไม่พ้นฝุ่น
จากคำอธิบายของ รศ. ดร.เอกบดินทร์ วินิจกุล สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ถึงการจำแนกและระบุแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ ด้วยแบบจำลองตัวรับมลพิษทางอากาศ (Receptor Model) บัญชีระบายมลพิษ (Emission Inventory) และแบบจำลองการกระจายตัวของมลพิษ (Dispersion Model) จากการ จากการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
พบว่า ฝุ่นละอองประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์เกิดจากแหล่งกำเนิดภายในพื้นที่ ขณะที่อีก 40 เปอร์เซ็นต์เป็นมลพิษที่พัดมาจากภายนอก ทั้งจากจังหวัดอื่นและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเผาในที่โล่งสูง
เช่นเดียวกับที่ ศ. ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล จากศูนย์วิจัยมลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ชี้ถึงความเชื่อมโยงของฝุ่นควัน กับการเคลื่อนที่ของอากาศ ทิศทางลม และอัตราการระบายอากาศ ว่า ฝุ่นคือ “ละอองลอย” เมื่อมีการเผาไหม้วัสดุต่าง ๆ จะมี “แรงลอยตัว” ที่ส่งให้ฝุ่นลอยขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศ และเมื่อฝุ่นขึ้นไปถึงระดับความสูงประมาณ 1 กิโลเมตร กระแสลมสามารถพาฝุ่นเดินทางได้ไกลถึง 600-700 กิโลเมตรภายในหนึ่งวัน การเคลื่อนที่ข้ามพรมแดนจึงเกิดขึ้นได้ภายในวันเดียว
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฝุ่นอยู่กับเรานานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ “แหล่งกำเนิด” คือการเผา “การเดินทาง” ที่มีลมและฝนเป็นตัวแปร หากมีฝนระหว่างทางฝุ่นจะถูกชะล้างไป และ “สภาพอากาศและภูมิประเทศในพื้นที่รับฝุ่น” หากพื้นที่นั้นเป็นแอ่งหรือมีสภาวะอากาศปิด (อุณหภูมิผกผัน) ฝุ่นจะสะสมอยู่ได้นาน
เมื่อมองถึงปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคอาเซียน จากการอ้างอิงภาพรวมในปี 2562 หากแบ่งอาเซียนออกเป็นตอนบนและตอนล่าง พบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อาเซียนตอนบนมีจำนวนจุดความร้อนค่อนข้างคงที่ และมักเกิดในช่วง 4 เดือนแรกของปี ในขณะที่อาเซียนตอนล่าง จะเกิดในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากการจัดการที่มีประสิทธิภาพของประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ต่อปัญหาฝุ่นในอินโดนีเซีย
ผลการศึกษายังพบอีกว่า ฝุ่นในกรุงเทพฯ ช่วงวิกฤต มาจากทั้งการเผาภายในและภายนอกประเทศอย่างจากกัมพูชา ขณะที่ในภาคเหนือ มีการศึกษาลึกไปถึงฝุ่น PM0.1 พบว่า ช่วงหมอกควันในปี 2566 ฝุ่นกว่าครึ่งมาจากการเผาชีวมวล และยังพบสารซัลเฟตที่เดินทางจากมหาสมุทรอินเดีย ทั้งฝุ่นในเชียงใหม่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มาจากป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ โดยมีฝุ่นข้ามแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้านตามทิศทางลมเป็นองค์ประกอบร่วม
ส่วนฝุ่นในภาคใต้ พบความเชื่อมโยงของฝุ่นในอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ว่ามาจากการเผาป่าพรุในอินโดนีเซียโดยตรง ขณะที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้จะไม่ได้เก็บตัวอย่างฝุ่นโดยตรง แต่จากข้อมูลจุดความร้อนและทิษทางลม พบว่าในช่วงต้นเดือนมีนาคมฝุ่นมักมาจากลาว และช่วงปลายเดือนจะมาจากกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม การเข้าใจแหล่งที่มาเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากไม่มองไปถึง “เหตุผลของการเผา” ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
🔵 เข้าใจฝุ่น เข้าใจคน
ในหลายพื้นที่ของภูมิภาค การเผาไม่ได้เกิดขึ้นจากความไม่รู้ แต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนโดยตรง บัณรส บัวคลี่ เครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ ยกตัวอย่างการเผาที่สูงขึ้นในประเทศลาว ที่เกี่ยวกันกับปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ ราคาผลิตภัณฑ์เกษตรอย่างมันสำปะหลังที่พุ่งสูงจากการรับซื้อของโรงงานไทยและจีน เป็นแรงจูงใจหลักให้เกษตรกรตัดสินใจเผาพื้นที่เพื่อขยายการเพาะปลูก เพราะการเผาเป็นวิธีที่เร็วและต้นทุนต่ำที่สุดในการจัดการพื้นที่
