วานนี้ (30 ม.ค.2569) รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ โพสต์บนเพจเฟซบุ๊ก Witsanu
Attavanich หยิบยกสถานการณ์จังหวัดนครนายก เผานาข้าวก่อฝุ่นพิษ PM2.5 เป็นวงกว้างทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล (เมื่อ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา)
นาข้าวเผาหนักที่นครนายกสร้างปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 กระทบสุขภาพคนเป็นวงกว้าง : ทำไมนาข้าวที่จังหวัดนครนายกถึงมีการเผากันมากมาย? ใช่เกษตรกรเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ที่ต้องรับผิดชอบการเผาที่เกิดขึ้น? และเราควรจะทำอย่างไรเพื่อลดการเผาในนาข้าวที่จังหวัดนครนายก?
ผมขออนุญาตนำเสนอข้อมูลผ่านงานวิจัยที่ทำติดต่อกัน 2 ปีในพื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้กำหนดนโยบายในการแก้ปัญหาการเผาในนาข้าวที่จังหวัดนครนายกได้อย่างตรงจุดครับ
ทำไมนาข้าวที่จังหวัดนครนายกถึงมีการเผากันมากมาย โดยเฉพาะพื้นที่ ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก?
จากการลงพื้นที่สำรวจของทีมวิจัยด้วยการสัมภาษณ์เกษตรกรผ่านแบบสอบถาม 2 ปีติดต่อกัน (พ.ศ.2567 และ 2568) พบ 10 สาเหตุที่ทำให้เกษตรกรตัดสินใจเผาเพื่อจัดการแปลง มีทั้งข้อจำกัดเชิงภูมิศาสตร์และพันธุ์ข้าว การดำเนินนโยบายของรัฐ และความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 และการเผา โดยสามารถสรุปได้ ดังนี้
ปัจจัยที่ 1 พันธุ์ข้าวที่ปลูกเป็นแบบข้าวขึ้นน้ำ (Floating Rice) ซึ่งมีลำต้นยาวและเหนียวมากกว่าข้าวที่ปลูกโดยทั่วไป ทำให้การไถกลบตอซังและการใช้เครื่องอัดก้อนฟางทำได้ยากเพราะเครื่องจักรไม่ได้ออกแบบมาสำหรับข้าวประเภทนี้ เครื่องอัดก้อนฟางสามารถอัดฟางข้าวได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น โดยฟางข้าวอีกครึ่งหนึ่งยังอยู่ในแปลง และด้วยลักษณะฟางข้าวที่ยาวและเหนียวทำให้ไม่นิยมนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ ทำให้ต้องจบด้วยการเผาเพื่อจัดการแปลง
ปัจจัยที่ 2 ไฟลามทุ่งยากที่จะดับ ด้วยลักษณะแปลงนาที่ไม่เหมือนแปลงนาทั่วไปที่มีคันนาแยกแปลง ทำให้การติดไฟจากแปลงหนึ่งสู่แปลงหนึ่งง่ายมาก ประกอบกับแปลงนากับบ้านเกษตรกรอยู่ห่างไกลกัน ทำให้เกษตรกรไม่รู้ว่าแปลงนาของตนเองเกิดไฟไหม้ นอกจากเกษตรกรบางรายที่ลักลอบเผา ยังมีผู้ไม่หวังดี เช่น คนหาหนู หางู และหาปลา มาช่วยเผา เป็นต้น
ปัจจัยที่ 3 เครื่องจักรโดยเฉพาะเครื่องอัดก้อนฟางและรถไถกลบตอซังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ ความต้องการจัดการแปลงของเกษตรกรมักเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันซึ่งเกี่ยวข้องกับการปล่อยน้ำจากระบบชลประทาน และฤดูทำนาตามธรรมชาติ ทำให้ผู้ให้บริการเครื่องอัดก้อนฟางนิยมเลือกแปลงนาที่อยู่ติดถนนและสามารถเข้าถึงได้ง่ายเพราะต้นทุนให้บริการต่ำสุด ส่วนแปลงนาที่เข้าถึงยาก มีแปลงขนาดเล็ก และไกลจากถนนต้องจบด้วยการเผาเพื่อจัดการแปลง เพื่อให้สามารถไถจัดการแปลงได้ง่าย
ปัจจัยที่ 4 ไม่มีตลาดรับซื้อฟางข้าวที่เพียงพอกับปริมาณฟางข้าวที่มีเยอะมากๆ เมื่อขายฟางข้าวไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหนนอกแปลงนา ก็ต้องจบด้วยการเผา จากงานวิจัยพบว่ามีเกษตรกรเพียง 5% ของกลุ่มตัวอย่างที่สามารถขายฟางข้าวและมีรายได้จากการขายฟางข้าว
ปัจจัยที่ 5 นโยบายภาครัฐที่เน้นการสั่งห้ามเผา นโยบายภาครัฐที่เน้นการสั่งห้ามเผาพร้อมค่าปรับที่สูงทำให้เกษตรกรหลายรายขาดรายได้จากการขายก้อนฟางข้าวที่อัด เกษตรกรกลัวค่าปรับที่สูงเลยไม่เผากัน ทุกคนต้องการอัดก้อนฟาง ทำให้ปริมาณก้อนฟางมีมากกว่าปริมาณความต้องการรับซื้ออย่างมากมาย ด้วยความกลัวค่าปรับและโทษจากภาครัฐ เกษตรกรหลายคนจึงให้ฟางข้าวฟรีๆ กับผู้ให้บริการอัดก้อนฟาง เกษตรกรบางรายต้องจ่ายเงินให้ผู้ให้บริกาเพื่อให้มาอัดก้อนฟางในแปลงของตน พร้อมเลี้ยงน้ำและรับรองอย่างดี
ปัจจัยที่ 6 การช่วยเหลือที่เข้าถึงเกษตรกรมีน้อยมาก นอกจากคำสั่งห้ามเผาแล้ว ภาครัฐยังช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากการเผาไปสู่การไม่เผาน้อยมาก เช่น การอบรม การจัดหาจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง จากการสำรวจเกษตรกรที่ ต.ท่าเรือ มีเกษตรกรถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างที่รายงานว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากภาครัฐเพื่อให้ตนเองสามารถลดการเผาเพื่อจัดการแปลง
ปัจจัยที่ 7 ไม่สามารถเข้าถึงน้ำชลประทานหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ไม่สามารถใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง แม้พื้นที่เพาะปลูกข้าวใน ต.ท่าเรือ จะอยู่ในเขตชลประทาน แต่พื้นที่นี้ไม่สามารถเข้าถึงน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพราะเป็นพื้นที่ท้ายน้ำ ทำให้น้ำที่ส่งจากระบบชลประทานมาไม่ถึง เนื่องจากพื้นที่เกษตรที่อยู่ต้นน้ำ ดึงน้ำไปใช้จนหมด
ปัจจัยที่ 8 ขาดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม มีเกษตรกรถึง 43.88% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสิ่งแวดล้อม มีเกษตรกรถึง 57.14% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพของตนเองและครอบครัว และมีเกษตรกรถึง 55.10% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพของคนในหมู่บ้าน
ปัจจัยที่ 9 ขาดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน เกษตรกรเพียง 34.69% ของกลุ่มตัวอย่างที่รู้ว่าการเผาเพื่อจัดการแปลงทำให้ดินเสื่อมโทรม ขณะที่เกษตรกร 15.31% ยังเชื่อว่าการเผาทำให้ดินมีคุณภาพที่ดีขึ้น และเกษตรกร 50% ยังไม่ทราบผลกระทบของการเผาเพื่อจัดการแปลงว่าทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ
ปัจจัยที่ 10 ความเชื่อเรื่องการเผาเป็นเรื่องปกติของคนในพื้นที่ ใครๆ ก็เผากัน งานศึกษาวิจัยค้นพบว่าปัจจัยนี้สำคัญมากๆ ที่ส่งผลต่อการเผาเพื่อจัดการแปลง
จากข้อมูลข้างต้น คงไม่ใช่เกษตรกรเพียงฝ่ายเดียวที่ต้องรับผิดชอบกับปัญหาการเผา แต่สะท้อนว่าบทบาทของภาครัฐยังมีน้อยมากๆ ในพื้นที่ แค่คำสั่งห้ามเผาง่ายๆ จากภาครัฐ แต่กลับสร้างภาระมากมายให้เกษตรกร ดังนั้น บทบาทของภาครัฐนับว่าจำเป็นมากๆ เพราะเกษตรกรมีขีดความสามารถในการปรับตัวน้อย ดังนี้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงได้มีข้อเสนอแนะที่น่าจะใช้ได้กับเกษตรกรที่ ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก และพื้นที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน
เราควรจะทำอย่างไรเพื่อลดการเผาในนาข้าวที่จังหวัดนครนายก?
1) ทำ “นโยบายเฉพาะพื้นที่ข้าวขึ้นน้ำ” แทนการใช้มาตรการเดียวทั้งประเทศ โดยรัฐควรกำหนดพื้นที่ปลูกข้าวขึ้นน้ำเป็น “โซนจัดการฟางและตอซังแบบเฉพาะพื้นที่” เพราะข้อจำกัดด้านฟางและสภาพแปลงไม่เหมือนนาทั่วไป โดยรัฐควรสนับสนุนการพัฒนา/จัดหาเครื่องจักรที่เหมาะกับฟางยาวเหนียว (เช่น ชุดสับย่อย อุปกรณ์เสริมให้ไถกลบทำงานได้จริง หรือเครื่องมือจัดการฟางแบบไม่ต้องอัดก้อนเป็นหลัก) พร้อมทำแปลงสาธิตที่คำนวณต้นทุนให้เห็นจริง เพื่อลดแรงเสียดทานในการเปลี่ยนผ่านจาก “เผา” ไปสู่ “สับ-ไถกลบ-ย่อยสลาย”
2) สร้างตลาดและโลจิสติกส์ฟางและจัดหาที่กองฟาง
เมื่อไม่มีตลาดรองรับ ฟางจำนวนมากจะกลายเป็นภาระในแปลงและจบด้วยการเผา จึงควรมีนโยบาย 2 ส่วนควบคู่กัน 1) จัดหาจุดรวบรวม/ลานพักฟางระดับชุมชน พร้อมระบบขนย้ายร่วม ลดปัญหาขายไม่ได้เพราะไม่มีที่เก็บ/ไม่มีคนมารับ และ 2) สร้างอุปสงค์ปลายทางให้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน เช่น ปุ๋ยหมักเชิงพาณิชย์ วัสดุเพาะเห็ด เชื้อเพลิงชีวมวล/อัดแท่ง หรือวัสดุชีวภาพ โดยรัฐทำหน้าที่จับคู่ผู้ซื้อและผู้ขาย วางมาตรฐานคุณภาพ และสนับสนุนสัญญารับซื้อในพื้นที่นำร่อง เพื่อกันความเสี่ยงฟางล้นตลาดและการกดราคาที่ทำให้เกษตรกรเสียอำนาจต่อรอง
3) เพิ่มการเข้าถึงการให้บริการเครื่องจักรในช่วงที่ความต้องการสูง โดยจัดตั้งศูนย์เครื่องจักรระดับตำบล/สหกรณ์และระบบคิวบริการแบบโปร่งใส โดยดึงผู้ให้บริการจากภายนอกพื้นที่เข้ามาช่วยเพิ่มผ่านมาตรการแรงจูงใจ และรัฐอาจพิจารณาอุดหนุนแบบจ่ายเพิ่มให้แปลงนาที่เข้าถึงยาก และพัฒนาโครงการปรับปรุงทางเข้าแปลง/รวมแปลงขนาดเล็กแบบสมัครใจ
4) ปรับกรอบนโยบายจากสั่งห้ามเผาสู่จูงใจให้ไม่เผา และคุมความเสี่ยงไฟ การห้ามเผาและค่าปรับที่สูงโดยไม่มีทางเลือกเพียงพอ ทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ฟางล้นตลาด เกษตรกรยอมให้ฟางฟรีหรือจ่ายเงินให้บริการ และเกิดการเผาแบบหลบซ่อน ซึ่งยิ่งเสี่ยงไฟลาม จึงควรใช้แนวทาง Carrot + Stick โดยให้แรงจูงใจแก่ผู้ไม่เผา (เช่น สนับสนุนค่าเครื่องจักร/ค่าไถกลบ/แพ็กเกจจัดการฟาง) ควบคู่การบังคับใช้กฎหมายที่เน้น “ผู้จงใจเผาและผู้ก่อไฟจากภายนอก” อย่างจริงจัง ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพิจารณามาตรการลดความเสี่ยงเพื่อไม่ให้ปัญหาไฟลามทุ่งรุนแรงขึ้น เช่น ลงทุนในแนวกันไฟระดับชุมชน ระบบแจ้งเตือนไฟ และทีมดับไฟชุมชน เพราะลักษณะแปลงต่อเนื่องทำให้ไฟลามเร็ว และเจ้าของแปลงอยู่ไกลบ้านทำให้ไม่รู้เหตุทันเวลา
5) ทำให้ผลกระทบ PM2.5 เห็นกับตาและกระทบการตัดสินใจได้จริง ด้วยการติดตั้ง/ขยายจุดวัด PM2.5 ระดับตำบลและหมู่บ้าน และแสดงผลแบบเข้าใจง่าย (ป้าย/ไลน์กลุ่ม/เฟซบุ๊กชุมชน) เพื่อเชื่อมโยง “วันที่มีการเผา” กับ “ค่าฝุ่นที่พุ่ง” อย่างเป็นรูปธรรม และผูกข้อมูลฝุ่นกับข้อมูลสุขภาพในพื้นที่ ผ่าน รพ.สต./อสม. เช่น จำนวนเด็ก/ผู้สูงอายุมีอาการระบบทางเดินหายใจช่วงฤดูเผา และใช้มาตรการคุ้มครองกลุ่มเสี่ยงในฤดูเผา เช่น แจ้งเตือนสุขภาพเชิงรุก หน้ากาก/พื้นที่ปลอดฝุ่นในโรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็ก และการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเรื้อรัง โดยใช้ อสม. เป็นแกนหลัก เป้าหมายคือทำให้ต้นทุนสุขภาพของการเผาไม่ใช่เรื่องเล่า แต่เป็นข้อมูลรายวันของชุมชน
6) แก้ความเชื่อว่าเผาดีต่อดินด้วยหลักฐานในแปลงและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผ่านการให้บริการตรวจดินฟรี และทำสมุดสุขภาพดินรายแปลง อย่างน้อยก่อน/หลังฤดูกาล เพื่อให้เกษตรกรเห็นแนวโน้มดินเสื่อมและดินฟื้นด้วยตัวเลขของแปลงตัวเอง ทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบระหว่าง “เผา vs ไม่เผา” โดยคิดต้นทุนให้ดูจริง (ค่าเตรียมดิน ค่าใช้ปุ๋ย ผลผลิต) เพราะแรงจูงใจสำคัญของเกษตรกรคือ “คุ้มและทันเวลา” และอาจใช้แรงจูงใจเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน เช่น สนับสนุนค่าไถกลบ/สับย่อย/ทำปุ๋ยหมัก หรือ จ่ายเพื่อไม่เผาแบบมีเงื่อนไขตรวจสอบได้
7) เปลี่ยนบรรทัดฐานของชุมชนผ่านการทำข้อตกลงชุมชนลดเผา พร้อมกลไกติดตามกันเอง (เช่น แผนที่แปลงเสี่ยง จุดลุกลามง่าย ช่องทางแจ้งเหตุ) ลดปัญหา “ใคร ๆ ก็เผา” ด้วยกติกาที่ชุมชนยอมรับร่วมกัน และให้รางวัล/งบพัฒนาพิเศษสำหรับหมู่บ้านลดจุดความร้อน/พื้นที่เผาไหม้ ได้จริง เพื่อทำให้ไม่เผากลายเป็นเรื่องน่าภูมิใจและได้ประโยชน์ร่วม (ไม่ใช่ภาระของรายคน)
😎 แก้ปัญหาพื้นที่ท้ายน้ำที่น้ำไปไม่ถึงให้มีน้ำขั้นต่ำเพื่อจัดการตอซัง การใช้จุลินทรีย์หรือการไถกลบให้ย่อยสลายต้องอาศัยความชื้น หากพื้นที่ท้ายน้ำขาดน้ำในฤดูแล้ง นโยบายควรกำหนดกติกาแบ่งน้ำและรอบส่งน้ำขั้นต่ำหลังเก็บเกี่ยว แบบที่บังคับใช้ได้จริงในระดับระบบชลประทาน/คณะกรรมการผู้ใช้น้ำ พร้อมเสริมแหล่งน้ำขนาดเล็กหรือสถานีสูบน้ำชุมชนในจุดคอขวด เพื่อให้การย่อยตอซังเป็นทางเลือกที่ทำได้ ไม่ใช่แนวทางที่ดีแต่ทำไม่ได้
ขอขอบพระคุณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำหรับทุนเมธีวิจัยอาวุโส ทุนวิจัยจาก American University of Sharjah และธนาคารโลก
เอกสารอ้างอิง :
Attavanich, W., Lopes, A., Tiwari, S., & Viriyavipart, A. (2026). Heat after the Harvest: Farmer Choices and Perceptions of Crop Residue Burning in Thailand. Working Paper.
Attavanich, W., Lopes, A., Tiwari, S., & Viriyavipart, A. (2026). Cash or Lottery? Experimental Evidence on Reducing Crop Residue Burning in Thailand. Working Paper.


