เมื่อพูดถึง “มะเร็งตับ” ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักนึกถึงคนที่ดื่มเหล้าจัด ปาร์ตี้หนัก หรือมีพฤติกรรมติดสุราเรื้อรัง จนตับแข็งและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์ กลับพบผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนมากที่เป็นคนดูแลตัวเองอย่างดี ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยแม้แต่หยดเดียว
คำถามคือ พวกเขาเป็นมะเร็งตับได้อย่างไร? คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในตัวการร้ายที่ชื่อว่า “ไวรัสตับอักเสบ” ซึ่งเป็นสาเหตุต้นๆ ที่ทำให้คนไทยป่วยเป็นมะเร็งตับมากที่สุด
...........................................................................
1. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์... ทำไมถึงเป็นมะเร็งตับได้?
ข้อมูลจาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ยืนยันตรงกันว่า สาเหตุหลักของมะเร็งเซลล์ตับในประเทศไทยไม่ได้มาจากแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการติดเชื้อ “ไวรัสตับอักเสบชนิดบี (HBV) และชนิดซี (HCV) เป็นสำคัญ
เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเหล่านี้เข้าไป มันจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในเซลล์ตับและก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังแบบเงียบๆ เปรียบเสมือนมีกองไฟเล็กๆ คอยเผาทำลายเนื้อตับอยู่ตลอดเวลา นานวันเข้าตับจะเริ่มสร้างพังผืดขึ้นมาซ่อมแซมตัวเองจนเนื้อตับแข็ง (ตับแข็ง) และหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา เซลล์ตับที่อักเสบซ้ำๆ จะเกิดการกลายพันธุ์กลายเป็นเซลล์มะเร็งตับในที่สุด
รู้หรือไม่: ผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนปกติถึง 20-100 เท่า โดยไม่จำเป็นต้องมีพฤติกรรมดื่มแอลกอฮอล์เลย
......................................................................................
2. ไวรัสเหล่านี้มาจากสาเหตุอะไร? และติดกันทางไหน?
ช่องทางการแพร่กระจายของไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี มีความคล้ายคลึงกับไวรัส HIV แต่สามารถติดต่อได้ง่ายกว่า โดยมีสาเหตุหลักๆ ดังนี้
ส่งผ่านจากแม่สู่ลูก: เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในคนไทยยุคก่อน (ก่อนที่จะมีระบบการฉีดวัคซีนป้องกันให้เด็กแรกเกิดทุกคน) โดยเชื้อจะส่งผ่านจากแม่ที่เป็นพาหะสู่ลูกในขณะคลอด
การสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่ง: เช่น การใช้อุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนเลือดร่วมกัน การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด รวมถึงการสักลาย เจาะหู หรือฝังเข็มจากร้านที่ไม่ได้มาตรฐานระบบฆ่าเชื้อ
เพศสัมพันธ์: การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย
การใช้อุปกรณ์ส่วนตัวร่วมกัน: แม้จะพบได้น้อย แต่การใช้ของมีคมร่วมกับผู้ติดเชื้อ เช่น มีดโกนหนวด หรือกรรไกรตัดเล็บ ก็มีความเสี่ยงหากมีบาดแผลเกิดขึ้น
..............................................................................
3. สัญญาณเตือนและอาการ “ภัยเงียบที่ไม่มีเสียง”
ความน่ากลัวที่สุดของไวรัสตับอักเสบและมะเร็งตับระยะแรกคือ “มักไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย” ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงกินอิ่ม นอนหลับ ทำงานได้ตามปกติ จนกระทั่งโรคดำเนินไปสู่ระยะรุนแรงหรือก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงจะเริ่มมีอาการเหล่านี้ดังต่อไปนี้
- อ่อนเพลียเรื้อรัง เบื่ออาหาร ตึงหรือแน่นท้องบริเวณชายโครงขวา (ซึ่งเป็นที่อยู่ของตับ)
- น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง (ดีซ่าน)
- ปัสสาวะมีสีเข้มจัด หรือมีอาการท้องโต ขาบวม เนื่องจากตับเริ่มทำงานล้มเหลว
..................................................................
4. วิธีป้องกันและดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรค
แม้ว่าไวรัสตับอักเสบจะเป็นภัยเงียบที่อันตราย แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมากจนเราสามารถรับมือและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตรวจคัดกรองโรค: วิธีที่ดีที่สุดคือการเดินไปโรงพยาบาลเพื่อ “ตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี” รวมถึงตรวจหาภูมิคุ้มกัน (เป็นการเจาะเลือดตรวจปกติ ไม่ต้องงดน้ำงดอาหาร)
ฉีดวัคซีนป้องกัน: สำหรับไวรัสตับอักเสบบี หากตรวจแล้วพบว่ายังไม่มีเชื้อและไม่มีภูมิคุ้มกัน สามารถฉีดวัคซีนเพื่อสร้างเกราะป้องกันได้ตลอดชีวิต (ส่วนไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน แต่มียาต้านไวรัสที่สามารถรักษาให้หายขาดได้)
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง: ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และเลือกรับบริการสักหรือเจาะร่างกายจากร้านที่มั่นใจในความสะอาด
ดูแลสุขภาพตับ: ลดการกินอาหารที่เสี่ยงต่อสารพิษ “อะฟลาทอกซิน” เช่น ถั่วลิสงคั่ว พริกแห้ง หรือกระเทียมที่เก็บไว้นานจนมีเชื้อรา เพราะสารนี้เมื่อรวมพลังกับไวรัสตับอักเสบ จะยิ่งเร่งให้เกิดมะเร็งตับเร็วขึ้นหลายเท่า
มะเร็งตับที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้เลือกเกิดเฉพาะคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ การสละเวลาไปตรวจเลือดเพียงครั้งเดียว อาจช่วยเซฟชีวิตคุณและคนที่คุณรักให้ห่างไกลจากโรคร้ายนี้ได้
................................................................................
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute): ข้อมูลสถิติมะเร็งในประเทศไทย และแนวทางการรณรงค์ป้องกันมะเร็งตับและท่อน้ำดี
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล: บทความบริการวิชาการแก่ประชาชน เรื่อง “ไวรัสตับอักเสบ...มหันตภัยร้ายที่ป้องกันได้”


