xs
xsm
sm
md
lg

รีวิววิตามินซีปริมาณสูง ดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ เลือกวิตามินซีอย่างไร ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อวิตามินซีได้กลายเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์มากขึ้นในแง่ที่ว่า เป็นวิตามินที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้สุขภาพแข็งแรง ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นวงกว้าง เนื่องจากยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน หลายคนที่หันมาตระหนักและใส่ใจสุขภาพ เริ่มมองหาวิตามินซีเพื่อเตรียมพร้อมและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย ที่สำคัญยังไม่แน่ใจว่าสถานการณ์นี้อาจจะกลับมาระบาดซ้ำใหม่อีกระลอกสองหรือไม่ หลายคนที่อยากดูแลสุขภาพด้วยตนเอง อาจจะเริ่มตั้งคำถามว่าด้วยการเลือกซื้อวิตามินซีที่ให้ประโยชน์กับร่างกายได้มากที่สุด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรายังขาดข้อมูลสำคัญที่มาช่วยตัดสินใจได้ วันนี้ เราเลยอยากชวนไปหาคำตอบจาก 3 คำถามช่วยเลือกวิตามินซี เลือกอย่างไรให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด ปิดท้ายด้วยการรีวิววิตามินซีปริมาณสูง สูตรธรรมชาติ มาฝากกัน

1.“วิตามิน ซี” ช่วยป้องกันเชื้อโรคได้จริงหรือไม่?
วิตามินซีไม่สามารถป้องกันเชื้อโรค หรือมีผลลดความเสี่ยงติดเชื้อโรคได้ ถ้าลองอ่านบทสัมภาษณ์คุณหมอหลายๆ ท่าน คำตอบที่พวกท่านบอกเราก็คือ วิตามินซีไม่ได้ช่วยป้องกันโรคใด ๆ แต่ในแง่ของระบบภูมิคุ้มกันแล้ว วิตามินซีมีส่วนช่วยให้เม็ดเลือดขาวในร่างกายแข็งแรงขึ้น ซึ่งเม็ดเลือดขาวนี่แหละ ที่เป็นเหมือนทหารที่คอยสอดส่องไม่ให้เชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกายเข้าโจมตีได้


แล้วเมื่อเม็ดเลือดขาวแข็งแรง สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น นั่นเท่ากับว่าร่างกายของคนเราจะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้น

2. กินวิตามินซีเท่าไหร่ถึงจะพอ?
ปริมาณการทานวิตามินซีต่อวันที่แนะนำ ถ้าคุณต้องการแค่ดูแลสุขภาพ การกินวิตามินซี 500 - 1,000 มก. ต่อวัน สามารถช่วยรักษาระดับภูมิต้านทานร่างกายให้แข็งแรงพอที่จะรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บและมลภาวะรอบตัว เช่น ฝุ่น PM 2.5 หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เกิดการแพร่ระบาดได้ ส่วนคนที่ร่างกายอ่อนแอ ผู้สูงอายุหรือคนที่พักฟื้นจากอาการป่วย สุขภาพไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ควรได้รับวิตามินซี วันละ 2,000 มก. เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น


แล้วทำไมบางคนกินวิตามินซีครั้งละ 1,000 มก. แล้วแต่ร่างกายกลับได้รับวิตามินซีไม่พอกับความต้องการ นั่นเพราะการดูดซึมวิตามินซีมีจุดอิ่มตัว

การกินวิตามินซี 1,000 มก. มีความเป็นไปได้ที่ร่างกายจะสามารถดูดซึมเก็บไว้ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ประกอบกับวิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ไม่ทนความร้อน สลายตัวเร็ว และกักเก็บได้ไม่นานก็จะถูกกำจัดออกทางเหงื่อหรือปัสสาวะไปก่อนที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้ทัน

3. เลือกวิตามินซีอย่างไรให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด?
มาถึงประเด็นสำคัญกันแล้ว เราจะเลือกวิตามินซีอย่างไรให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด ข้อมูลส่วนนี้มาได้ทั้งจากประสบการณ์ส่วนตัวจากการกินวิตามินซีหลายๆ ยี่ห้อ รวมไปถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ (แหล่งข้อมูลอ้างอิง https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=17) มาดูกันว่า ถ้าจะเลือกซื้อวิตามินซี ควรเลือกอย่างไรให้ร่างกายของเราได้รับประโยชน์จากวิตามินซีมากที่สุด

1.เลือกยี่ห้อที่ให้วิตามินซีปริมาณสูง
ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีทั้งมลพิษ โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ รอบตัวเรามากขึ้น ปริมาณสารสำคัญ ซึ่งก็คือ วิตามินซี ที่แนะนำ คือ 1,000 มก. ต่อเม็ด ซึ่งวิตามินซีทุกยี่ห้อจะมีการระบุปริมาณวิตามินซีไว้บนฉลากอยู่แล้ว เปรียบเทียบกันได้ไม่ยาก

2.เลือกวิตามินซีที่ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
วิตามินซีที่จำหน่ายในท้องตลาดเป็นวิตามินซีที่อยู่ในรูปของกรดแอสคอบิก แอซิด (Ascorbic acid) เกิดจากการสังเคราะห์ขึ้นทดแทนวิตามินซีในธรรมชาติ ข้อด้อยของกรดแอสคอบิก แอซิด ก็คือ สลายตัวเร็ว ไม่สะสมในร่างกายได้นาน และมีฤทธิ์เป็นกรด ระคายเคืองกระเพาะอาหาร จึงไม่เหมาะกับคนที่มีแผลในกระเพาะอาหาร


วิตามินซีบางยี่ห้อจึงนำเอาวิตามินซีในรูปสารประกอบอื่น ๆ มาเพิ่มเติม เพื่อลดความเป็นกรด ชะลอการสลายตัว และยืดเวลาการอยู่ในร่างกายให้นานขึ้น เช่น แคลเซียม แอสคอเบท (Calcium ascorbate) โซเดียม แอสคอเบท (Sodium ascorbate) แมกนีเซียม แอสคอเบท(Magnesium ascorbate) โพแทสเซียม แอสคอเบท (Potassium ascorbate)

3. เลือกวิตามินซีที่มีสารในกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids)
วิตามินซีในรูปของแอสคอบิก แอซิด สลายตัวไว จึงมีการนำเอาสารสกัดจากธรรมชาติในกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์เข้ามาร่วมด้วย สารกลุ่มนี้มีส่วนช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเส้นเลือดฝอยและควบคุมการดูดซึมสารต่างๆ ผ่านผนังเส้นเลือด เมื่อเส้นเลือดฝอยแข็งแรง ก็สามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ดีขึ้น (*การดูดซึมจะมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย) และยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินซี และช่วยยืดเวลาการสลายตัวของวิตามินซีให้ช้าลงได้อีกด้วย

4. มาตรฐานการผลิตต้องมั่นใจว่าปลอดภัย
สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละสายตาเด็ดขาด นั่นก็คือ มาตรฐานการผลิต เนื่องจากวิตามินซีปริมาณสูงในท้องตลาดจะต้องขึ้นทะเบียนเป็นยา ดังนั้นมาตรฐานการผลิตจึงต้องเป็นมาตรฐานเดียวกับการผลิตยาเช่นเดียวกัน และผ่านการรับรองจากองค์กรหรือหน่วยงานที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ยิ่งเป็นแต้มต่อให้เรามั่นใจได้ว่า วิตามินซีที่เราเลือกจะเป็นวิตามินซีที่มีคุณภาพและปลอดภัย

5. บรรจุภัณฑ์ที่ช่วยรักษาสภาพ
บรรจุภัณฑ์วิตามินซีที่ดีควรจะช่วยถนอมหรือรักษาสภาพไม่ให้วิตามินซีเสื่อมคุณภาพ และต้องสามารถคงสภาพของผลิตภัณฑ์จนถึงวันหมดอายุ เช่น บรรจุภัณฑ์ทึบแสงสำหรับที่ใช้ในการบรรจุยาหรือเวชภัณฑ์ ที่มีคุณสมบัติป้องกันแสง 100% จะช่วยลดความเสื่อมสลายของวิตามินซี ซึ่งวิตามินซีเป็นวิตามินที่ไม่ทนต่อแสงแดดและความร้อน

สุขภาพแข็งแรงได้ด้วยตนเอง ด้วยวิตามินซีปริมาณสูง สูตรธรรมชาติ ได้ประโยชน์สูงสุด


คุณสมบัติหนึ่งของวิตามินซีปริมาณสูง สูตรธรรมชาติ ที่น่าสนใจไม่น้อย ก็คือ มีความเป็นกรดต่ำ (Low Acid) ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ถูกใจคนกินอาหารไม่เป็นเวลาอย่างเรามากเลยทีเดียว เรียกว่าตอบโจทย์ตรงใจใครหลายคนกันเลยทีเดียว

เริ่มกันที่ ส่วนประกอบสำคัญกันก่อนเลย วิตามินซีปริมาณสูง สูตรธรรมชาติ ลักษณะเด่น คือ
• วิตามินซี 1,000 มก. (ใน 1,000 มก. ประกอบด้วยวิตามินซีที่ได้จาก กรดแอสคอบิก แอซิด (Ascorbic acid) 400 มก. แคลเซียม แอสคอเบท (Calcium ascorbate) 400 มก. และ โซเดียม แอสคอเบท (Sodium ascorbate) 350 มก.
• ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ 50 มก.
• สารสกัดจากธรรมชาติ อื่นๆ เช่น รูติน 50 มก. , เฮสเพอริดิน 50 มก., โรสฮิป 62.5 มก., อะเซโรล่า 12.5 มก.


เรื่องบรรจุภัณฑ์ ควรเป็นขวดพลาสติกทึบแสง ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันแสงได้ 100% ช่วยรักษาคุณภาพไม่ให้เสื่อมสภาพจากความร้อนหรือแสงแดดได้ ฝาขวดแบบเกลียว ปิดแน่นสนิทไม่ให้อากาศเข้าไปได้

การเลือกวิตามินซีต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP มีการวิจัย ผลิต และควบคุมคุณภาพ โดยใช้มาตรฐานเดียวกับยา มั่นใจได้ว่าชนิดและปริมาณของสารสำคัญตรงตามที่แจ้งในฉลาก คุณภาพตามมาตรฐานสากล ปลอดภัยแน่นอน

กลืนวิตามินซีแบบเม็ดยาก ยังมีทางเลือกอื่น
ส่วนใครที่ไม่ถนัดการกินวิตามินซีแบบเม็ด โดยเฉพาะเด็ก หรือผู้สูงอายุในครอบครัวที่มีปัญหากลืนเม็ดยายาก ยังมีวิตามินซีปริมาณสูงในรูปของแบบผง ชงดื่ม และแบบเคี้ยวสำหรับเด็ก ๆ ไว้สำหรับเป็นทางเลือกเพิ่มเติมอีกด้วย


วิตามินซีแบบชง ให้ปริมาณวิตามินซีสูงถึง 1,000 มก. เช่นเดียวกับวิตามินซีแบบเม็ด และให้ปริมาณสารในกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์สูงถึง 70 มก. ซึ่งช่วยเพิ่มการดูดซึมของวิตามินซี และอยู่ในร่างกายได้นาน เนื่องจากสารสำคัญเป็นแคลเซียม แอสคอเบท จึงไม่มีความเป็นกรดเลย ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เหมาะมากกับคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร และไม่ชอบกลืนยาเม็ด จุดเด่นอีกข้อหนึ่งคือ ปราศจากน้ำตาล ไม่มีแคลอรี เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน หรืออยากนำไปผสมดื่มกับเครื่องดื่มต่างๆ ดื่มได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สำหรับเด็กๆ สามารถแบ่งชงครึ่งซอง แบ่งทานกับคุณแม่ได้เลย


หรือถ้าเด็ก ๆ ที่บ้านชอบฟีลแบบอม ๆ เคี้ยว ๆ MEGA WE CARE มีวิตามินซีแบบเด็ก ในรูปของกัมมี่ กลิ่นส้ม เคี้ยวหนุบหนับให้เด็ก ๆ ได้รับวิตามินซี โดย 1 ซอง ได้วิตามินซีเท่ากับส้ม 1 ผล แล้วคุณพ่อคุณแม่จะไม่ต้องเหนื่อยตะล่อมหรือต้องคอยหลอกล่อให้เด็กๆ กินเลย อีกทั้งยังปลอดภัยจากสารกันบูดด้วย อันนี้ตอบโจทย์เจ้าตัวน้อยที่บ้านแน่นอน

เป็นอันจบการรีวิววิตามินซีปริมาณสูง สูตรธรรมชาติ ที่มั่นใจในคุณภาพ ปลอดภัย ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และยังสามารถกินต่อเนื่องได้ เพื่อเสริมเกราะภูมิคุ้มกันและความแข็งแรงของสุขภาพร่างกายได้โดยไม่เป็นอันตราย เนื่องจากวิตามินซีสามารถละลายในน้ำ และขับออกทางปัสสาวะ ไม่สะสมหรือตกค้างในร่างกาย เหมาะกับทุกเพศทุกวัยและทุกคนในครอบครัว ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ให้สุขภาพแข็งแรงกันทั้งครอบครัว


พร้อมคลายข้อข้องใจในการตัดสินใจเลือกซื้อวิตามินซีที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์เต็มที่กันแล้ว หวังว่าน่าจะพอเป็นแนวทางในการตัดสินใจให้กับคนที่กำลังมองหาสิ่งดี ๆ ให้กับสุขภาพร่างกายในช่วงที่เราต้องระวังรักษาสุขภาพให้แข็งแรงในช่วงนี้

เริ่มต้นดูแลสุขภาพคุณและคนในครอบครัวตั้งแต่วันนี้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงเต็มประสิทธิภาพ ด้วยวิตามินซีปริมาณสูง ที่มีไบโอฟลาโวนอยด์ ช่วยให้วิตามินซีอยู่ในร่างกายได้นานขึ้นและดูดซึมวิตามินซีได้ดียิ่งขึ้น ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร

สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Vitamin xpress คลิก

Reference
Carr AC, Maggini S. Vitamin C and Immune Function. 2017; Nov:39(11).
Shaik-Dasthagirisaheb YB et al. Journal of biological regulators and homeostatic agents.2013; Vol. 27, no. 2, 291-295.
Hemila H. Vitamin C and Infections. Department of Public Health, University of Helsinki. 2017; March,1-27.



กำลังโหลดความคิดเห็น...