xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อโฆษณามีหน้าที่ขาย และเด็กไทยมีหน้าที่คิด: เจาะลึกนิทรรศการ ‘ALERT and AWARE’ เสริมภูมิเด็กไทยรู้เท่าทันโฆษณาและการตลาดอาหาร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ท่ามกลางวิกฤตสุขภาวะที่เด็กไทยกำลังถูกจู่โจมด้วยโรคอ้วนและกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึงกว่า 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี ล่าสุด “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ได้จับมือภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์อย่าง สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร, สมาคมโรคไม่ติดต่อไทย (NCD Alliance) และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ร่วมเปิดตัวนิทรรศการศิลปะเชิงสร้างสรรค์อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ “ALERT & AWARE: The Art for Food Advertising and Marketing Literacy” (ศิลปะเพื่อการรู้เท่าทันโฆษณาและการตลาดอาหาร) ณ ลานนิทรรศการชั้น L หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาให้เด็กไทยรู้เท่าทันโฆษณาและการตลาดอาหาร

หากเราลองกวาดสายตามองไปรอบตัวในวิถีชีวิตประจำวันของเด็กยุคศตวรรษที่ 21 เราจะพบความจริงอันน่าตื่นตระหนกว่า พื้นที่ปลอดภัยของลูกหลานเรากำลังหดแคบลงทุกที พวกเขาไม่ได้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางสื่อเพื่อความบันเทิงหรือสาระความรู้ตามวัยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและกลยุทธ์เหนือชั้น ทุนใหญ่นักการตลาดอาหารข้ามชาติกำลังฝังตัวอยู่ทุกหนแห่ง ตั้งแต่ฟีดบนหน้าจอมือถือ วิดีโอสั้นในแอปพลิเคชันยอดฮิต เกมออนไลน์ที่หลอกล่อให้ทำภารกิจ ไปจนถึงร้านสะดวกซื้อปากซอยและป้ายโฆษณาหน้าโรงเรียน

เทคนิคการโน้มน้าวใจเหล่านี้ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยการแปรสภาพจากโฆษณาตรงไปตรงมาในอดีต สู่การตลาดยุคใหม่ที่แนบเนียนจนแม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ยังแยกแยะยาก นับประสาอะไรกับเด็กและเยาวชนที่สมองส่วนการคิดวิเคราะห์และยับยั้งชั่งใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ การตระหนักถึงภัยเงียบนี้จึงนำมาสู่แนวคิดหลักของนิทรรศการครั้งนี้ที่ว่า “โฆษณามีหน้าที่ขาย เด็กไทยมีหน้าที่คิด” เพื่อพลิกบทบาทจากผู้รับสารที่ตั้งรับและถูกล่า สู่การเป็นนักสืบสื่อผู้รู้เท่าทันและกล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่จะทำร้ายสุขภาวะของตนเอง


สมรภูมิ 24 ชั่วโมง: เมื่อโลกดิจิทัลและกลยุทธ์การตลาดล้อมกรอบเด็กไทย

ความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการเสพสื่อของเยาวชนได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นรูปธรรมผ่านงานวิจัยระดับประเทศ โดยข้อมูลล่าสุดปี 2568 ของ ดร.นงนุช จินดารัตนาภารณ์ และคณะ พบว่าเด็กไทยในช่วงอายุ 6-18 ปี เผชิญกับการมองเห็นโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์สูงถึงร้อยละ 84 ตามมาด้วยทีวีดิจิทัลร้อยละ 76.7 และสื่อในร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านหรือโรงเรียนร้อยละ 71.2 ยิ่งไปกว่านั้น เด็กจำนวน 1 ใน 4 คน ยังต้องพบเจอโฆษณาอาหารเหล่านี้แทรกซึมผ่านแอปพลิเคชันเกมออนไลน์ที่พวกเขาเล่นเป็นประจำทุกวัน สถิตินี้สะท้อนให้เห็นว่า สมรภูมิการตลาดได้ย้ายฐานทัพเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวของเด็กอย่างเบ็ดเสร็จ

