xs
xsm
sm
md
lg

จากเด็กน้อยร่างผอมบาง สู่หนุ่มหล่อล่ำบึ้ก! "ฟ้าใส พึ่งอุดม"

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

จากเด็กหนุ่มผอมบางร่างน้อยที่ต้องการการออกกำลังกายเพียงเพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ตนเอง จนเรียกได้ว่าสร้างประสบการณ์ส่วนตนในเรื่องการออกกำลังกายไปในคราวเดียวกัน มาจนวันนี้ ฟ้าใส พึ่งอุดม ผู้ก่อตั้ง Fit Junction สถานฟิตเนสสำหรับผู้ที่อยากจะมีรูปร่างที่ดีโดยเฉพาะ ที่ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านดังกล่าวอีกหนึ่งคนในวงการ จนเรียกได้ว่าการออกกำลังกายของเขานั้นน่าจะเป็นบทเรียนให้แก่ใครหลายๆ คนได้ดีทีเดียว

อยากให้ช่วยเล่าถึงชีวิตที่ก่อนมาออกกำลังกายหน่อยครับ

ผมเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่อายุ 15 ซึ่งเริ่มดูแลตัวเองค่อนข้างเร็ว แต่ก่อนหน้านี้ผมก็เป็นเด็กธรรมดาปกติทั่วไป เป็นเด็กเนิร์ด ชอบอ่านหนังสือ เรียนหนังสือ และเรียนพิเศษ ทำกิจกรรม แต่ไม่ได้มีการดูแลตัวเองเท่าไหร่ บุคลิกภาพไม่ค่อยดี ไม่มีความมั่นใจตัวเอง แล้วก็โดนเพื่อนแกล้ง แถมมีรูปร่างที่ผอมบอบบาง อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยได้เข้าสังคมเท่าไหร่ เราเลยมีความคิดว่าจะต้องออกกำลังกาย... จากที่กล่าวมาเราเลยเริ่มสนใจที่จะดูแลตัวเอง ด้วยกีฬาชนิดแรกคือยูโด ได้เล่นกีฬาชนิดนี้เรารู้ตัวเลยว่าเรามีร่างกายที่ไม่แข็งแรงจริงๆ เพราะเพียงแค่ทำการบริหารร่างกายเราก็มีความรู้สึกอาเจียนแล้ว พอดีมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งเขาชวนเราไปยกเวต เราก็เลยตามเขาไป พอเราได้ออกกำลังกายในลักษณะนี้ก็เลยมีความรู้สึกว่าชอบมากกว่า


ปัจจัยหลักที่ทำให้หันมาออกกำลังกายเลย คืออะไรครับ

ตอนเด็กๆ ผมอ่านหนังสือแนวปรัชญา พวกซุนวู พิชัยยุทธสงคราม เพราะเราเกิดมาในครอบครัวที่ยึดหลักสัจนิยม หมายถึงว่าเป็นการมองโลกในแง่จริง เราเลยเข้าใจว่าการมีอำนาจเป็นสิ่งสำคัญ หมายความว่าการมีอำนาจของร่างกายที่ทำให้เราไม่โดนแกล้งมันสำคัญมาก แล้วพอถึงจุดหนึ่งที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นปุ๊บ การถูกแกล้งนั้นถ้าเรายอมต่อไปในอนาคต เราจะกลายเป็นคนหงอทันที แล้วจะทำยังไงให้เราไม่โดนสิ่งนั้น เราก็ต้องหันมาออกกำลังกาย การได้เรียนสิ่งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้หันมาดูแลตัวเอง เพราะแค่เรียนอย่างเดียวคงจะสู้เขาไม่ได้ มันต้องได้ปฏิบัติด้วยซึ่งจะส่งผลให้แข็งแรงทั้งหมด โดยส่วนตัวผมเองก็เป็นคนที่จริงจังมาก เราเลยต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเดี๋ยวนั้นเลย

