xs
xsm
sm
md
lg

เดินไม่ได้มา 14 ปี แต่สุดท้ายเขาก็เข้าเส้นชัยในงานวิ่ง! : เก่ง-ธนิตศักดิ์ ภูววิทย์ศศิธร

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

จากเหตุไม่คาดฝันเมื่อ 14 ปีก่อน ทำให้ชายหนุ่มที่เป็นความหวังของครอบครัวกลับต้องมาประสบเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องกลายเป็นคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่สามารถเดินได้เป็นปกติได้อีก ทำให้ต้องนอนติดเตียงนานถึง 4 ปี ด้วยความทุกข์และความขมขื่นในจิตใจเช่นนี้อาจทำให้ใครหลายคนเกิดความคิดที่จะจากโลกนี้ไปเพื่อจบปัญหา แต่ไม่ใช่กับเขาคนนี้

“เก่ง-ธนิตศักดิ์ ภูววิทย์ศศิธร” นักวิ่งที่เข้าเส้นชัยเป็นคนสุดท้ายในงาน “วิ่งด้วยกัน ปี 4 The Championship” กับระยะทาง 2 กิโลเมตร ใช้เวลาไป 4 ชั่วโมง 120 ก้าว

ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เขาสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง หลังจากเคยเป็นคนที่นอนติดเตียงมานาน แถมระยะทาง 2 กิโลเมตร ครั้งนี้ยังเป็นระยะทางที่ทำให้เขาได้กลับมาเดินไกลที่สุดในชีวิตอีกครั้งในรอบสิบปี ทั้งนี้เพราะได้กำลังใจที่ดีจากครอบครัว คนรอบข้าง รวมถึงตัวเองจึงทำให้เขากล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาและเอาชนะมัน

14 ปี ที่ชีวิตต้องพบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีก่อน ตอนนั้นผมยังเป็นวัยรุ่นอยู่ แล้วบังเอิญเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ‘ผมถูกยิง’ ความร้อนจากกระสุนปืนไปโดนเส้นประสาทที่ไขสันหลัง ทำให้มันส่งผลถึงระบบต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงเส้นประสาทที่ขาด้วย ผมเดินไม่ได้ ขยับตัวไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มานาน ต้องนอนนิ่งอยู่กับเตียง 4 ปี ก็นานเหมือนกันสำหรับเรา เพราะทำอะไรไม่ได้ ทำได้แต่กายภาพบำบัดมาเรื่อยๆ จนสามารถนั่งได้

พอนั่งได้ ผมก็นั่งวีลแชร์อยู่ในบ้าน แต่ก็ยังขยับไปไหนไม่สะดวก เพราะเรายังเดินเองไม่ได้

กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา และหาวิธีเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ด้วยความที่นั่งวีลแชร์มานานสิ่งที่ทำได้ก็มีไม่มาก ไม่ค่อยได้ออกไปไหน อยู่บ้านก็กินกับนอนไปเรื่อย ก็เริ่มอ้วนขึ้น จนเราคิดว่าน่าจะลดน้ำหนักได้แล้วนะ แล้วผมก็ได้มีโอกาสไปเจอคลิปของฝรั่งอันหนึ่ง เขานั่งวีลแชร์เหมือนกันเลย แต่เขาออกกำลังด้วยการเล่นโยคะ แล้วจู่ๆ วันหนึ่งเขาก็ลุกขึ้นมาวิ่งได้ เดินได้ ตรงนี้ฉุดความคิดของเราขึ้นมาได้ว่าถ้าเราทำแบบเขาได้บ้างก็คงดี เราน่าจะลองออกกำลังกายดู ผมเลยเริ่มออกกำลังกายมาตั้งแต่ตอนนั้นครับ

ครั้งแรกที่ลุกขึ้นมาเดินยากมากเหมือนกัน ต้องเริ่มตั้งแต่เหยียดขา ฝึกยืน แล้วค่อยๆ พัฒนาไปจนกว่ามันจะเริ่มก้าวขาได้ เริ่มจากใช้วอล์กเกอร์ที่ยืน 4 ขา ฝึกยืนนานๆ ก่อนจะได้ไม่ปวดเข่า แล้วก็ทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย หลังๆ ก็มีเล่นเวตเทรนนิ่งบ้าง เดินในน้ำบ้างเพราะการเดินในน้ำจะช่วยพยุงน้ำหนักเราได้ส่วนหนึ่งทำให้เราไม่ต้องแบกตัวเองเดินแบบปกติครับ