อิทธิพลของการโฆษณาที่พุ่งเป้ามายังเด็กไม่ได้หยุดอยู่แค่การรับรู้ แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรม ค่านิยม และวิถีการกินอย่างรุนแรง งานวิจัยชิ้นเดียวกันระบุว่า เด็กไทยเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 45.4) มีความรู้สึกชอบต่ออาหารชนิดนั้นๆ เพิ่มขึ้นทันทีหลังจากเห็นโฆษณา ขณะที่ร้อยละ 38.5 มีพฤติกรรมร้องขอให้ผู้ปกครองซื้ออาหารดังกล่าวให้ และร้อยละ 38.1 ลงมือบริโภคอาหารเหล่านั้นมากขึ้น

ซึ่งหลักฐานทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศต่างประสานเสียงยืนยันตรงกันว่า การที่เด็กได้รับอิทธิพลจากการตลาดอาหารรสจัด ทั้งหวาน มัน เค็ม อย่างสม่ำเสมอ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มขึ้นของดัชนีมวลกาย (BMI) และเป็นปัจจัยเสี่ยงขั้นวิกฤตที่นำไปสู่ภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน และกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

นางสาวพัชรพร พงษ์ทัดศิริกุล ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
นางสาวพัชรพร พงษ์ทัดศิริกุล ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า เด็กไทยยุคนี้ไม่ได้เติบโตมากับสื่อบันเทิงหรือความรู้เท่านั้น แต่กำลังถูกล้อมรอบด้วยสื่อเพื่อการตลาดตลอด 24 ชั่วโมง ความท้าทายจึงไม่ใช่การปิดกั้นสื่อ แต่คือการสร้างทักษะให้เด็กสามารถวิเคราะห์และตั้งคำถามได้ การรู้เท่าทันสื่อคือภูมิคุ้มกันที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 เพื่อช่วยให้เด็กไทยสามารถ ‘คิดก่อนเชื่อ คิดก่อนแชร์ และคิดก่อนซื้อ’ โดยไม่ปล่อยให้อิทธิพลการตลาดมาทำร้ายสุขภาพและชีวิต

การขับเคลื่อนของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ในครั้งนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าการแก้ปัญหาในระดับปัจเจกหรือการบอกให้เด็กควบคุมตนเองนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป ในเมื่อโลกภายนอกเต็มไปด้วยกับดักทางการตลาดที่พร้อมจะดึงดูดเม็ดเงินโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านสาธารณสุข การสร้าง “คนที่รู้เท่าทันสื่อ” จึงกลายเป็นวัคซีนสายพันธุ์ใหม่ที่จำเป็นที่สุดในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้เด็กไทยสามารถดูสื่อ ดูโฆษณา และมองโลกอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ตกเป็นเหยื่อของการตลาดที่มุ่งเน้นแต่ผลกำไรเชิงพาณิชย์

ทันตแพทย์หญิงปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน และคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเด็ก
สมรภูมิโรคอ้วนและต้นทุนหมื่นล้าน: ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหารฯ ทางรอดเชิงโครงสร้าง

เมื่อหันมามองข้อมูลฝั่งสาธารณสุข สถานการณ์ปัญหาสุขภาพของเยาวชนไทยนับว่าเข้าขั้นวิกฤต จากสถิติของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2567) ชี้ชัดว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะเริ่มอ้วนและโรคอ้วนในเด็กที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรืออาหารกลุ่ม HFSS (High fat, sugar, and/or salt) เช่น ขนมและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม ซึ่งภาวะอ้วนในวัยเยาว์นี้ไม่ได้ส่งผลเสียเพียงแค่ความมั่นใจหรือรูปลักษณ์ภายนอก แต่ส่งผลกระทบกัดเซาะลึกไปถึงระบบสติปัญญา พัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในอนาคต

ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับครอบครัว แต่เป็นภาระหนักหน่วงที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ ข้อมูลจากกรมอนามัย (2567) ระบุว่า มูลค่าต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากโรคอ้วนของประเทศไทยพุ่งสูงถึง 12,142 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสูญเสียไปกับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาลและการสูญเสียเงินได้จากการตายก่อนวัยอันควร แม้ประเทศไทยจะมีความพยายามแก้ไขปัญหาเด็กอ้วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งเสริมสุขภาพและสนับสนุนสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย แต่ภาวะอ้วนในเด็กยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ จึงเกิดเป็นคำถามสำคัญในสังคมว่า “การควบคุมโฆษณาและการตลาดจะช่วยลดปัญหาโรคอ้วนได้จริงหรือ?”


คำตอบนี้มีงานวิจัยเชิงประจักษ์ในประเทศไทยรองรับอย่างน่าสนใจว่า หากประเทศไทยออกมาตรการควบคุมสื่อโฆษณาอาหารและเครื่องดื่ม HFSS แค่เพียงช่องทางโทรทัศน์ช่องทางเดียว จะสามารถช่วยลดดัชนีมวลกาย (BMI) ของเด็กอายุ 6-12 ปี ทั้งประเทศได้เฉลี่ย 0.32 กิโลกรัม/เมตร โดยใช้งบประมาณในการดำเนินมาตรการเพียง 1.13 ล้านบาท แต่ผลลัพธ์คือสามารถลดภาวะเริ่มอ้วนและโรคอ้วนในเด็กวัยประถมได้ถึง 121,000 คน ซึ่งถือเป็นมาตรการที่มีความคุ้มค่าคุ้มทุนสูงสุด

ทันตแพทย์หญิงปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน และคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเด็ก ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถอดบทเรียนมาจาก 9 มาตรการหลักที่ภาคธุรกิจชอบใช้เพื่อจูงใจเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการใช้เซเลบริตี้ชื่อดัง การลดแลกแจกแถม ชิงโชค ตลอดจนการเข้าไปจำหน่ายสินค้าและโฆษณาในโรงเรียนโดยผลประโยชน์ทางการค้า ซึ่งเราจำเป็นต้องจัดเงื่อนไขสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้แก่พวกเขา เพราะการห้ามเด็กกิน โดยไม่สร้างความเข้าใจเชิงระบบย่อมไร้ผลสำเร็จ ในเมื่อเด็กยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะตัดสินใจท่ามกลางกับดักทางการค้าเพียงลำพัง

ความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเด็ก ซึ่งมีกรมอนามัยเป็นแกนหลัก ร่วมกับภาคีเครือข่าย ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไป สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้มุ่งควบคุมการโฆษณาในสื่อทุกมิติ การจำหน่ายสินค้า HFSS ในสถานศึกษา (สำหรับเด็กต่ำกว่ามัธยมลงมา) โดยอนุญาตเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์โภชนาการ ตลอดจนการห้ามใช้รูปการ์ตูนสีสันสดใสบนบรรจุภัณฑ์ของอาหารที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก ซึ่งหากกฎหมายฉบับนี้ผ่านการอนุมัติ จะถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างสังคมครั้งใหญ่เพื่อพิทักษ์สิทธิเด็กไทยให้เติบโตในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

ดร.ศุกร์สิริ อิสรชาญวาณิชย์ ประธานมูลนิธิสานสุข และหัวหน้าโครงการเด็กไทยรู้ทันโฆษณาและการตลาดอาหาร
จากแว่นขยาย สู่ ‘ฉลากเตือนด้านหน้า’: บทเรียนความจริงใจจากเม็กซิโก

