นับจากที่โลกธุรกิจได้คิดค้นวิธีการแสดงผลการดำเนินงานของกิจการในช่วงเวลาหนึ่งๆ ผ่านรายงานทางการเงินที่ประกอบด้วย งบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องที่เป็นผู้ลงทุน ผู้บริหาร และเจ้าหนี้ ฯลฯ สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการนั้น ๆ
เป็นที่ทราบดีว่า การรายงานงบการเงิน เป็นข้อมูล “Snapshot” ที่แสดงความเป็นไปของกิจการ ณ เวลาที่รายงาน ซึ่งเป็นข้อมูลในอดีต (Historical Data) จึงเป็นข้อจำกัดโดยธรรมชาติ ที่ผู้ใช้ข้อมูลไม่สามารถใช้รายงานดังกล่าวเพื่อการล่วงรู้ถึงผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ความพยายามที่จะแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว มีตั้งแต่การใช้รายงานทางการเงินย้อนหลังไปมากกว่าหนึ่งปี เพื่อใช้วิเคราะห์แนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยอาศัยหลักทางสถิติข้อมูล (เปรียบเสมือนการใช้กระจกมองหลัง) สำหรับคาดการณ์เส้นทางข้างหน้า หรือการใช้ข้อมูลบ่งชี้อนาคต (Forward-looking Data) ที่กิจการเปิดเผยในช่องทางต่าง ๆ เช่น รายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ข้อมูลการวิเคราะห์และคำอธิบายของฝ่ายจัดการ (MD&A) หรือการพบปะผู้บริหารในกิจกรรม Opportunity Day เพื่อรับฟังถึงแนวโน้มกิจการในอนาคต (เปรียบเสมือนการมองผ่านกระจกหน้ารถและพูดคุยกับคนขับถึงทิศทางที่จะไปข้างหน้า) เป็นต้น
นอกจากข้อจำกัดในด้านเวลา (Time) ของรายงานทางการเงิน ยังมีข้อจำกัดในเชิงพื้นที่ (Space) ซึ่งเกิดจากการตีกรอบขอบเขตของการรายงานทางการเงินให้แสดงเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับกิจการ ในขณะที่ข้อมูลซึ่งบ่งชี้อนาคตของกิจการ อาจเกิดจากความสัมพันธ์นอกรั้วกิจการระหว่างคู่ค้าในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทั้งฝั่งต้นน้ำและฝั่งปลายน้ำ หรือเป็นผลจากกฎระเบียบของผู้กำกับดูแล เช่น การระงับการผลิตวัตถุดิบจากผู้ส่งมอบหลัก หรือการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและข้อกำหนดทางผลิตภัณฑ์จากลูกค้าที่คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) หรือการออกข้อบังคับให้มีการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงและโอกาสที่ส่งผลกระทบทางการเงิน แต่ไม่ถูกบรรจุอยู่ในรายงานทางการเงิน เพราะถือเป็นข้อมูลที่ไม่เข้าเกณฑ์สาระสำคัญที่ต้องเปิดเผยในงบการเงิน
ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานผู้จัดทำมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการรายงานทางการเงิน (IFRS) โดยคณะกรรมการมาตรฐานความยั่งยืนระหว่างประเทศ (ISSB) จำเป็นต้องออกมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับความยั่งยืนเพิ่มเติม เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้ข้อมูลให้ทันกับสถานการณ์และปัจจัยการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไป ซึ่งประกอบด้วย มาตรฐานการรายงานทางการเงินเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อกำหนดทั่วไปสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับความยั่งยืน (IFRS S1) และฉบับที่ 2 เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (IFRS S2) โดยประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2566 และเริ่มบังคับใช้ในรอบบัญชีปี 2567 สำหรับบางประเทศที่มีความพร้อม
ทั้งนี้ การจัดทำมาตรฐานรายงานทางการเงิน IFRS S1 และ S2 ก็เพื่อแก้ไขข้อจำกัดของรายงานทางการเงินแบบเดิม จากที่เป็นข้อมูลเชิง “Snapshot” มาสู่ข้อมูลเชิง “Space-time” เพื่อขยายขอบเขตการรายงานความเป็นไปของกิจการให้ครอบคลุมข้อมูลที่สามารถบ่งชี้อนาคต และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียนอกกิจการ อันส่งผลต่อความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว

ด้วยเล็งเห็นความจำเป็นที่กิจการจะต้องมีการจัดทำรายงานทางการเงินตามมาตรฐานใหม่เพิ่มเติม สถาบันไทยพัฒน์ได้มีการแนะนำ “ตัวแบบภาษารายงาน” (Report Language Model) สำหรับใช้ร่างรายงานความยั่งยืนทางการเงินแบบอัตโนมัติ โดยอาศัยการประมวลข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ที่สถาบันใช้ประเมินและจัดระดับ ESG มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 สำหรับการนำเข้าข้อมูล (Data Ingestion) สู่ ReportLM เพื่อทำการประมวลผลให้เป็นไปตามข้อกำหนดในมาตรฐาน IFRS S1 และ S2
ReportLM เป็นเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับช่วยร่างรายงานความยั่งยืนทางการเงินที่สอดรับกับมาตรฐาน ISSB ที่มีคุณสมบัติในการตั้งต้นเนื้อหาสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน (IFRS ฉบับ S1) และรายงานทางการเงินเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (IFRS ฉบับ S2) ที่ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ โดยใช้วิธีดึงข้อมูลจาก “เอกสารสาธารณะของบริษัทเท่านั้น” มาประมวลผล ทำให้ตัดปัญหาเรื่อง AI “มโนข้อมูล” (Hallucination) หรือนำเข้าข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากอินเทอร์เน็ตมาใช้
เครื่องมือ ReportLM ได้นำเทคโนโลยี RAG (Retrieval Augmented Generation) มาใช้สนับสนุนในการเพิ่มบริบท (Context) ของคำสั่ง ที่ช่วยจำกัดขอบเขตเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (Relevant Data) จากแหล่งที่มาของข้อมูลที่สามารถอ้างอิงได้และที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
นอกจากนี้ ReportLM ยังช่วยทำการวิเคราะห์เพื่อปิดช่องว่างข้อมูล (Gap Analysis) โดยสามารถแสดงให้ผู้ใช้เห็นถึง “ข้อมูลที่ขาดหายไป” เช่น กิจการได้มีการระบุความเสี่ยงด้านความยั่งยืนไว้ แต่มิได้ระบุถึงผลกระทบทางการเงิน ReportLM จะทำการแจ้งเตือนว่าร่างรายงานยังไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องเติมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนเผยแพร่ เป็นต้น
ในอนาคต ReportLM สามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นบริบทนำเข้า (Input Context) จากมาตรฐาน IFRS S1 และ S2 เป็นมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนฉบับอื่น ๆ ที่จะประกาศใช้ เพื่อใช้ร่างรายงานด้านความยั่งยืนของกิจการให้สอดคล้องกับมาตรฐานนั้น ๆ เพิ่มเติมได้อีกด้วย
บทความโดย ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์
เป็นที่ทราบดีว่า การรายงานงบการเงิน เป็นข้อมูล “Snapshot” ที่แสดงความเป็นไปของกิจการ ณ เวลาที่รายงาน ซึ่งเป็นข้อมูลในอดีต (Historical Data) จึงเป็นข้อจำกัดโดยธรรมชาติ ที่ผู้ใช้ข้อมูลไม่สามารถใช้รายงานดังกล่าวเพื่อการล่วงรู้ถึงผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ความพยายามที่จะแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว มีตั้งแต่การใช้รายงานทางการเงินย้อนหลังไปมากกว่าหนึ่งปี เพื่อใช้วิเคราะห์แนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยอาศัยหลักทางสถิติข้อมูล (เปรียบเสมือนการใช้กระจกมองหลัง) สำหรับคาดการณ์เส้นทางข้างหน้า หรือการใช้ข้อมูลบ่งชี้อนาคต (Forward-looking Data) ที่กิจการเปิดเผยในช่องทางต่าง ๆ เช่น รายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ข้อมูลการวิเคราะห์และคำอธิบายของฝ่ายจัดการ (MD&A) หรือการพบปะผู้บริหารในกิจกรรม Opportunity Day เพื่อรับฟังถึงแนวโน้มกิจการในอนาคต (เปรียบเสมือนการมองผ่านกระจกหน้ารถและพูดคุยกับคนขับถึงทิศทางที่จะไปข้างหน้า) เป็นต้น
นอกจากข้อจำกัดในด้านเวลา (Time) ของรายงานทางการเงิน ยังมีข้อจำกัดในเชิงพื้นที่ (Space) ซึ่งเกิดจากการตีกรอบขอบเขตของการรายงานทางการเงินให้แสดงเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับกิจการ ในขณะที่ข้อมูลซึ่งบ่งชี้อนาคตของกิจการ อาจเกิดจากความสัมพันธ์นอกรั้วกิจการระหว่างคู่ค้าในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทั้งฝั่งต้นน้ำและฝั่งปลายน้ำ หรือเป็นผลจากกฎระเบียบของผู้กำกับดูแล เช่น การระงับการผลิตวัตถุดิบจากผู้ส่งมอบหลัก หรือการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและข้อกำหนดทางผลิตภัณฑ์จากลูกค้าที่คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) หรือการออกข้อบังคับให้มีการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงและโอกาสที่ส่งผลกระทบทางการเงิน แต่ไม่ถูกบรรจุอยู่ในรายงานทางการเงิน เพราะถือเป็นข้อมูลที่ไม่เข้าเกณฑ์สาระสำคัญที่ต้องเปิดเผยในงบการเงิน
ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานผู้จัดทำมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการรายงานทางการเงิน (IFRS) โดยคณะกรรมการมาตรฐานความยั่งยืนระหว่างประเทศ (ISSB) จำเป็นต้องออกมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับความยั่งยืนเพิ่มเติม เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้ข้อมูลให้ทันกับสถานการณ์และปัจจัยการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไป ซึ่งประกอบด้วย มาตรฐานการรายงานทางการเงินเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อกำหนดทั่วไปสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับความยั่งยืน (IFRS S1) และฉบับที่ 2 เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (IFRS S2) โดยประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2566 และเริ่มบังคับใช้ในรอบบัญชีปี 2567 สำหรับบางประเทศที่มีความพร้อม
ทั้งนี้ การจัดทำมาตรฐานรายงานทางการเงิน IFRS S1 และ S2 ก็เพื่อแก้ไขข้อจำกัดของรายงานทางการเงินแบบเดิม จากที่เป็นข้อมูลเชิง “Snapshot” มาสู่ข้อมูลเชิง “Space-time” เพื่อขยายขอบเขตการรายงานความเป็นไปของกิจการให้ครอบคลุมข้อมูลที่สามารถบ่งชี้อนาคต และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียนอกกิจการ อันส่งผลต่อความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว
ด้วยเล็งเห็นความจำเป็นที่กิจการจะต้องมีการจัดทำรายงานทางการเงินตามมาตรฐานใหม่เพิ่มเติม สถาบันไทยพัฒน์ได้มีการแนะนำ “ตัวแบบภาษารายงาน” (Report Language Model) สำหรับใช้ร่างรายงานความยั่งยืนทางการเงินแบบอัตโนมัติ โดยอาศัยการประมวลข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ที่สถาบันใช้ประเมินและจัดระดับ ESG มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 สำหรับการนำเข้าข้อมูล (Data Ingestion) สู่ ReportLM เพื่อทำการประมวลผลให้เป็นไปตามข้อกำหนดในมาตรฐาน IFRS S1 และ S2
ReportLM เป็นเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับช่วยร่างรายงานความยั่งยืนทางการเงินที่สอดรับกับมาตรฐาน ISSB ที่มีคุณสมบัติในการตั้งต้นเนื้อหาสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน (IFRS ฉบับ S1) และรายงานทางการเงินเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (IFRS ฉบับ S2) ที่ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ โดยใช้วิธีดึงข้อมูลจาก “เอกสารสาธารณะของบริษัทเท่านั้น” มาประมวลผล ทำให้ตัดปัญหาเรื่อง AI “มโนข้อมูล” (Hallucination) หรือนำเข้าข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากอินเทอร์เน็ตมาใช้
เครื่องมือ ReportLM ได้นำเทคโนโลยี RAG (Retrieval Augmented Generation) มาใช้สนับสนุนในการเพิ่มบริบท (Context) ของคำสั่ง ที่ช่วยจำกัดขอบเขตเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (Relevant Data) จากแหล่งที่มาของข้อมูลที่สามารถอ้างอิงได้และที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
นอกจากนี้ ReportLM ยังช่วยทำการวิเคราะห์เพื่อปิดช่องว่างข้อมูล (Gap Analysis) โดยสามารถแสดงให้ผู้ใช้เห็นถึง “ข้อมูลที่ขาดหายไป” เช่น กิจการได้มีการระบุความเสี่ยงด้านความยั่งยืนไว้ แต่มิได้ระบุถึงผลกระทบทางการเงิน ReportLM จะทำการแจ้งเตือนว่าร่างรายงานยังไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องเติมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนเผยแพร่ เป็นต้น
ในอนาคต ReportLM สามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นบริบทนำเข้า (Input Context) จากมาตรฐาน IFRS S1 และ S2 เป็นมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนฉบับอื่น ๆ ที่จะประกาศใช้ เพื่อใช้ร่างรายงานด้านความยั่งยืนของกิจการให้สอดคล้องกับมาตรฐานนั้น ๆ เพิ่มเติมได้อีกด้วย
บทความโดย ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์