จากการออกกำลังกายมาตั้งแต่ตอนนั้น ผมใช้หลักทฤษฎีสามเหลี่ยมของมาสโลว์ อยากตอนเด็กๆ ผมไม่มีความปลอดภัย ทำให้ร่างกายอ่อนแอ มันเป็นช่องว่างที่ทำให้คนในสังคมแกล้งเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการโดนเดินชน หรือว่าเพื่อนที่มีลักษณะนิสัยไม่ดีมาโอบคอเราแล้วลากเราไปไหนก็ได้ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่คนเราจะต้องมี ความแข็งแกร่ง ที่จะทำให้ไม่มีใครมายุ่งกับเราได้ ก็เลยต้องทำให้เราต้องไปออกกำลังกาย ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไป ถ้าเราได้ความปลอดภัยอย่างที่ว่าดีแล้ว มันก็จะได้ในเรื่องของการยอมรับตัวเองว่าเราก็มีคุณค่าในสังคมนะ เพราะว่าเราไม่โดนแกล้งแล้ว ปัญหาพวกนี้ถ้าไม่ได้ถูกแก้เลยเราอาจจะเป็นคนที่เก็บกด หรือ เมื่อเรามีอำนาจแล้วเราก็อาจจะไปแกล้งคนอื่นต่อ ปมด้อยนี้เป็นปัญหาที่ผมจะต้องแก้ด้วยตัวเอง ซึ่ง ณ ตอนนั้นถือว่าโชคดีมากที่รู้ตัวทัน เราเลยมาออกกำลังกายเพื่อลดปมด้อยดังกล่าว


อยากให้ช่วยเล่าถึงการออกกำลังกายในตอนนั้นหน่อยครับ

อย่างที่บอกว่าช่วงแรกของการออกกำลังกายของผมก็คือ เล่นยูโดก่อน ตอนแรกสุดของการเล่นยูโดก็ต้องมีการวอร์มอัพ ต้องมีการกลิ้งอะไรก่อน อย่างที่เล่าไปว่า แค่วอร์มก็เหนื่อยแล้ว เราไม่ไหว เราก็เปลี่ยนมาเป็นเวทเทรนนิ่ง หลักๆ แล้วผมจะไม่ได้เริ่มเหมือนคนทั่วไปที่ยกเวตเพื่อให้หุ่นดี ในตอนนั้นผมไม่สนใจสิ่งนี้เลย เราคิดแค่ว่าอยากจะแข็งแรงและแข็งแกร่ง ในตอนนั้นเราก็อ่านการ์ตูนเรื่องบากิ เราก็อยากที่จะเป็นแบบในการ์ตูนบ้าง อารมณ์ว่าไม่มีใครสู้ได้ ถึงขนาดที่ว่ากินไข่วันละ 10 ฟองเลย

แต่ในช่วง 2 ปีแรก ผมเรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็นช่วงแห่งการมั่วเลย เพราะว่าความรู้ในแบบภาษาไทยมันยังไม่มีเยอะ มันก็ยังไม่มีใครที่จะนำข้อมูลที่ถูกต้องมาเผยแพร่ให้น่าเชื่อถือได้ พอจะไปหาหนังสือแนะนำ ที่เจอก็ไม่ค่อยมีหลักการเท่าไหร่ จนกระทั่งเราตัดสินใจว่าจะหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างประเทศ เลยทำให้ได้หาข้อมูลจากหลายๆ เว็บเลย จุดเปลี่ยนแบบจริงจังก็เริ่มตั้งแต่อายุ 18 ตอนนั้นมีกล้ามขึ้นแล้ว น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 85 กิโลกรัม ถือว่าใหญ่มาก ถึงขนาดที่ว่าสามารถยกรถเก๋งให้ลอยก็ได้ กลายเป็นวัยรุ่นที่บ้าพลังขึ้นมา เพราะเราเน้นกินไข่อย่างเดียว กินนมวันละ 5 ลิตร เรียกว่าทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อที่ให้เราแข็งแกร่งขึ้น