อีกหนึ่งประเด็นแหลมคมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตีแผ่คือ ความซับซ้อนของข้อมูลโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์อาหารในปัจจุบัน ดร.ศุกร์สิริ อิสรชาญวาณิชย์ ประธานมูลนิธิสานสุข และหัวหน้าโครงการเด็กไทยรู้ทันโฆษณาและการตลาดอาหาร ได้ชี้ให้เห็นว่า ลำพังเพียงการพึ่งพาให้ผู้บริโภคอ่านฉลากอาหารเพื่อดูแลสุขภาพตนเองนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะฉลากในประเทศไทยมักถูกพิมพ์ด้วยตัวอักษรขนาดเล็กจิ๋วที่แทบจะต้องใช้แว่นขยายเพ่งมอง อีกทั้งข้อมูลยังมีความซับซ้อน ต้องอาศัยทักษะทางคณิตศาสตร์ในการตีความปริมาณแคลอรี โซเดียม หรือน้ำตาลต่อวัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อของจริงที่ต้องการความรวดเร็ว

โครงการฯ จึงได้นำเสนอทางออกเชิงนวัตกรรมโภชนาการโดยถอดบทเรียนจากประเทศเม็กซิโก ซึ่งประสบความสำเร็จในการใช้ระบบ “ฉลากเตือนด้านหน้าบรรจุภัณฑ์” เป็นสัญลักษณ์สติกเกอร์คำเตือนเด่นชัด เช่น “แคลอรีเกิน” หรือ “โซเดียมเกิน” ไว้ที่ด้านหน้าของซองขนมอย่างเห็นได้ชัด ระบบนี้ช่วยให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะเด็กๆ สามารถตัดสินใจได้ทันทีภายในเวลาไม่กี่วินาทีโดยไม่ต้องสับสนกับตัวเลข หากเห็นสติกเกอร์เตือนภัยครบมุม ก็จะเกิดการตระหนักรู้และหลีกเลี่ยงไปเองโดยสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคีเครือข่ายกำลังพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน


“การไปแก้ปัญหาที่ตัวบุคคลโดยบอกให้เด็กมีหน้าที่คิดเพียงอย่างเดียว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่การตลาดเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการสร้างภาระให้เด็กมากเกินไป ในงานนี้เราจึงเสนอให้หันมาเปลี่ยนเชิงโครงสร้างหรือสภาพแวดล้อมของสังคม เช่น การผลักดันฉลากเตือนอาหารหวานมันเค็มไว้ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ตรงๆ แบบเม็กซิโก บอกมาเลยว่าซองนี้หวานเกินหรือเค็มเกิน อย่าปล่อยให้ผู้บริโภคต้องใช้แว่นขยายเพ่งมองเพื่อแกะรอยดูข้างในอีกต่อไป” ดร. ศุกร์สิริ กล่าว

นอกจากการผลักดันเชิงนโยบายแล้ว โครงการนี้ยังได้ริเริ่มกระบวนการขับเคลื่อนจากฐานราก ผ่านการอบรมเยาวชนระดับมัธยมศึกษาจาก 20 โรงเรียน รวมกว่า 600 คน ให้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียง “ผู้เสพสื่อ” สู่การเป็น “ผู้สร้างสื่อ” โดยสนับสนุนให้เยาวชนเหล่านั้นใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีจริยธรรม ในการผลิตคลิปวิดีโอสั้นและบทเพลงสร้างสรรค์มากกว่า 1,000 ชิ้น เพื่อสื่อสารเตือนภัยเพื่อนวัยเดียวกัน ซึ่งผลงานทั้งหมดนี้ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญที่นำมาจัดแสดงภายในนิทรรศการครั้งนี้

ดร.แพทย์หญิงสุธี สฤษฎีศิริ ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กทม.
ยุทธศาสตร์ ‘BSOPP’ โปรแกรมเชิงรุกป้องกันโรคอ้วนในโรงเรียนสังกัด กทม.

