xs
xsm
sm
md
lg

WHO เตือน ! เก็บภาษีน้ำตาลน้อย เพิ่มเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังพุ่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกรายงานเตือนว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในหลายประเทศยังมีราคาถูก เนื่องจากอัตราภาษีอยู่ในระดับต่ำ เอื้อต่อการบริโภคเกินจำเป็น และเพิ่มความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเสนอให้กำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราที่เหมาะสม

เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่รายงาน Global Report on the Use of Sugar-Sweetened Beverage Taxes 2025 ชี้ว่า เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในหลายประเทศยังมีราคาถูก เนื่องจากอัตราภาษีอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ประชาชนบริโภคเกินจำเป็น ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคมะเร็ง

รายงานระบุว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นวิธีที่จะช่วยลดการบริโภคลง ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา หลายประเทศนำมาตรการนี้มาใช้เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม รูปแบบ และอัตราภาษีของแต่ละประเทศยังแตกต่างกันมาก รวมไปถึงหลายประเทศยังออกแบบภาษีได้ไม่เหมาะสม


WHO ประเมินว่าภาษีสรรพสามิตควรครอบคลุมเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทุกประเภทเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคเปลี่ยนจากสินค้าที่ถูกเก็บภาษีไปเลือกเครื่องดื่มที่ไม่ถูกเก็บภาษี แต่ยังคงมีน้ำตาลอิสระ (Free Sugars) จากกระบวนการแปรรูป

หลายประเทศยังไม่จัดเก็บภาษีกับผลิตภัณฑ์อย่างน้ำผลไม้ 100% ชา และกาแฟพร้อมดื่มที่มีน้ำตาล รวมถึงนมผสมน้ำตาล ทั้งจากนมสัตว์และนมจากพืช ซึ่งเครื่องดื่มเหล่านี้จะมีน้ำตาลอิสระ ในบางประเทศที่เก็บภาษีเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ยังนำน้ำดื่มที่ไม่มีน้ำตาลเข้ามาอยู่ในฐานภาษี ทั้งที่น้ำดื่มเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และควรได้รับการส่งเสริมมากกว่า

จากจำนวน 114 ประเทศที่จัดเก็บภาษีเครื่องดื่มอัดลมที่มีน้ำตาล พบว่ามี 50 ประเทศใช้ภาษีตามมูลค่า (Ad Valorem) และมี 51 ประเทศใช้ภาษีตามปริมาณ (Specific Excise Tax) ขณะที่มีเพียงร้อยละ 14 ของประเทศที่มีกลไกปรับอัตราภาษีตามเงินเฟ้อโดยอัตโนมัติตามกฎหมาย และจาก 116 ประเทศที่มีข้อมูลการจัดสรรรายได้จากภาษี พบว่ามีเพียงแค่ 10 ประเทศเท่านั้นที่นำรายได้ไปสนับสนุนโครงการด้านสุขภาพ โดยส่วนใหญ่ใช้เพื่อเสริมสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

รายงานย้ำว่า การกำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราที่เหมาะสมจะช่วยลดการเข้าถึงเครื่องดื่มที่มีความหวานสูง ปกป้องสุขภาพประชาชน ลดความเสี่ยงโรค NCDs และลดภาระต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมจากปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้

ในส่วนของประเทศไทย นโยบาย “ภาษีความหวาน” ถูกนำมาใช้แล้ว และมีการปรับอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตลดปริมาณน้ำตาลในสินค้า สะท้อนความจริงจังในการควบคุมการบริโภคน้ำตาลยิ่งขึ้น การลดปริมาณน้ำตาลจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกสุขภาพ แต่เป็นหนึ่งในช่องทางการอยู่รอดของผู้ประกอบการ ทั้งในแง่การควบคุมต้นทุนภาษี ต้นทุนวัตถุดิบ และการเพิ่มความสามารถการแข่งขันในตลาดปัจจุบันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น

อ้างอิง:
https://www.sdgmove.com/2026/02/03/sugar-sweetened-beverage-taxes-2025/
https://www.who.int/publications/i/item/978924011894