เป้าหมายในตอนนั้นก็คืออยากที่จะปลอดภัยในชีวิตซึ่งเป็นหลักสูงสุด แต่ผลลัพธ์ในครั้งแรกก็คือเป็นคนที่ตัวใหญ่เหมือนนักมวยปล้ำเลย แล้วเรารู้สึกโอเคกับมันเพราะไม่มีใครมาหาเรื่องเราแล้ว เราแค่ไปยกรถให้เขาเห็นเขาก็วิ่งหนีแล้ว แต่ช่วงนั้นก็ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนแบบที่บอกก็คือว่า ยิ่งได้อ่านข้อมูลจริงๆ ก็ทำให้เราเข้าใจได้จริงๆ ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มของ Fit Junction ในตอนนี้เลย


หลังจากที่มั่วมาตลอด เรากลับมาออกอย่างถูกหลักยังไงบ้างครับ

พูดง่ายๆ คือ เริ่มจริงจังมากขึ้น

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราใช้ข้อมูลแบบผิดๆ มาตลอด แต่พอเราได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ก็ทำให้เรามีการเปลี่ยนแปลง บุคคลที่ทำให้เรามีการปรับเปลี่ยนการออกกำลังกาย คือ คุณจอห์น เบอราดี้ คือทุกวันนี้ผมยังนับถือเขาอยู่ วิธีการซื้อหนังสือที่เขาเขียนขึ้นมาทุกเล่ม เพราะว่าเราอ่านบทความของเขามาตั้งแต่ตอน 16-17 พูดง่ายๆ ว่าความรู้ที่เราได้รับสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้จริงๆ

ด้วยความที่เขาเป็นนักโภชนาการ เขาจะเน้นในเรื่อง pactical คือ สามารถเอามาใช้ได้จริง เขาจะไม่เสียเวลาในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ จะให้องค์ความรู้แบบจริงๆ เช่น การรับประทานอาหารและการดูเรื่องสารอาหารเป็นหลัก เขาจะไม่สอนว่าต้องกินข้าวเช้าเวลานี้นะ แต่เขาจะมาดูในหลักที่ว่าในแต่ละวันนั้นรับสารอาหารแต่ละชนิดเพียงพอหรือยัง ให้ความรู้ว่าโปรตีนสำคัญอย่างไร แล้วหลักๆ ที่สำคัญก็คือเขาสอนว่าทำอย่างไร ไม่ใช่ทำไม หลักการตรงนี้เราก็นำมาใช้ในการทำธุรกิจของตัวเองด้วยว่าเราต้องสอนความรู้ให้ครอบคลุม


การออกกำลังกายก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องไม่เริ่มรีบมาก

คือพากันเร่งรีบก็ต้องอิงทำฐานความเป็นจริงด้วย อย่างบางคนฝันอยากจะมีหุ่นแบบดารา แต่เราก็มีงานประจำ ฉะนั้นแล้วเราจะต้องคิดก่อนว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง ชีวิตเรามีข้อกำหนดอะไร เราจะต้องทำให้ได้ ไม่ใช่ว่าไปฝันอย่างเดียว เพราะว่ามันก็เป็นเรื่องของความเป็นไปได้ด้วย สุดท้ายแล้วถ้าจะให้เป็นหัวข้อเดียวกัน คือมันเป็นตามหลักความเป็นจริง อย่างที่ผมบอกไปว่าเราเป็นคนที่มีสัจนิยม ก็คือเรื่องจริง เราจะต้องมองตัวเองก่อนว่าเราจะทำได้ไหม เรามีเงินพอไหม เรามีเวลาพอหรือเปล่า แล้วเราก็จะสามารถคิดเองว่า แบบนี้ทำได้ แบบนั้นคงทำไม่ได้ แต่เราจะไม่มามโน ต้องดูการกระทำ

แล้วสารที่อยากจะสื่อออกไปก็คือ หลายๆ คนอยากจะมีสุขภาพที่ดี แต่ก็ไม่ยอมทำสักที อันนี้ถือว่าเป็นปัญหาคลาสสิกมากที่คนไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง อย่างทุกครั้งที่เราอยากจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิต มันก็ต้องมีการลงมือทำเสมอ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ตั้งแต่วัยรุ่นว่า ถ้าขยันทำแทบตายแต่ถ้าลืมคิดถึงหลักการ มันก็เท่านั้น ถ้ามีหลักการแล้วความขยันมาบวกกัน แล้วเกิดเป็นวินัยขึ้นมาก็จะทำให้เกิดผลได้ เลยทำให้ผมมีค่าตั้งแต่อายุ 18 ซึ่งนำเทรนด์ไปก่อนเพื่อนเลย


เหมือนกับว่าร่างกายของเราก็คือการต่อยอดในการทำงาน ประมาณนั้น

เปรียบง่ายๆ ว่า ถ้าเราออกกำลังกายแบบทั่วไป รวมถึงการบริโภคอาหารที่ดี หมายถึงว่าถ้าเราทำอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ถูกต้อง มันอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่าไหร่ อย่างทัศนคติที่เจอมาบ่อยก็คือว่า เพื่อนบางคนก็จะมาถามว่าทำไมใช้ชีวิตไม่คุ้มค่าเลย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมไปถ่ายรายการทีวี ตากล้องรายการนั้นเขาบอกกับผมว่าใช้ชีวิตไม่คุ้มเลย รู้สึกเสียดายแทน ตอนนั้นเรารู้สึกว่ายังไม่มีอำนาจมากพอ เราเลยคิดในใจแปลว่าเดี๋ยวสักวันเราจะต้องรวยให้ได้ ผมก็อยากจะให้แค่คิดไปว่าถ้าเกิดใช้ชีวิตสํามะเลเทเมาแล้วร่างกายกลับมาพังตอนอายุ 30 กว่าๆ คุณก็จะมีการบ่น แล้วก็กลัวที่จะออกกำลังกาย

ดังนั้น 1. เวลาที่เราควรจะดูแลตัวเอง เราควรคิดเสมอว่าการดูแลตัวเองมันตอบโจทย์ทั้งในเรื่องการเงิน เพราะว่าเราไม่เสียเวลากับการป่วย 2. คือตอบโจทย์ในความมั่นใจในชีวิต ขอแค่ไม่มีพุง คุณก็สามารถเข้าไปพรีเซ็นต์งานในที่ประชุมได้อย่างมั่นใจแล้ว แล้วมันทำให้อาวุธในการทำงานของเราคมขึ้นด้วย กำลังคิดว่าการออกกำลังกายของตัวเองมันเป็นการลงทุนระยะยาว หลายๆ ครั้งที่คุณอ้างความสุขในชีวิตแต่คุณลืมในเรื่องการลงทุนกับร่างกายตนเอง ทำให้หลายๆ คนก็ยังใช้ชีวิตแบบเดิมอยู่ ถามว่ากินได้ไหม ก็กินได้ แต่ว่ามันจำเป็นที่จะต้องกินขนาดนั้นหรือเปล่า กินแล้วก็ต้องกินแล้วก็ต้องคิดด้วย


อยากจะบอกอะไรกับคนที่กำลังออกกำลังกายที่กำลังท้อ หรือบางคนที่ล้มเลิกไปในระหว่างทางครับ

ผมขอใช้หลักจิตวิทยาในการบอกแล้วกันนะครับว่า สาเหตุที่คนเลิกออกกำลังกายกลางคัน เพราะว่าเขาไม่ได้ใช้การตอบสนองเป็นตัวนำ เขาใช้ความต้องการเป็นตัวนำ คือถ้าใช้คำว่าการทำกิจกรรมตลอดชีวิต มันทำเพราะว่ามันจำเป็นต้องทำ ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าเราไม่กินข้าวเราก็มีสิทธิ์เสียชีวิตได้ หรือถ้าเราไม่ทำงานเราก็มีสิทธิ์ที่จะจน การออกกำลังกายในบางครั้งเราอาจจะตั้งเป้าหมายผิดไป อาจจะมองเห็นผลลัพธ์ในระยะสั้น เช่น อยากหุ่นดีเพื่อที่จะไปอวดสาว แล้วพอมีแฟนปุ๊บก็ปล่อยตัวให้อ้วนทันที เพราะว่าความหนักแน่นในการต้องการของเรามันไม่ชัดเจน สิ่งที่ควรต้องทำ คือ คุณวางเป้าหมายว่าจะออกกำลังกายไปเพื่ออะไร อย่างที่ผมบอกไปว่าถ้าเราออกกำลังกายแล้วเราจะรวย มันหมายความว่าเราสามารถที่จะนำร่างกายไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ด้วย

ในฐานะเป็นพลเมืองคนหนึ่งของประเทศ การที่เรามีสุขภาพดี เราก็ไม่สร้างภาระให้แก่คนอื่น ผมถือว่าสุดยอดแล้ว การที่เราไม่มีอาการป่วยเราก็สามารถที่จะช่วยลดงบประมาณที่จะมารักษาร่างกายตัวเราเองไปได้พอสมควร ซึ่งมันก็มาจากการเลือกกินของเราด้วย ฉะนั้น การออกกำลังกายผมอยากให้ใช้คำว่า แรงบันดาลใจไม่สำคัญเท่ากับความรับผิดชอบ หรือในเรื่องของความจำเป็น ถ้าคุณยังเป็นคนหนุ่มสาว การออกกำลังกายมันคือการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีกว่า แต่ถ้าเป็นในวัยผู้ใหญ่ เราจะต้องคิดถึงคนข้างหลังของเรา หรือคิดถึงตัวเราในยามแก่ชรา เช่นว่า ถ้าคุณอายุประมาณ 40 ถึง 50 แล้วไม่ดูแลร่างกายตัวเอง พอถึงอายุประมาณ 60 เตรียมตัวเจอกันได้ที่โรงพยาบาลได้เลย

และเมื่อเราได้ออกกำลังกายแล้วจะต้องทำเป็นกิจวัตรเลย แล้วถ้าเราเลือกที่จะออกให้ไม่กระทบกับตัวเองมากไป เราก็เลือกที่จะออกกำลังกายให้เหมาะกับตัวเอง เช่นว่า ถ้าจะให้ไปยกเวตวันละ 2 ชั่วโมง สำหรับคนทั่วไปถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก อาจจะเป็นว่า สัปดาห์หนึ่งถ้าเราว่างวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ไปออกกำลังกายในช่วงนั้นก็ได้ เพียงแต่ว่าวันธรรมดาก็เลือกกินให้มากขึ้น พูดง่ายๆ คือเราไม่ปล่อยให้ตัวเองอ้วนก็พอแล้ว


เปรียบก็คือ การออกกำลังกายก็ต้องเหมาะกับหน้าที่ความรับผิดชอบของเราด้วย

ถ้าให้สรุปโดยรวมเลย ถ้าเราเอาแรงบันดาลใจมาออกกำลังกายอย่างเดียว ผมคิดว่ามันไม่ยั่งยืน ถามว่าเราจะมีซิกซ์แพกไปเพื่ออะไร นอกจากว่าคุณจะเป็นดาราหรือนายแบบ แต่ลองตีมูลค่าของวินัยที่คุณสร้างมาว่า การที่คุณออกกำลังกายทุกวันมันเป็นวินัยหนึ่งที่ปลูกฝังให้ได้ทำอะไรอีกเยอะ นี่คือความคุ้มค่าที่เราน่าจะต้องทำ มันน่าจะเห็นภาพได้มากขึ้นว่า เราน่าจะไปต่อยอดได้ การที่เราไปโฟกัสผิดที่ ผมเปรียบประมาณว่าเราวางให้มันตื้นเกินไปมันอาจจะทำให้มีการล้มเลิกได้ง่าย แต่ผมเชื่อว่าต้องมีคนอยากรวยมากกว่าคนอยากมีซิกซ์แพก ผมเลยต้องออกกำลังกายเพื่อสร้างวินัย แล้วพอได้ความมีวินัยไปทำงาน ผมรู้สึกว่าสามารถทำงานได้ดีขึ้นเยอะเลย เลยเป็นที่มาว่าต้องหาความจำเป็นในการออกกำลังกายให้ได้ แล้วเราจะไม่ยอมแพ้

เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : Fit Junctions



กำลังโหลดความคิดเห็น...