ดวงตา เป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายที่ช่วยในการมอง การอ่าน ใช้ในการรับรู้ เรียนรู้ สิ่งต่างๆ และช่วยในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประวันมากมาย ซึ่งส่วนประกอบสำคัญอันหนึ่งในดวงตาก็คือเลนส์แก้วตา เลนส์แก้วตาของมนุษย์ตอนเกิดใหม่ ๆ จะใสไม่มีสี เพื่อให้การมองเห็นชัดเจน แต่ว่าหลังจากที่เราใช้ไปหลาย ๆ สิบปี ส่วนใหญ่อายุ 60 – 70 ปี ขึ้นไป เลนส์แก้วตาจะเริ่มขุ่นขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายขุ่นจนเวลามองออกไปคล้ายกับว่ามองผ่านกระจกฝ้า เป็นที่มาของชื่อว่า ต้อกระจก
พญ.ชมพูนุท ภูมิรัตนประพิณ จักษุแพทย์ เฉพาะทางโรคต้อหิน ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลหัวเฉียว กล่าวว่า ต้อกระจก เป็นโรคที่เกิดจากเลนส์แก้วตาเสื่อมสภาพจนมีความขุ่นมัวเกิดขึ้น ทำให้บดบังแสงที่จะผ่านเข้าไปในตา แสงจึงส่งผ่านไปยังประสาทตาไม่เต็มที่ ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนหรือมีอาการตามัวได้ ดังนั้นการรักษามีอยู่วิธีเดียวก็คือ การนำเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออก หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า ผ่าตัดลอกต้อกระจกนั่นเอง หลังจากเอาเลนส์แก้วตาออกแล้วจึงจำเป็นที่จะต้องมีเลนส์แก้วตาเทียมใส่เข้าไปในดวงตาตำแหน่งเดิมของเลนส์แก้วตาที่ต้อกระจกนั้นออกไป ซึ่งเลนส์เทียมที่ใส่นี้สามารถใช้ได้ตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนและยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเลนส์แก้วตาเทียมให้มีคุณภาพและความสามารถในการใช้งานได้ทั้งไกลและใกล้ หรือลดสายตาเอียงได้อีกด้วย ทำให้ผู้ป่วยมีการมองเห็นที่ดีขึ้น และลดปัญหาการใช้แว่นสายตาลงได้
ในส่วนของการดูแลปฏิบัติตัวหลังการเข้ารับการรักษา ห้ามไม่ให้น้ำหรือฝุ่นละอองเข้าตา ห้ามการปฏิบัติที่จะก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนถึงตา ยาหยอดตาที่แพทย์ให้ไปควรหยอดตา เฉพาะข้างที่ผ่าตัดเท่านั้น หลีกเลี่ยงโลชั่นหรือการแต่งหน้ารอบ ๆ ดวงตา ใส่แว่นกันแดด ขณะออกไปข้างนอก หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีฝุ่น ควันเยอะ อาจมีอาการตาแดง เคืองตา ไม่สบายตา อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ลดลง และการมองเห็นจะดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังผ่าตัดเดือนแรก ลดการ ยกของหนัก และลดการทำงานหนักที่จะกระเทือนถึงตาได้ ควรมาตรวจเพื่อติดตามผลการรักษาตามที่แพทย์นัด
ปัจจุบัน ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลหัวเฉียว มีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญประสบการณ์สูง ให้บริการดูแลรักษาโรคและอาการที่เกี่ยวกับดวงตา ด้วยเครื่องมือทันสมัยในการตรวจวินิจฉัย ผ่าตัด หรือเลเซอร์ เพื่อให้ผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการได้รับการรักษาที่ดีที่สุด
(พื้นที่ประชาสัมพันธ์)