ขณะที่ในบางพื้นที่ที่เป็นเขตสู้รบ การควบคุมไฟทำได้ยาก ไฟป่าจึงลุกลามเป็นวงกว้างโดยไม่มีใครเข้าไปจัดการ
เมื่อปัจจัยเหล่านี้ผสมเข้ากับกลไกของสภาพอากาศ เช่น ความแตกต่างของอุณหภูมิหรือทิศทางลมที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ฝุ่นจึงสามารถเคลื่อนที่ข้ามพรมแดนและสะสมในบางพื้นที่ได้ แม้พื้นที่นั้นจะไม่ได้มีแหล่งกำเนิดขนาดใหญ่ในช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม
พื้นที่ “จงอยงวงช้าง” บริเวณพรมแดนไทย-เมียนมาร์ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา เพราะเป็นจุดที่มีการเผาซ้ำซากขนาดใหญ่ระดับแสนไร่ แม้ฝั่งไทยจะพยายามทำแนวกันไฟ แต่ด้วยขนาดของไฟที่รุนแรงทำให้ไฟมักจะกระโดดข้ามแนวกันไฟเข้ามาได้เสมอ
การแก้ปัญหาที่แท้จริงจึงต้องก้าวข้ามเรื่องแนวกันไฟไปสู่การ "จับมือกับเพื่อนบ้าน" โดยต้องลงลึกถึงระดับชุมชน รู้จักหมู่บ้านฝั่งตรงข้าม และเข้าใจข้อจำกัดของเขา เช่น การขาดงบประมาณในการจัดการ เพื่อที่จะร่วมกันทำ "แนวทางจัดไฟ" หรือการบริหารจัดการไฟร่วมกันในพื้นที่พรมแดน
ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน จึงสะท้อนถึงปัญหาเชิงระบบที่เชื่อมโยงหลายมิติ ที่ต้องเข้าใจถึงวิถีชีวิต ราคาพืชผลทางการเกษตร วงจรการผลิตของพืช และความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่พรมแดน ความท้าทายในอนาคต จึงเป็นการเชื่อมข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกัน และร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงใจเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนในภูมิภาค
🔵 ความร่วมมือต้องก้าวข้ามพรมแดน
GMS Breath Council หรือสภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2566 เพื่อขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งฝั่งแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำโขง ในการแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และความหลากหลายทางชีวภาพของคนในลุ่มน้ำดังกล่าว
ในการประชุมนี้ ได้มีการลงนามบันทึกความตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนงานในระยะเวลา 2 ปี ใน 4 ประเด็นหลัก คือ
1) จัดตั้งสภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง: เพื่อเป็นกลไกประสานงานภาคประชาสังคมข้ามพรมแดน ทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน ของไทย รวมถึง สปป.ลาว และเมียนมา
2) ขับเคลื่อนแผนงานลดฝุ่นควัน: เน้นความร่วมมือในพื้นที่รอยต่อผ่านโครงการและกิจกรรมที่กำหนดร่วมกันในทุกมิติ
3) สร้างระบบฐานข้อมูลและเทคโนโลยี: สร้างระบบข้อมูลคุณภาพอากาศร่วมกัน ถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการไฟ การจัดการพื้นที่ และแนวกันไฟข้ามพรมแดน
4) บูรณาการแบบองค์รวม: ร่วมมือกับภาครัฐ หน่วยงานระหว่างประเทศ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง
ในระยะยาว การแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการใช้ที่ดิน เพื่อให้การลดการเผาเป็นทางเลือกที่เกิดขึ้นได้จริงในระดับพื้นที่ แนวคิดเรื่องการสร้างมูลค่าจากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เช่น กลไกคาร์บอนเครดิต หรือการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่พึ่งพาการเผา เป็นแนวทางที่เริ่มถูกนำมาพิจารณาในหลายพื้นที่ของภูมิภาค
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนเป็นเรื่องของการมี “ลมหายใจร่วมกัน” การจัดการปัญหาจึงต้องก้าวข้ามพรมแดน และออกแบบบนฐานของความเป็นภูมิภาคเดียวกันอย่างจริงจัง
บทความโดย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา


