xs
xsm
sm
md
lg

จากมนุษย์ออฟฟิศชีวิตพัง สู่ “ทางสายกลาง” อย่างเฮลธ์ตี้ : “ฑิป เกศศุภฎาลักษมณ์”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

จากมนุษย์ออฟฟิศ ใช้ชีวิตสนุกสนาน ไม่เคยออกกำลังกาย ไม่เคยดูแลตัวเอง ติดแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่หนัก และเป็นโรคประจำตัวมาตั้งแต่เด็ก ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นกิจวัตร อีกทั้งมีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตต้องพบจิตแพทย์ จนได้รู้ว่าตัวเองเป็น โรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง ไบโพลาร์ และแพนิค

“ฑิป- เกศศุภฎาลักษมณ์ มหารัตนผากูล” 

แม้วันนี้จิตใจของเธออาจจะยังไม่ดีขึ้นร้อยเปอร์เซ็น แต่การหันมาปรับกระบวนการทางความคิด ปรับจิตใจของตัวเอง ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และกินยาตามแพทย์สั่ง ทำให้วันนี้ชีวิตเธอเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และเธอก็พร้อมแล้วที่จะส่งต่อเรื่องราวดีๆ ของตนเองสู่คนอื่น ๆ ต่อไป เพราะเธอมองว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” อยากสุขภาพกายดี สุขภาพใจก็ต้องดีด้วย


จากคนขี้โรค เข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น
สู่เส้นทางสายสุขภาพ

ก่อนหน้านี้เราเป็นพนักงานออฟฟิศ เป็นเลขาฯ อยู่ที่บริษัทขุดเจาะน้ำมัน ใช้ชีวิตสนุกสนานมาก กิน เที่ยว เล่น ทำงาน เลิกงานก็ไปHang Out กับเจ้านายฝรั่ง วันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าไม่ไปไหน ก็กิน ๆ นอน ๆ ในหัวไม่เคยมีความคิดเรื่องออกกำลังกายเลย เพราะไม่ชอบกีฬาด้วย ตอนเด็ก ๆ สอบตกวิชาพละตลอด

อีกทั้งเรายังเป็นคนที่ขี้โรคมาก มีโรคประจำตัวตั้งแต่เกิดเลยค่ะ คือ โรคไทรอยส์ ตอนแรกยังเป็นแค่ไทรอยส์ปกติ ที่คนสมัยก่อนเรียก คอหอยพอก คอบวม ที่บ้านก็พาไปหาหมอ แต่รักษาแบบไม่ต่อเนื่อง พอดีขึ้นก็ไม่ได้ไปรักษาต่อ เพราะตอนนั้นเข้าใจว่าหายปกติแล้ว

พอโตมาช่วง ม.1 อาการก็กำเริบขึ้นอีก ไปตรวจคราวนี้แจคพอต เราเป็นไทรอยส์เป็นพิษ แบบ Hyperthyroidism หรือที่เขาเรียกว่า Overactive Thyroid ระบบเผาผลาญจะมากกว่าปกติ เหนื่อยง่าย มือสั่น หายใจลำบาก กลืนน้ำหรืออาหารยาก เหงื่อออกเยอะมาก ก็ค่อยๆ เริ่มรักษากันใหม่ แต่เจ้าโรคนี้มันคือ ต่อมฮอร์โมน ตามที่ได้ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเอง ดันเป็นผู้นำพาโรคอื่น ๆ มาอีก

อีกทั้งเราเริ่มมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเริ่มต้น โลหิตจาง โรคกระเพาะกับลำไส้อักเสบ เพราะเป็นคนติดกินรสจัดมาก เน้นเปรี้ยว เผ็ด เค็ม ตลอด เป็นไมเกรน ออฟฟิศซินโดรม น้ำเหลืองไม่ดี ภูมิแพ้ แพ้ยุง แพ้แมลง แพ้น้ำที่นองพื้นแฉะ ๆ แพ้ทรายตามชายหาดที่แบบสกปรกหรือชื้นๆ หน่อย จะคันยิบยับ เป็นเม็ดแดงเถือก ผิวที่โดนจะบวมพองเลย ทำให้เราต้องเข้าออกโรงพยาบาล บ่อยมาก เกือบทุกสัปดาห์ ลางานสนุกเลย เงินเดือนได้มาหมดกับค่ารักษาพยาบาล แต่ก็ยังไม่สำนึก ยังทำร้ายตัวเองด้วยการดื่มเหล้าเบียร์ ของมึนเมาทุกแบรนด์ที่ดื่มได้ รวมถึงสูบบุหรี่ด้วย สูบก็ไม่เบานะ ต่ำ ๆ วันละ 1-2 ซอง ต่อวันเลยค่ะ

จนสุดท้ายเราเลยคิดว่าถ้าเป็นเช่นนี้คงไม่ไหวแล้ว เราต้องดูแลตัวเองบ้างแล้ว กระทั่งหันมาออกกำลังกาย ดูแลโภชนาการ เป็นระยะกว่า 5 ปี มาแล้วค่ะ ซึ่งทำจนเป็น routine สำหรับเราไปแล้ว แต่ที่ผ่านมาผอมแค่ไหน ออกกำลังกายหนักแค่ไหน กินดี กินคลีนยังไง ห่วงยางไขมันรอบเอวก็ไม่ยอมหายไปสักที ต้องบอกว่าหุ่นเรามองเผินๆ ภายนอก เป็นคนไม่อ้วนเลยนะคะ แต่จะออกแนว Skinny Fat ค่ะ คือ ดูผอมแต่มีไขมันสะสม เปิดพุงมา ห่วงยางรอบเอวเต็มเลย ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร

ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ก็ไม่เป็นไปตามที่หวัง?

จากนั้นมาเราจึงค่อยๆ หาข้อมูล จนเข้าใจว่า ร่างกายเราจะมีต่อมฮอร์โมนที่เรียก “ต่อมคอลติซอล” ซึ่งมีหน้าที่หลั่งสารตัวหนึ่งออกมา มันจะหลั่งตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาที่เราเครียด และ สารที่หลั่งก็จะไปกระตุ้นไขมัน แต่ไขมันที่ว่านี้ มักจะมากองล้อมเอวเราก่อนอันดับแรก และมันก็เกาะแน่นเหลือเกิน (หัวเราะ)มันเลยทำให้เราเข้าใจว่า สุขภาพจิตมีผลต่อสุขภาพกายมากเลยนะ เหมือนที่เขาว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” อันนี้จริงมากที่สุด

จริง ๆ ส่วนตัวเรามีปัญหาด้านสุขภาพจิต ที่เป็นมานานแล้วด้วย ซึ่งเป็นโดยที่เรายังไม่รู้ว่ามันคือโรค เข้าใจมาตลอดว่า ตัวเองมีนิสัยงี่เง่า ขี้น้อยใจ ที่รู้ตัวว่าต้องพบหมอแล้วก็เพราะตอนนั้นเพื่อนแนะนำให้ไปปฏิบัติธรรม ดีนะคะ ชอบเลย เวลาที่ได้ไปปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ นั่งวิปัสสนากรรมฐาน ใช้หลักกฎแรงดึงดูด เข็มทิศชีวิต อ่านหนังสือแนวปรัชญาการใช้ชีวิต ทุกทางจริงๆ แต่มันได้ผลแค่วูบเดียว และก็ทรุดอีก และเวลาทรุด มันรุนแรงมาก

ที่เราเริ่มรู้ตัวเองเพราะพอโลกโซเชียลเริ่มมีการแชร์เรื่องโรคซึมเศร้า เราก็เอ๊ะ! เราเป็นหรือเปล่า? ตอนแรกไม่คิดเลย ไม่คิดจริง ๆ เพราะส่วนตัวจะใช้วิธีธรรมชาติบำบัดนิสัย และความคิดลบๆ ที่มีในหัวมาตลอด แต่ที่ผ่านมาเราทำร้ายตัวเองบ่อยมาก อย่าให้นับเลย น่าจะเกิน 20 ครั้งได้ ในหัวมีแต่ความคิดว่าอยากตาย ไม่อยากอยู่ เบื่อโลก เบื่อสังคม มีความคิดในหัวเสมอว่าเราไม่มีตัวตนสำหรับใคร และต้องบอกว่าโรคไทรอยส์เป็นพิษก็เป็นจุดนำพาโรคซึมเศร้ามาให้เราด้วยเหมือนกัน แต่ตรงนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นนะคะ ส่วนตัวว่า ด้านสภาพแวดล้อม ความแข็งแรงทางจิตใจ และองค์ประกอบอื่น ๆ ร่วมด้วยมากกว่า

จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ ที่โรงพยาบาลบ้านสมเด็จฯ อย่างจริงจัง เพราะวันก่อนหน้านั้นเราทะเลาะกับแม่แบบรุนแรงมาก ๆ กับปัญหาเดิม ๆ เรื่องเดิม ๆ ที่ไม่เคยแก้ได้ พอไปโรงพยาบาลเขาก็ให้เราทำประวัติ เข้าห้องเช็คสภาพจิตใจขั้นต้นก่อนพบแพทย์ พอเจอแพทย์ เขาก็ให้เราเล่าอาการ เล่าเรื่องที่อยู่ในใจ เราก็ไปแบบคนไร้วิญญาณเลย ตาลอย ปากพูดไปเรื่อย ๆ น้ำตาไหลไปเรื่อย ๆ อะไรที่อัดอั้นในความคิดความรู้สึก มันถูกปล่อยออกมา จนคุยไปคุยมา หมอสรุปว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงมาก บวกกับเป็นไบโพลาร์ และแพนิค ซึ่งหมอแนะนำให้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลจนกว่าจะหาย แต่หมอบอกไม่ได้ว่าเมื่อไรจะหาย ซึ่งเราก็บอกไม่ได้หรอก พ่อแม่เราไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ จะอธิบายยังไง และถ้าอยู่โรงพยาบาล งานการเราล่ะ ที่บ้านมีรายจ่าย ตัวเราก็มีรายจ่าย ภาระเยอะแยะ หมอก็เลยเปลี่ยนเป็นให้ยา และให้เรามาตามนัด ห้ามขาด ห้ามเบี้ยว ห้ามหยุดยา ห้ามลืมกินยา ห้ามคิดสั้น แต่สุดท้ายเราก็แอบหยุดยาไปเอง ไม่ยอมไปหาหมออีก และอาการก็มากำเริบ แต่เราคิดเองว่าเอาอยู่ ที่ไหนได้ พังพินาศมาก ซึ่งอย่าทำตามเด็ดขาดนะคะ มันอันตรายมาก

สรุปเราต้องกลับไปหาหมอครั้งที่สอง หมอบ่นเละเทะเลยค่ะ สุดท้ายหมอก็ให้ยาต้านเศร้า ยานอนหลับ ยาแก้อาการวุ่นวายมากิน ช่วง 2 เดือนแรก หมอนัดทุก 2 สัปดาห์ จากนั้นเริ่มเดือนละครั้ง ปรับยาแรงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะยาเดิมเอาเราไม่อยู่

จริง ๆ ต้องขอบคุณการออกกำลังกาย และการหันมาดูแลสุขภาพนะ ที่ทำให้เราเริ่มเข้าใจต้นตอที่ทำให้หุ่นเราไม่พัฒนา ไม่ตามเป้าที่เราต้องการ ทั้งที่เราทุ่มเทกับมันมากพอสมควร เคยจ้างเทรนเนอร์ หมดเงินไปเยอะก็ยังไม่ดีขึ้น ไม่ใช่เทรนเนอร์ไม่ดีนะ แต่เพราะเจ้าสภาพจิตใจของเรา การนอนของเราที่ทำให้ร่างกายเราไม่พัฒนาตามที่ควรจะเป็น บวกอาการไทรอยส์เป็นพิษของเราด้วย เราเลยเริ่มวนกลับมาแก้ที่ต้นเหตุ แก้ใหม่หมด แต่ปรับโดยที่ยังกินยาตามที่หมอจ่ายให้ด้วยนะคะ

ตั้งแต่นั้นมาร่างกายก็เริ่มเปลี่ยน เปลี่ยนแบบดีขึ้นเรื่อย ๆ คือ ยาที่หมอให้ มันจะเข้าไปช่วยเติมหรือลดสารในสมองที่มันเป็นตัวก่อปัญหาให้เกิดความสมดุลแบบคนปกติ ไม่ใช่ ยาทำให้ผอมลงนะ จนเรามั่นใจว่า ใช่แล้ว เรามาถูกทางแล้ว เราจึงค่อยกล้าเอามาแชร์ในลง Blog Instagram และ Facebook ตัวเอง


ใช้วิธีปรับ mindset ร่วมกับการกินยาตามแพทย์สั่ง

เราใช้วิธีปรับ mindset ของตัวเอง ความหมายคือ เริ่มเข้าใจตัวเอง คุยกับตัวเอง ตอบโจทย์ตัวเองได้ ร่างกายเขาจะรับรู้จากความคิดความรู้สึก อย่าลืมนะคะ เรามีต่อมคอลติซอลอยู่ในตัว จริง ๆ ต่อมนี้ก็มีข้อดีนะคะ คือ ทำให้เรามีแรง มีกำลังในการลุยงานแต่ละวัน รวมถึงเวลาออกกำลังกายด้วย แต่เราจะคุมมันยังไงไม่ให้มันทำงานเกินคำสั่งเรา ก็คือ mindset นี่แหละค่ะ ยกตัวอย่างเช่น เวลาเครียด บางคน Binge Eating Disorder คือ การกินเยอะแล้วรู้สึกผิด จนต้องเอาตัวเองไปออกกำลังกายอย่างหักโหม เพราะมันเกิดจากเรางด ลด ตัด ทุกอย่างจนเกินพอดี จนพอวันหนึ่งมันตบะแตกแล้วกู้ยาก มันก็จะเข้าโหมดนี้ทันที กินเยอะ รู้สึกผิด ไปออกกำลังกายหนักๆ เพื่อเอาออก

หรือโรค Anorexia ก็คือ อาการกลัวอ้วนจนแบบขั้นจิต เขาจะรู้สึกทุกอย่างที่กินเข้าไปทำให้อ้วน บ้างก็ไปล้วงคอออก บ้างก็กินเท่าหนูแทะ กินแบบเคี้ยวๆเอารสชาติแล้วบ้วนทิ้ง หรือแค่เห็นตัวเลขน้ำหนักขึ้นมา .2 / .4 / .5 เครียดจะเป็นจะตาย หงุดหงิด ลดอาหารลงต่อ พวกนี้คืออาการทางจิตหมดเลย

พวกนี้มันทำให้ร่างกายเรายิ่งเครียด ต้องเข้าใจคำว่า ร่างกายเครียด กับ เราเครียด ต่างกันนะ เหมือนเวลาออกกำลังกาย เราอยากออกเพราะมุ่งมั่นจะลดหุ่นให้ได้เท่านั้นเท่านี้ แต่ร่างกายมันไม่ไหว เวลาออกกำลังกาย ร่างกายมันต้องมีการ recovery ตัวเอง ซ่อมแซม ฟื้นฟู ในวงการสุขภาพ เขาเรียก “วันพัก” (Rest Day) ตามหลักจริงจะออกทุกวันก็ไม่ผิดนะคะ แต่เราต้องมั่นใจในโปรแกรมการออกกำลังกายของตัวเอง และ แบ่งจัดเวลาอย่างเหมาะสมด้วยนะคะ แต่จากประสบการณ์ที่ทำมาทุกรูปแบบ การออกกำลังกายวันเว้นวัน ตอบโจทย์สำหรับเรา

เราต้องคิดนะ เราเครียดกับการใช้ชีวิตประจำวันเยอะแล้ว การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ ไม่ใช่ยาพิษ และ ต้องทำความเข้าใจให้ออกก่อน การอยากมีหุ่นที่ดี มันไม่สามารถมีได้ถาวรแบบทำ 2 สัปดาห์ได้หุ่นที่พอใจ แล้วไม่ต้องทำแล้ว และหุ่นจะอยู่แบบนั้นไปตลอดชีวิต มันไม่ใช่ง หลักง่ายๆ คือ ทำให้เป็นชีวิตประจำวัน การดูแลสุขภาพ ดูแลหุ่น จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต เหมือน แปรงฟัน อาบน้ำ ลดอาหารไม่ดีออก เลี่ยงอาหารแปรรูป เน้นสารอาหารให้ครบ ส่วนตัวไม่นับแคลอรี่นานแล้ว มีแค่ 1-2 ปีแรกที่นับ ตอนนี้เน้นดูที่ส่วนประกอบ ส่วนผสม และ ค่าน้ำตาล รวมถึงน้ำมันที่ใช้ แต่นานๆตามวาระโอกาสก็ทานปกติได้ อย่าลืมเรายังต้องมีสังคม มีเพื่อนฝูงนะ บางคนเขาไม่ได้นิยมทานแบบเราไง และ เราจะแบกข้าวกล่องไปงานวันเกิดเพื่อนแบบนี้เหรอ?

ปรับ mindset คือ ปล่อยวาง สายกลาง ทำใจสบาย ๆ กับการดูแลสุขภาพ ไม่ต้องคร่ำเคร่งกับมันจนทำให้สูญเสียสิ่งอื่นๆไปหมด อย่างส่วนตัวก็ตั้งเป้าให้ตัวเองว่า โอเค 1-2 มื้อของทุกวันต้องมีกินดี กินคลีน เฮลตี้นะ หลัก ๆ จะเป็นมื้อเช้า อีกมื้อที่เหลือของวันก็เอาตามสะดวก ถ้ากินคลีนได้ก็กิน ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ที่เขาบอกมี Cheat Day เราไม่มี เรามีแต่ Cheat Meal แล้วมันดีตรง เราไม่กดดันตัวเอง ชีวิตมีความสุข สบายใจ ไปกินกับเพื่อนฝูงได้ แค่เลือกกิน เน้นเนื้อสัตว์ กับผักเยอะหน่อย อะไรประมาณนี้

เอาว่าพอเราเข้าใจจิตใจเราแล้ว การออกกำลังกายของเราก็จะมีความสุขขึ้น มีความผ่อนคลายมากขึ้น จากเดิมออกแบบจริงจัง ฉันต้องผอม ไขมันต้องออกไป หุ่นต้องเท่านี้ๆ ในช่วงนี้ๆ ห้ามเกินวันนั้นวันนี้ พอเราปรับ mindset ได้แล้ว การออกกำลังกายของเราก็จะเป็นแบบสุขที่ได้ออก สุขที่ได้เล่น สารความสุขในร่างกายมันก็หลั่งทำงาน การออกกำลังกายที่เคยออกไม่ได้ผล ก็เริ่มตอบโจทย์เราดีขึ้น

ส่วนตัวทุกวันนี้คิดว่าจะทำไปเรื่อย ๆ มีวินัยกับตัวเองสม่ำเสมอ หุ่นขึ้นลงบ้างไม่เป็นไร ตามสภาวะรอบตัว เอาแค่เรารู้ตัวเราไม่ละทิ้ง เราทำจนเป็น routine ปรับใจให้คิดง่ายๆ แบบนี้ อะไรๆ มันก็จะดีขึ้นจริงๆ ค่ะ เริ่มที่ไม่ป่วยแบบเมื่อก่อน ไม่ต้องหมดเงินไปกับค่ารักษาตัวเองแบบเมื่อก่อน ไม่ต้องไปโรงพยาบาลทุกอาทิตย์แบบเมื่อก่อน นี่ถือว่าเก่งแล้วนะ

ตอนนี้สภาพจิตใจของเราอยู่ที่ 50-60% มองว่าดีขึ้นนะคะ คือ เราปล่อยวางในสิ่งที่ไม่ควรถือ ไม่แบกอะไรที่ไม่ใช่ของเรา อะไรที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น ความคิดคนอื่น คำนินทา คำว่าร้ายที่คนอื่นมีต่อเรา อะไรแบบนี้ รู้สึกมั้ย? ก็ยังรู้สึกตามคนปกติ แต่พอรู้สึกแล้วเราก็รีบสลัดออกให้ไว เขาเข้าใจเราผิด เราก็ไม่ต้องไปแสดงหรือแก้ตัวอะไร ตัดออกไปเลย จบปัญหา เอาความคิด เอาจิตใจเรามารับอะไรดี ๆ ดีกว่า

ณ ตอนนี้ แล้วเรารู้สึกดีขึ้นเยอะเลย ดีทั้งกายและใจ กายไม่บาดเจ็บ มีวันฟื้นฟูซ่อมตัวเอง พัฒนาดีกว่าตอนเล่นทุกวัน ส่วนใจก็ไม่เครียด ไม่จิตตก ไม่ประสาทเสีย และมีความคิดเรื่องอยากตายจางลง


“ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว”
อยากสุขภาพกายดี สุขภาพจิตใจต้องดีก่อน

พอมันเกิดจากตัวเรา มันทำให้เรามองเห็นว่า ด้านสุขภาพจิตมันสำคัญมาก ส่วนตัวทุกวันนี้เราให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจ ความคิด ความรู้สึก เป็นอันดับแรกเลยค่ะ ต่อมาเราถึงให้ความสำคัญกับการนอนหลับ การพักผ่อน การผ่อนคลาย โภชนาการ (อาหาร + น้ำเปล่า) และการออกกำลังกาย ตามลำดับลดหลั่นกันไป

สำหรับคนที่มีปัญหาสุขภาพจิต ก่อนอื่นต้องยอมรับตัวเอง ยอมรับว่าตัวเองเป็นก่อน ไม่ต้องปิดกั้นตัวเอง ไม่ต้องอายถ้าเรามีปัญหาสุขภาพจิตจริง ๆ ก็ไปพบจิตแพทย์ค่ะ การไปหาจิตแพทย์ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนบ้า วิกลจริต ภาวะความเครียดเราเชื่อว่ายิ่งสังคมทุกวันนี้ เกือบทุกคนมีสภาวะความเครียด จากตามข่าวก็น่าจะพอเข้าใจ ถ้าไม่มั่นใจเราเป็นมั้ย? ไปพบแพทย์จะมีคำตอบและรักษาได้ถูกทางค่ะ โรคทางจิตเภทมีเยอะมาก ละเอียดอ่อนมากนะ ใครที่รู้สึกไม่โอเค เราพูดจริง ๆ ไปเถอะค่ะ รวมถึงควรบอกคนที่บ้าน คนใกล้ตัว ครอบครัว ว่าเราเป็นอะไร ยังไง เพราะกำลังใจจากคนที่บ้านคือพลังที่ดีที่สุดรองลงมาจากพลังตัวเราเอง

ส่วนคนที่ปกติ เราอยากให้เข้าใจคนที่มีสภาวะปัญหาสุขภาพจิต มันละเอียดอ่อนมากๆ อย่าตำหนิ อย่าด่าทอ อย่าต่อว่าแบบผิดๆ เช่น โง่ บ้า ประสาท ไม่มีสมอง ไม่รู้จักโต งี่เง่า ปัญญาอ่อน ไร้สาระ เรียกร้องความสนใจ อะไรที่เป็นลบๆแบบนี้ วิงวอนอย่าทำเลยค่ะ และ คำพูดที่ว่า ใคร ๆ ก็เป็น ใครๆก็เจอ ทุกคนก็มีปัญหา หรือ แม้แต่คำว่า “สู้ๆ” ตัดออกจากความคิดเลยค่ะ ใช้ไม่ได้ค่ะ มันยิ่งทำให้คนที่มีสภาวะทางด้านจิตใจทรุดหนักกว่าเดิม กดดันกว่าเดิม รู้สึกแย่กว่าเดิม รู้สึกด้อยค่ากว่าเดิม

สำหรับคนที่อยากตาย เอาจริง ๆ เขาไม่ได้อยากตาย ใครก็รักชีวิตตัวเองทุกคนค่ะ แต่ด้วยความสารในสมองเขาเสื่อม มีปัญหา ขาดความสมดุล มันเลยทำให้เขามีความคิดอยากฆ่าตัวตาย หยุดต่อว่าเขา และ รับฟังปัญหา เป็นผู้ฟังที่ดีให้แก่เขา ไม่รู้จะพูดอะไร ก็ กุมมือ กอดไหล่ โอบกอด บอกเขา “เธอมีเราอยู่ตรงนี้นะ” ทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้โดดเดี่ยว ทำให้เขาสัมผัสได้จริง ๆ ว่าเขามีเราเป็นมิตร และ ข้อสำคัญให้เกียรติเขาเหมือนคนทั่วไป ให้เกียรติไปถึงความไว้ใจที่เขามอบให้ ถ้าเขาเล่าอะไรที่เป็นเบื้องลึกความเป็นสภาวะจิตใจของเขาให้เราฟัง นั่นคือ เขาไว้ใจเรา ให้เกียรติความไว้ใจความเชื่อใจที่เขาให้มา อย่าทำร้ายเขาด้วยการฟังแล้วเอาไปนินทาพูดต่อหัวล่อเป็นเรื่องตลก คนที่ทำแบบนี้ไปมาจิตใจอาจจะต่ำและแย่กว่าคนที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตก็ได้

สุดท้ายฝากถึงทุก ๆ คนเลย รักตัวเองให้มาก มากพอที่เราจะมีเหลือแบ่งปันคนอื่น มากพอที่เราจะพร้อมเข้าใจคนที่แย่กว่า ด้อยกว่า คนที่ขาด คนที่ไม่มี และ มากพอที่จะใส่ใจความรู้สึกตัวเอง จิตใจตัวเอง สุขภาพตัวเอง แบบไม่สะท้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง บางคนลดหุ่นอย่างหักโหมไปมาพัง เสียชีวิตจากการออกกำลังกายอย่างเกินพอดีก็มีให้เห็น อะไรเยอะไปก็ไม่ดี อะไรน้อยไปก็ไม่ดี สายกลางอย่างมีความสุขกับชีวิต เพราะชีวิตเรามีชีวิตเดียว และ คนรอบข้างเขาก็มีชีวิตเดียว ดูแลใจตัวเอง และเอื้อเฟื้อที่จะมีใจแบ่งไปดูแลคนอื่นบ้าง ความสุขทางจิตใจก็เกิดขึ้นแล้วค่ะ ใจดี กายดี ชีวิตดีแน่นอนค่ะ


สามารถติดตามได้ที่ FB & IG : tipsyisahealthygirl

เรื่อง : วรัญญา งามขำ



กำลังโหลดความคิดเห็น...