หลังจากนั้นก็ได้ไปร่วมในงานวิ่งครับ ผมไปปั่นวีลแชร์ เพราะผมอึดอัดที่ปั่นในบ้านได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากแคบและพื้นที่น้อย รายการล่าสุดเพิ่งจบไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งผมจะไปปั่นในงานวิ่งแบบนี้ค่อนข้างบ่อย ผมชอบไปงานวิ่งเพราะเราได้ออกไปเจอผู้คน ได้ผ่อนคลายจากความเครียดที่มีอยู่ สนุกดีด้วย อีกอย่างช่วยให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้นด้วยครับ ตอนนี้ผมสามารถปั่นวีลแชร์ไปได้ถึงระดับมาราธอน 42 กิโลเมตรครับ

กลับมาเดินได้อีกครั้งในรอบสิบกว่าปี

เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ผมได้เห็นในเฟซบุ๊ก ‘งานวิ่งด้วยกัน’ เห็นคนนั่งวีลแชร์เขาก็ไปกัน คนตาบอดเขาไปวิ่งกัน ผมได้เห็นพี่คนหนึ่งเขาเดินเข้าเส้นชัยด้วยไม้เท้า พอเห็นเรารู้สึกว่ามันดีนะ ดูเขามีความสุขดี เราน่าจะทำได้อย่างเขาบ้าง ก็เลยอยากลองไปดูบ้าง

ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมากนะครับ ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะทำได้ขนาดนั้น จนพี่สาวมาท้าว่า ‘ถ้าทำได้ พี่จะพาไปเที่ยว ลองไปเดินดูนะ’ เหมือนเขาอยากให้เราลองดู ก็เลยท้ามาแบบนั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า ไม่มั่นใจแต่ก็อยากลองดูสักตั้ง เลยได้มาสมัครในปีนี้

การเตรียมตัวก่อนจะไปงานนี้ ผมใช้เวลาฝึกอยู่นานเหมือนกันครับ ต้องฝึกหลายๆ อย่าง มีฝึกเดิน ฝึกกายภาพ ฝึกเวต คุมอาหารเพื่อให้น้ำหนักลด จะได้ไม่เป็นภาระเวลาเดิน แต่ก็มีหลุดบ้าง ไม่ได้คุมตลอด แต่ก็ไม่ถึงกับคุมไม่ได้เลย ทำเท่าที่เราทำได้ครับ

ตอนไปเดินในงานมีหลายความรู้สึกมากเลยนะครับ เจ็บด้วย ปวดด้วย กดดันนิดๆ ด้วยเหมือนกัน เพราะคนอื่นเขาต้องมารอเรา เกรงใจเขา แต่มันก็เป็นความเกรงใจปนความอบอุ่นนะครับ เพราะทุกคนเป็นกันเองมาก ดูแลดีมาก อีกอย่างงานนี้ชื่องานว่า ‘วิ่งด้วยกัน’ จึงจำเป็นต้องมีคนวิ่งด้วย ในกรณีของผมไปขอทีมงานว่าผมอยากเดิน เขาก็เลยมีทีมงานคอยดูแล


ผมไม่ได้ท้อหรืออายที่เดินเข้าเส้นชัยเป็นคนสุดท้าย เพราะอย่างน้อยเราก็ทำได้สำเร็จ ดีใจเสียอีกที่เราไม่ล้มไปก่อน หรือคิดล้มเลิกไปก่อน ซึ่งพอไปลงวิ่งจริงๆ ในหัวตอนนั้นผมไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลยนะครับ คิดแต่ว่า ‘เราต้องทำให้ได้’ พอทำได้ มันเหมือนเราได้ก้าวขึ้นไปอีกขั้น ผมตั้งเป้าหมายว่าจะไปลงงาน ‘วิ่งด้วยกัน’ ปีที่ 5 อีก เพราะผมอยากกลับไปทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม จะฝึกฝนและฝึกกายภาพ และทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอนครับ

กำลังใจและแรงผลักดันทำให้ฮึดสู้

ผมได้กำลังใจมากมายเลยครับ โดยเฉพาะครอบครัวสำคัญมากครับ ทั้งแม่ พี่สาว น้องชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องก็คอยช่วยเหลือตลอด ตอนที่ผมเริ่มจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แรกๆ ก็ยากเพราะผมขยับตัวไม่ได้ ก็ได้น้องชายที่คอยไปรับไปส่ง คอยอุ้ม คอยเทกแคร์ พอเขารู้ว่าจะไปวิ่งในงาน ‘วิ่งด้วยกัน’ เขาสนับสนุน

อีกทั้งส่วนหนึ่งกำลังใจของผมก็มาจากคนรอบตัว เพื่อนๆ ที่คอยรับฟัง คอยอยู่ข้างๆ ให้กำลังใจเราเสมอ อย่างเวลาที่ผมไม่ไหว หรือเกิดเครียดขึ้นมาจริงๆ ก็จะโทร.ไปหาเพื่อน ระบายให้เพื่อนฟังบ้าง ให้น้องฟังบ้าง ผมมีความเชื่อว่า ‘ถ้าเราอยากเป็นคนแบบไหนให้พาตัวเองไปหาคนแบบนั้น ถ้าอยากเป็นคนคิดในแง่บวกก็พาตัวเองไปหาคนที่เขาคิดในแง่บวก’ ผมว่าเป็นกำลังใจที่ดีมากๆ เลยครับ

นอกจากนี้ ที่สำคัญผมยังให้กำลังใจตัวเองด้วย เวลาที่ผมท้อหรือเหนื่อย ผมจะฟังเพลงที่ให้กำลังใจ ดูหนังที่ให้กำลังใจ ดูรายการทีวีที่สร้างแรงบันดาลใจ ส่วนตัวผมชอบดูรายการ Perspective จะดูบ่อยมาก เพราะเราได้อะไรจากคนที่เขามาออกรายการ ได้รู้ว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวนะที่กำลังเจอปัญหา หรือกำลังลำบากอยู่ คนอื่นเขายังสู้เลย เราก็ต้องสู้ได้ อะไรทำนองนี้ครับ

อยากส่งต่อกำลังใจดีๆ ไปยังคนอื่นต่อไป

ผมเปิดเพจ ‘WheelShare Together’ ขึ้นมา เป็นเพจเกี่ยวกับการให้พี่น้องวีลแชร์มาร่วมคุยกัน นัดกันไปออกกำลังกาย ผมก็ตั้งใจทำขึ้นมา เพราะอยากรวมคนที่เป็นเหมือนกัน เพื่อจะได้คุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ ด้วยกัน ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังใจครับ


ผมคิดว่าน่าจะมีอีกหลายคนที่ต้องเจอเหตุการณ์เช่นผม หรือความรู้สึกแบบผม ผมอยากให้เขามีความสุขกับการใช้ชีวิต มีความสุขกับการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ ผมเชื่อว่าความหวังและโอกาสมันมีเสมอครับ แค่เราเปิดใจและให้โอกาสกับตัวเอง อย่าทำอะไรที่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังว่า ‘วันนั้นเราไม่ได้ทำ’ ‘รู้งี้ทำดีกว่า’

ส่วนใครที่กำลังท้ออยู่ ผมอยากให้ลองไปยืนอยู่หน้ากระจก และยิ้มให้กับตัวเองบ้าง หัวเราะให้กับตัวเองบ้าง คุยกับตัวเองหน้ากระจกบ่อยๆ บอกรักตัวเองในกระจกเยอะๆ บอกเขาว่ายังมีคนที่ท้อและมีปัญหามากกว่าเราอีกมากมาย จะดีขึ้นได้ครับ ส่วนใหญ่ผมก็จะให้กำลังใจตัวเองแบบนี้ คุยกับตัวเองหน้ากระจกอยู่เสมอ เพราะตัวเราเองนี่แหละครับที่สามารถเป็นเพื่อนที่ดีให้กับตัวเองได้

เรื่อง : ศศิธร ตะนัยสี
ติดตามเรื่องราวดีๆ เพิ่มเติมได้ที่ : เพจ WheelShare Together



กำลังโหลดความคิดเห็น...