ในฐานะหน่วยงานส่วนท้องถิ่นที่ดูแลประชากรหนาแน่นที่สุด กรุงเทพมหานครได้ขยับตัวก้าวสำคัญในการนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปแปรเปลี่ยนเป็นภาคปฏิบัติการในสถานศึกษา ดร.แพทย์หญิงสุธี สฤษฎีศิริ ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กทม. ได้เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์เชิงรุกผ่านโปรแกรม “BSOPP” (MMA School Obesity Prevention Program) ซึ่งเป็นโมเดลการป้องกันโรคอ้วนในสถานศึกษา นำร่องในพื้นที่เขตบางรักและเขตสาทร โดยเน้นการปรับปรุงระบบนิเวศในโรงเรียนให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ตั้งแต่การนำระบบ “Thai School Lunch” มาใช้คำนวณและวางแผนเมนูอาหารกลางวันล่วงหน้าเพื่อควบคุมภาวะโภชนาการ

แนวทางของ กทม. มุ่งเน้นการสร้างระบบที่ยั่งยืนผ่านการบูรณาการความรู้ มีการพัฒนาหลักสูตรป้องกันโรคอ้วนร่วมกับสำนักการศึกษา กทม. บรรจุลงในการเรียนรู้ พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพของคุณครูอนามัยโรงเรียนให้เป็นแกนนำ นำการพล็อตและติดตามกราฟภาวะโภชนาการของเด็กนักเรียนอย่างใกล้ชิด หากพบว่าเด็กคนใดมีดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์ ครูและเด็กจะร่วมกันวิเคราะห์หาแนวทางปรับปรุงพฤติกรรมส่วนตัวเพื่อแก้ไขให้ตรงจุด ควบคู่ไปกับการเพิ่มกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) เช่น กิจกรรมนับก้าวเดินเพื่อกระตุ้นให้เด็กสนุกสนานในการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินในแต่ละวัน


“ถ้าเด็กอ้วนในวันนี้ เราย่อมต้องเจอผู้ใหญ่อ้วนในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน กระบวนการบริหารจัดการในโรงเรียนจึงต้องร่วมด้วยช่วยกันทุกภาคส่วน ทั้งการปรับเปลี่ยนเมนูอาหาร และการสร้างระบบแกนนำคุณครูอนามัยให้เข้าใจภาวะโภชนาการ สิ่งสำคัญคือเราต้องเปลี่ยนจากการสั่งห้ามอย่างไร้ทิศทาง มาเป็นการให้ความรู้ ชวนเด็กคิดวิเคราะห์ และร่วมเรียนรู้ปรับพฤติกรรมไปพร้อมๆ กันทั้งครูและโรงเรียน” ดร.แพทย์หญิงสุธี กล่าว

ทั้งนี้ การดำเนินงานเชิงรุกของ กทม. ในช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้ จะมีการประเมินผลและเปรียบเทียบภาวะโภชนาการระหว่างโรงเรียนต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ระดับผู้บริหารสถานศึกษาตระหนักและใส่ใจต่อนโยบายสุขภาพเด็กนักเรียนอย่างจริงจัง การสร้างวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในบริเวณโรงเรียน ตลอดจนการดึงผู้ปกครองเข้ามาเติมความรู้โภชนาการร่วมกัน จึงเป็นเสมือนการสร้างเกราะกำบังสองชั้นที่จะช่วยปกป้องเด็กไทยไม่ให้หลุดเข้าไปในวงจรของโรคอ้วนอย่างยั่งยืน


ตะลุย ‘ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งการตื่นรู้’: 8 ไฮไลท์ศิลปะจัดวางที่เปลี่ยนเรื่องยากให้จับต้องได้

สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และประชาชนทั่วไปที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้เท่าทันสื่อในรูปแบบใหม่ นิทรรศการ “ALERT & AWARE” ถือเป็นคำตอบที่ไม่ควรพลาด งานนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 ถึง 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ลานนิทรรศการ ชั้น L หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

ความโดดเด่นของนิทรรศการนี้คือการปฏิวัติตำราวิชาการหนาเตอะให้กลายเป็น ศิลปะจัดวาง (Installation Art) ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและอินเตอร์แอคทีฟ ภายใต้แนวคิดการจำลองพื้นที่เป็น “ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งการตื่นรู้และดูออก” (The Mart of Being Alert and Aware) ผ่าน 8 จุดเช็กอินไฮไลท์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างประณีต:

ตะกร้าคิดก่อนซื้อ: เรียนรู้ 12 เทคนิคการตลาดพุ่งเป้าเด็ก ผ่านงานศิลปะตกแต่งตะกร้าช้อปปิ้งจำลอง

Mini Theatre “นักสืบโฆษณา” & MV: ชมภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชัน 3 ตอน และร่วมสนุกเต้นท่าสร้างภูมิคุ้มกันสื่อผ่านมิวสิกวิดีโอ

เกมท้าจับโป๊ะโฆษณา: ฝึกวิเคราะห์สื่อโฆษณาในชีวิตจริง พร้อมสวมหน้ากากแฮนด์เมดดีไซน์เก๋ในชื่อ “ดวงตานักสืบ”


โซนหนังสือการ์ตูน: เขาวงกตที่เรียงรายด้วยหนังสือการ์ตูนชุด “แมวตื่นรู้ หนูดูออก” มอบให้ฟรีภายในงาน

ประติมากรรมยักษ์ซองขนมและขวดน้ำอัดลม: ตีแผ่และกระชากหน้ากากสิ่งมรณะที่ซ่อนอยู่ภายในบรรจุภัณฑ์สวยงาม ทั้งน้ำตาล โซเดียม และไขมัน

ฉลากจริงใจในเม็กซิโก: เปรียบเทียบฉลากเตือนสีดำชัดเจนด้านหน้าซองจากประเทศเม็กซิโก ชวนประชาชนร่วมโหวตเชิงสัญลักษณ์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายในไทย

คนเสพสื่อ คนสร้างสื่อ: ผลงานคลิปวิดีโอสั้นและบทเพลงสะท้อนสังคมกว่า 1,000 ชิ้น จากไอเดียของเยาวชนไทย 20 โรงเรียนมัธยม ผ่านการใช้เทคโนโลยี AI อย่างมีจริยธรรม

The Art of Saying NO: ห้องจำลองสถานการณ์บีบคั้นทางสังคม ชวนเด็กๆ และผู้ปกครองฝึกเปล่งเสียงพูดคำว่า "ไม่" กับเทคนิคการตลาดและสิ่งเร้าอย่างสุภาพและหนักแน่น

บทสรุปของนิทรรศการ “ALERT & AWARE” ในครั้งนี้ จึงหาใช่เพียงแค่งานแสดงศิลปะเพื่อความเพลิดเพลินใจ หากแต่เป็น “วาระแห่งชาติ” ขนาดย่อมที่ต้องการเสียงสะท้อนและการมีส่วนร่วมจากหัวอกคนเป็นพ่อแม่ ครูอาจารย์ และประชาชนทุกคน การสละเวลาพาลูกหลานมาเดินเที่ยวชมซูเปอร์มาร์เก็ตจำลองแห่งนี้ในระหว่างวันที่ 8-12 กรกฎาคม 2569 ไม่เพียงแต่จะได้รับความรู้และหนังสือการ์ตูนชุด “แมวตื่นรู้ หนูดูออก” จำนวน 3 เล่มกลับบ้านไปเป็นคู่มือสอนใจเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่พวกเราจะได้ร่วมส่งเสียงสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหารฯ เพื่อร่วมกันส่งต่อสังคมที่มีสิ่งแวดล้อมปลอดภัยและสุขภาวะที่ดีให้แก่ลูกหลานไทย... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินการณ์


รายละเอียดนิทรรศการ ALERT & AWARE

ระยะเวลาจัดแสดง: วันที่ 8-12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 - 20.00 น. (เข้าชมฟรี)

สถานที่: ลานนิทรรศการ ชั้น L หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

คณะผู้จัดงาน: กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร, สมาคมโรคไม่ติดต่อไทย (NCD Alliance) และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน