xs
xsm
sm
md
lg

จากคนหนัก 100 กิโลกรัม โรครุมเร้า สู่นักวิ่งสนามมาราธอนระดับโลก "นะ-นฤพนธ์ ประธานทิพย์"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

น้ำหนักตัว 100 กิโลกรัม! ตรวจสุขภาพพบทั้งความดันสูง คอเลสเตอรอลสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันเกาะตับ จนถึงขั้นเคยวูบหมดสติเป็นลมล้มในห้องน้ำ แต่เพราะรักลูก รักครอบครัว และรักตัวเอง จึงลุกขึ้นมาปฏิวัติโละพฤติกรรมเก่าๆ ทิ้ง เปลี่ยนเป็นการใช้ชีวิตใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเริ่มต้นจากการ “วิ่ง”

นะ-นฤพนธ์ ประธานทิพย์ นักวิ่งมือสมัครเล่นที่วันแรกเริ่มจากจุดสตาร์ทออกวิ่งไปได้ระยะทางเพียง 300-400 เมตร ก็เหนื่อยหอบ แต่เพราะยึดหลัก “ขยัน มีวินัย และอดทน” อาศัยการฝึกซ้อมและพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ปัจจุบันเขากลายมาเป็นนักวิ่งมาราธอนผู้พิชิต 6 สนามมาราธอน ระดับ World Majors และเป็น Six Star Finisher คนที่ 3 ของไทยที่ได้รับเหรียญพิเศษจาก Abbott World Marathon Majors มาครอบครอง

วันนี้เขาสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า “มาราธอนเปลี่ยนชีวิต” เขาจึงอยากส่งต่อคำแนะนำ รวมไปถึงความรู้ต่างๆ ที่มีให้แก่คนอื่นๆ หันมาเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายด้วย

น้ำหนักตัว 100 กิโลกรัม แถมโรครุมเร้าเพียบ!
หนักสุดในชีวิตคือเป็นลมหมดสติ ล้มในห้องน้ำ

ก่อนหน้านี้ผมใช้ชีวิตเหมือนกับคนทั่วไป เรียนหนังสือ จบมาทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน เข้างาน 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องสุขภาพอะไร พอหารายได้ได้เราอยากกินอะไรก็กิน กินเต็มที่ ยิ่งของมันๆ อย่างข้าวขาหมู ข้าวมันไก่จะชอบกินมากเป็นพิเศษ ใช้ชีวิตอยู่อย่างนั้นจนน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ กระทั่ง 100 กิโลกรัม

ตอนนั้นความอ้วนไม่ได้ส่งผลอะไรต่อการดำรงชีวิตอยู่เลยนะครับ เรากินอิ่ม นอนหลับ ใช้ชีวิตปกติ ก็มีความสุขดี แต่ส่วนตัวผมจะเช็กสุขภาพเป็นประจำทุกปี ปรากฏว่าทั้งพยาบาล ทั้งคุณหมอเช็กให้ พบว่าผมมีปัญหาเรื่องความดันสูง คอเลสเตอรอลสูงน้ำตาลในเลือดสูง ไขมันเกาะตับ คุณหมอจึงจ่ายยาให้มากิน แต่เราก็ยังใช้ชีวิตปกตินะครับ เพราะโรคเหล่านี้มันไม่ได้ส่งผลอะไรกับชีวิตผม อีกอย่างเรามีค่ารักษาพยาบาลของบริษัทสามารถเบิกได้ด้วยก็เลยไม่ได้กลัวอะไร จนกระทั่งวันหนึ่ง “ผมเป็นลมหมดสติ ล้มในห้องน้ำ”

ผมมีอาการวูบ จนเป็นลมหมดสติล้มในห้องน้ำ และผมได้ไปฟื้นที่โรงพยาบาล ซึ่งปกติผมไม่เคยแอดมิด ไม่เคยนอนโรงพยาบาลเลย มันเลยเป็นความรู้สึกที่แย่มาก ด้วยความที่ผมรักลูก รักครอบครัวมาก ลูกผมยังเด็ก อยู่ในวัยกำลังน่ารัก ถ้าเกิดเราเป็นอะไรไปคงจะแย่ วันนั้นผมเลยนอนคิดกับตัวเองว่า “เราทำงานหาเงินมาเพื่ออะไร ถ้าสุขภาพไม่ดีมันก็ไม่มีประโยชน์เลย ถ้าเป็นไปได้ หากลุกขึ้นไปได้อีกครั้ง เราจะทำอะไรกับร่างกายตัวเองบ้างแล้ว ขอโอกาสอีกครั้งเดียวพอ”

ตอนที่ผมล้มผมคิดแล้วว่าตัวเองต้องเป็นหนัก แต่ผลปรากฏว่าพอคุณหมอมาเช็กสุขภาพตอนเช้า ร่างกายผมยังโอเค ทุกอย่างยังโอเค ก็เลยโชคดีไป แต่คุณหมอก็บอกมาว่าถ้าผมยังใช้ชีวิตแบบเดิมๆ อยู่ พูดง่ายๆ เลยว่ามีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก

ตัดสินใจออกกำลังกายครั้งแรก หลังออกจากโรงพยาบาล

วันแรกที่ผมตัดสินใจวิ่งคือวันที่ผมออกจากโรงพยาบาล ผมบอกกับตัวเองแล้วว่า “หลังออกจากโรงพยาบาล จะวิ่งทุกวัน”

จริงๆ ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าจะออกกำลังกายยังไงดี เล่นกีฬาก็ไม่เป็น ไม่ได้มีทักษะอะไรเลย เพราะตอนเด็กๆ ผมเกลียดกีฬามาก ครั้งหนึ่งผมเคยเล่นฟุตบอล เคยไปคัดตัวกับเพื่อนๆ แต่กลับโดนคุณครูให้ออกคนแรกเลย เนื่องจากเห็นหุ่นผมแล้วมองว่าเล่นไม่ได้ สิ่งนี้ก็เลยฝังใจ ทำให้ผมไม่ชอบกีฬาเลย แต่ที่คิดว่าจะวิ่ง เพราะมองว่าถ้าเราเดินได้ เราก็น่าจะวิ่งได้

ตอนนั้นด้วยการวิ่งยังไม่เป็นที่นิยมนัก ผมจึงไม่มีข้อมูลอะไร ไม่รู้ว่าจะต้องวิ่งยังไง วิ่งวันละกี่นาที วันแรกผมไปวิ่งที่สวนรถไฟ ผมใช้รองเท้าคู่เก่าที่มีอยู่ ใส่เสื้อ กางเกงเก่าที่มีในตู้เสื้อผ้า ครั้งแรกวิ่งไปได้แค่ 300-400 เมตร ร่างกายก็ไปต่อไม่ไหว เหนื่อย หอบ หายใจไม่ทัน เพราะผมไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน แถมตอนนั้นผมอยู่ในวัย 40 ปีแล้วด้วย น้ำหนักตัวเยอะด้วย ทำให้ผมทรุดลงตรงนั้นเลยครับ

ในระหว่างที่วิ่ง ผมได้เห็นคนสูงอายุกว่าเรา บางคน 60 ปี 70 ปีแล้ว แต่เขายังวิ่งได้ เขาวิ่งผ่านผมไปแบบชิลๆ เลย ผมเลยคิดว่าถ้าเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้สิ วันนั้นผมร้องไห้เดินกลับไปที่รถ แล้วบอกกับตัวเอง “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เราค่อยมาใหม่”

วันรุ่งขึ้นผมไปวิ่งใหม่อีกครั้ง  ผมยังวิ่งได้ระยะทางเท่าเดิม เพราะเพิ่งผ่านมาแค่ 2 วัน แต่ผมก็ยังบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่” เพราะส่วนตัวผมเชื่อทฤษฎีทำเรื่อยๆ ทำซ้ำบ่อยๆ เดี๋ยวสักวันจะมีทักษะติดตัว

ต้องบอกก่อนว่าพื้นฐานผมมาจากครอบครัวคนจีน มีฐานะยากจน ที่บ้านขายอาหารตามงานวัด ผมมักจะได้ไปช่วยขายเป็นประจำ จริงๆ พ่อกับแม่ก็ไม่อยากให้เรียนหนังสือเท่าไหร่นะครับ แต่ผมอยากเรียนเลยแอบไปเรียนเอง ทำให้ผมตั้งใจเรียนหนังสือมาก เพราะผมจนไม่มีเงินเรียนพิเศษเลยทำให้ต้องอ่านหนังสือมากกว่าเพื่อนคนอื่น ในขณะที่เพื่อนอ่านแค่ 1-2 รอบ ผมจะอ่านหนังสือถึง 5-6 รอบ เพื่อให้จำได้และเข้าใจ กระทั่งผมสอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เลยทำให้ผมมีพื้นฐานตรงนี้ติดตัวมา

การวิ่ง มันเหมือนกับตอนที่ผมสอบคณะวิศวกรรมศาสตร์เลยครับ ตอนนั้นผมก็บอกกับตัวเองว่า “เราจะอ่านหนังสือทุกวันตั้งแต่ 4 โมงเย็น ถึงตี 4” และผมก็ทำเช่นนั้นทุกวันจนสอบติด ผมเลยมั่นใจว่าทฤษฎีนี้น่าจะใช้ได้ผลกับหลายๆ อย่าง ผมเลยนำมาใช้กับการออกกำลังกายด้วย

ตั้งแต่นั้นมาผมยังไปวิ่งทุกวัน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ จากในระยะเท่าเดิมที่เราเคยเหนื่อยหอบ เราก็ไม่เหนื่อยหอบอีกต่อไปแล้ว เพราะเราทำมันต่อเนื่อง ตรงนี้ทำให้เราเริ่มมีทักษะและนำมาพัฒนาตัวเอง ขยับระยะทางการวิ่งออกไปได้ไกลอีก เป็น 500 เมตร 600 เมตร 700 เมตร 1 กิโลเมตร 2 กิโลเมตร วันที่ผมดีใจที่สุดเลยคือวันที่ผมวิ่งได้ 1 รอบที่สวนรถไฟ โดยไม่หยุดพัก ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร กับคนอ้วน 100 กิโลกรัม มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากนะครับ ผมดีใจมาก ผมยังจำภาพวันนั้นได้อยู่เลย นั่นคือความสำเร็จครั้งแรกของผม

Fun Run 5 กิโลเมตรแรก สู่สนามมาราธอน

หลังจากนั้นผมวิ่งมาตลอด พอผมวิ่งมาเรื่อยๆ ผมก็วิ่งได้ต่อเนื่อง 5 กิโลเมตร และเพิ่มเป็น 10 กิโลเมตร ระหว่างนั้นผมก็ได้เจอคนรอบข้างที่วิ่งด้วยกัน เขาได้ชวนผมไปออกงานวิ่ง แต่ก่อนงานวิ่งจะมีไม่เยอะเหมือนปัจจุบัน สามารถไปสมัครหน้างานได้ ตอนแรกที่ไปก็กลัวๆ นะครับ กลัวว่าตัวเองได้ที่โหล่ กลัวคนที่อายุมากกว่าวิ่งแซงแล้วอายเขา เราจะกังวลมาก เพราะผมยังไม่มีประสบการณ์ในงานวิ่ง เลยไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปครับ

งานวิ่งแรก ผมใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงถึงจะเข้าเส้นชัย พอเข้าเส้นชัยแล้ว ดีใจและภูมิใจมากที่ไม่ได้เข้าเส้นชัยเป็นคนสุดท้าย ผมถือเหรียญกลับไปที่บ้านให้แฟนถ่ายรูปให้ ร้องไห้เลยครับ แต่ผมก็บอกกับตัวเองเหมือนกันนะว่า “พอแล้วเราจะไม่ลงงานวิ่งแล้ว” ผมขอวิ่งแบบตามสวนสาธารณะเหมือนเดิมดีกว่า แต่พอร่างกายเริ่มได้พัก เราจำความรู้สึกวันที่ได้รับเหรียญในงานวิ่งครั้งแรกได้ ผมเลยเปลี่ยนความคิดใหม่ว่าถ้ามีโอกาสผมจะไปลงงานวิ่งอีก ตั้งแต่นั้นมาผมจึงเริ่มไปงานวิ่งมากขึ้น และซ้อมวิ่งด้วยตัวเองมากขึ้น

ผมใช้เวลาประมาณ 2 ปี ขยับจาก 10 กิโลเมตร ไปสู่การวิ่งฮาล์ฟมาราธอน (Half Marathon) ระยะ 21 กิโลเมตร จบฮาล์ฟมาราธอนแรก ผมก็บอกกับตัวเองอีกครั้งว่า “ไม่เอาแล้ว เหนื่อย” เพราะเวลาร่างกายคนเราเหนื่อยตอนนั้นจะปฏิเสธทุกอย่าง แต่พอเราได้พักผ่อน กลับมาซ้อมวิ่งต่อ ก็ได้เห็นว่าร่างกายตัวเองเฟิร์มขึ้น แข็งแรงขึ้น ทำให้ผมมุ่งเป้าไปที่ฟูลมาราธอน (Full Marathon) ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

ฟูลมาราธอน (Full Marathon) แรกของผมจบด้วยระยะเวลา 4 ชั่วโมง 45 นาที ครั้งนั้นเป็นวันที่ผมดีใจมากเพราะมันเป็นที่สุดแล้วสำหรับนักกีฬาวิ่งสมัครเล่นอย่างผม จากนั้นผมจึงเริ่มหลงใหลในการวิ่งมาราธอน ระยะเวลาที่วิ่งก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากผมซ้อมวิ่งทุกวัน

คนไทยคนที่ 3 ที่วิ่งจบ 6 สนามมาราธอนเมเจอร์ของโลก
และพิชิต Six Star Finisher Medal ได้สำเร็จ

จริงๆ มันเป็นเรื่องไกลตัวผมมากเลยนะครับ ผมไม่รู้มี 6 สนามมาราธอนเมเจอร์ของโลกมาก่อน จนผมมีโอกาสได้ไปวิ่งที่ต่างประเทศ และรู้จักการวิ่งในสนามใหญ่มากขึ้น

มีครั้งหนึ่งผมได้ไปวิ่งมาราธอนที่โอซากา ประเทศญี่ปุ่น ผมวิ่งจบที่เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง ผมวิ่งเข้าเส้นชัยไปด้วยความสุขมาก แล้วผมก็ได้เจอคนญี่ปุ่นคนหนึ่งเขาถามผมว่า “อายุเท่าไหร่” ผมก็ตอบไปว่า “45 ปี” เขาก็เลยบอกมาว่า “ถ้าวิ่งเร็วกว่านี้อีก 5 นาทีจะได้ไปบอสตันมาราธอนแล้วนะ” ผมก็งงนะว่าบอสตันมาราธอนคืออะไร ทำไมต้องวิ่งให้ได้ 3 ชั่วโมง 25 นาที

ผมเลยกลับมาเสิร์ชกูเกิลดูเลยทราบว่าสนามมาราธอนเมเจอร์ของโลกจะมีทั้งหมด 6 สนาม คือ โตเกียว (Tokyo Marathon) ลอนดอน (London Marathon) เบอร์ลิน (Berlin Marathon) บอสตัน (Boston Marathon) นิวยอร์ก (New York City Marathon) และชิคาโก (Chicago Marathon) และถ้าใครวิ่งได้ครบ 6 สนามมาราธอนเมเจอร์ของโลก จะได้ลงทะเบียนเป็น “Six Star Finisher” และได้รับเหรียญพิเศษที่นักวิ่งหลายคนเรียกกันว่า “เหรียญพอนเดอริง” ครับ

โดยทั้งหมด 6 สนามนี้จะมี 5 สนามที่ต้องใช้ดวง ถ้าใครดวงดีก็มีโอกาสได้ไป ส่วนตัวผมสามารถลอตโต้ (ลอตโต้คือการสมัครใช้ดวงเพื่อจับสลาก) ได้ 3 สนาม คือที่ โตเกียว เบอร์ลิน และนิวยอร์ก ส่วนบอสตัน มาราธอนคือ 1 ใน 6 สนามมาราธอนเมเจอร์ของโลก ซึ่งบอสตันมาราธอนเป็นสนามวิ่งที่เก่าแก่มาก และการจะไปบอสตัน มาราธอนได้จะต้องใช้ฝีมือ ฝีเท้าตัวเอง ต้องทำเวลาวิ่งให้ได้ตามเกณฑ์ของเขาเท่านั้นถึงจะได้ไป

สนามแรกผมได้ไปวิ่งที่ โตเกียว มาราธอน ผมตั้งใจแล้วว่าจะเอาเวลาที่วิ่งที่โตเกียวไปบอสตันให้ได้ ผมวิ่งจบเข้าเส้นชัยที่ 3 ชั่วโมง 20 นาที เป็นเวลาที่เราสามารถนำไปสมัครวิ่งที่บอสตันได้แล้ว ผมดีใจมาก ครั้งนั้นตะโกนลั่นบอกกับตัวเองเลยว่า “ไอ้อ้วน ไอ้หมูตอน ไอ้ตือโป๊ยก่าย ทำได้แล้วนะ” ผมจึงได้สิทธิ์ไปวิ่งที่บอสตันมาราธอนในปี ค.ศ. 2018

ต่อมา สนามเบอร์ลิน มาราธอน เป็นสนามที่วิ่งสนุกมาก สนามนี้ผมวิ่งจบที่เวลา 3 ชั่วโมง 15 นาที เป็นเวลาวิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเลยครับ

ส่วน นิวยอร์ก มาราธอน สนามนี้ผมได้นำเวลาจบที่เบอร์ลินไปยื่นตอนคัดกลุ่มปล่อยตัว ผมได้อยู่บล็อก A อยู่ใกล้นักวิ่งอีลิตระดับโลกด้วย ซึ่งผมจบที่ระยะเวลา 3 ชั่วโมง 37 นาทีครับ

ลอนดอน มาราธอน เป็นสนามมาราธอนที่ผมลอตโต้ไปแล้วไม่ได้ แต่วันนั้นที่ผมวิ่งที่นิวยอร์กเสร็จปุ๊บ มีชาวต่างชาติที่เป็นเพื่อนผมในเฟซบุ๊กเขาเห็นโปรไฟล์ของผม รู้ว่าเรามาจากคนอ้วนที่มีปัญหาสุขภาพต่างๆ นานา เขาเลยแนะนำผมว่าให้ผมลองเขียนโปรไฟล์ของตัวเองไปขอโควตากับเขาตรงๆ แล้วคุณก็สัญญากับเขาว่าคุณจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยหันมาออกกำลังกาย เพราะลอนดอนมาราธอนจะเป็นเน้นเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ อย่างวิ่งเพื่อรณรงค์สำหรับคนเป็นโรคมะเร็ง คนเป็นโรคหัวใจ อะไรทำนองนี้ครับ ผมจึงได้เขียนโปรไฟล์ส่งไปทั้ง 30-40 องค์กร ช่วงแรกหลายองค์กรเขาก็ตอบกลับมาว่าเขาสนใจในตัวผมแต่ว่าโควตาเต็มหมดไป แต่ปรากฏว่าผมโชคดีที่ก่อนจะหมดเวลา 2 วัน มีองค์กรหนึ่งตอบกลับมาว่าเขามีโควตาให้ผม ผมดีใจมากเลยครับ โดยลอนดอนมาราธอนผมใช้ระยะเวลาในการวิ่ง 3 ชั่วโมง 26 นาที 56 วินาที

ส่วน ชิคาโก มาราธอน ตอนนั้นที่ผมสมัครไป เป็นปีแรกที่เขาเปิดให้จับสลากและใช้ Qualify Time ได้ ผมเลยใช้สิทธิ์ Qualify จึงได้สิทธิ์ไปวิ่งที่นั่น เป็นสนามสุดท้ายที่ทำให้ผมได้เป็น Six Star Finisher คนที่ 3 ของประเทศไทย และได้รับเหรียญพอนเดอริงมาครอบครองครับ

“Marathon Change my Life”
มาราธอนเปลี่ยนชีวิต

ผมมองว่าการออกกำลังกายเป็นยาที่ดีที่สุด เสียเงินน้อยที่สุด อาจจะเสียเหงื่อมากหน่อย แต่แลกกับที่ร่างกายมีสุขภาพดี ผมมองว่าคุ้มค่ามาก!

ผมได้อะไรจากการวิ่งเยอะมาก ณ ตอนนั้น ที่ผมวิ่งน้ำหนักก็ลดลงเรื่อยๆ นะครับ อย่างตอนที่วิ่งมาราธอน น้ำหนักจาก 100 กิโลกรัมเหลือ 75 กิโลกรัม ลงไป 25 กิโลกรัม โดยใช้เวลา 2 ปี แรกๆ น้ำหนักผมไม่ได้ลงเยอะนะครับ เพราะเรายังไม่ได้ควบคุมอาหาร แต่พอวันหนึ่งผมค่อยๆ ควบคุมอาหาร ลดแป้ง ลดน้ำตาล ทำให้น้ำหนักผมลงเร็วมาก แต่ช่วงแรกๆ ต้องอดทน ค่อยๆ ฝึกให้ร่างกายชิน

ปัจจุบันนี้จากที่ผมเคยมีน้ำหนัก 100 กิโลกรัม ก็เหลือเพียง 55 กิโลกรัม จากที่ผมเคยมีขนาดเอว 45 นิ้ว ใส่เสื้อผ้าขนาด XXL ก็เหลือขนาดเอว 29 นิ้ว ใส่เสื้อผ้าขนาด S หรือ XS ผมสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องแคล่ว แข็งแรงมากขึ้น สุขภาพดีมากขึ้น ปีหนึ่งไปพบคุณหมอแค่ 2 ครั้ง คือไปตรวจสุขภาพประจำปี ค่าความดันปกติ น้ำตาลปกติ ระดับไขมันปกติ ทุกอย่างปกติทั้งหมดเลยโดยที่ไม่ต้องกินยา เพราะโรคต่างๆ หายออกไปทางเหงื่อหมดแล้ว การออกกำลังกายเป็นยารักษาโรคอย่างยั่งยืนจริงๆ ครับ

ส่วนสุขภาพจิตใจผมแจ่มใสมาก คิดบวก มีสติ มีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน จากที่เคยใจร้อนก็ใจเย็นมากขึ้น ซึ่งถ้าวันนั้นผมไม่ลุกขึ้นวิ่ง วันนี้ผมคงจะนั่งวิ่งวีลแชร์หรือไม่ก็ตายไปแล้วก็ได้

อีกอย่างนอกเหนือจากสุขภาพตัวเองแล้ว การวิ่งทำให้ผมได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ได้ทำเพื่อสังคม ได้มีโอกาสไปร่วมวิ่งก้าวคนละก้าวกับพี่ตูน รวมระยะ 400 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีหลายๆ องค์กร หลายๆ โรงพยาบาลติดต่อมาเชิญให้ผมไปเป็นวิทยากร ถ้าผมไม่ติดอะไรผมยินดีไปพูดทุกที่เลย มีพี่ๆ น้องๆ หลายคนอินบ็อกซ์ข้อความเฟซบุ๊กมาปรึกษา ขอคำแนะนำ ผมก็จะให้กำลังใจเขา ผมดีใจและมีความสุขมากนะครับที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนลุกขึ้นมาออกกำลังกาย

ปัจจุบันนี้ผมก็ยังวิ่งอยู่ ยังซ้อมวิ่งอย่างต่อเนื่อง แต่จะเริ่มไปเน้นที่วิ่งเทรล (Trail Running) วิ่งอัลตรามาราธอน (Ultrarunning) วิ่งในระยะ 100 กิโลเมตร 150 กิโลเมตรแทนครับ ผมจะวิ่งต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตัวเองวิ่งไม่ไหว เป้าหมายของผมไม่ใช่การวิ่งเร็วที่สุด แต่เป็นการวิ่งได้นานที่สุด ซึ่งจะทำยังไงให้ตัวเองวิ่งไปได้หลายๆ ปี ผมอยากวิ่งไปจนถึงอายุ 70-80 ปี ถ้าทำได้

อยากสุขภาพดีต้องไม่มีข้ออ้าง
ยึดหลัก “ขยัน มีวินัย และอดทน”

อุปสรรคของการออกกำลังกายส่วนใหญ่ คือ หลายคนมักจะบอกว่าไม่มีเวลา ผมจะบอกตลอดว่าถ้าคุณมีเวลาอาบน้ำ แปรงฟัง กินข้าว คุณต้องมีเวลาออกกำลังกาย ฉะนั้นเราต้องกำจัดข้ออ้างเหล่านี้ทิ้งไปให้ได้เสียก่อน

หากอยากเริ่มต้นวิ่ง จากประสบการณ์ของผม ผมอยากแนะนำว่าให้เริ่มจากการเดินก่อน เดินให้ได้ต่อเนื่อง 40 นาที ทำบ่อยๆ เป็นประจำทุกวัน พอรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเหนื่อยน้อยลง หอบน้อยลง ก็ค่อยๆ ขยับมาเป็นเดินเร็ว 40 นาทีต่อเนื่อง แล้วค่อยขยับไปเป็นวิ่งช้าๆ และวิ่งต่อเนื่อง และก็ต้องควบคุมน้ำหนักตัวให้ลดลงด้วยนะครับ จะได้ไม่มีปัญหาเจ็บขา เจ็บเข่า

แต่ทั้งหมดเลยหลักสำคัญที่ต้องมีคือ 1. มีวินัย 2. มีความขยันหมั่นเพียร 3. มีความอดทน เพราะทฤษฎีพื้นฐานเหล่านี้จะทำให้เราเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองได้ทั้งหมดเลยครับ ไม่เว้นแม้แต่การออกกำลังกาย

10 วิธีสร้างกำลังใจในการลดน้ำหนักด้วยการวิ่ง (จากประสบการณ์โดยตรงของคุณนะ)

1. ต้องมีความเชื่อก่อนว่า การวิ่งจะทำให้สุขภาพดี จะทำให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้มีชีวิตอยู่กับครอบครัวยาวนาน

2. การวิ่ง ควรจะมีตัววัดเพื่อให้เห็นผลและมีกำลังใจวิ่งต่อ เช่น หลังวิ่ง ชั่งน้ำหนัก หรือวัดความดันเปรียบเทียบก่อนและหลังวิ่ง จะเห็นผลทำให้เรามีกำลังใจ

3. ตอนที่วิ่งแล้วเหนื่อยมากๆ ให้คิดถึงตอนที่เราต้องเข้าโรงพยาบาล เพื่อรักษาโรคต่างๆ ที่เกิดจากความอ้วน ต้องนอนบนเตียง เดินไม่ได้ จะทำให้มีแรงต่อสู้วิ่งต่อครับ

4. การวิ่งเพื่อลดน้ำหนัก ใช้เวลา 3 วัน 7 วัน เป็นไปไม่ได้ ต้องใช้เวลาเน้นความต่อเนื่อง อย่าพักเกิน 3 วันแล้วเราจะรู้สึกว่าการวิ่งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต

5. ช่วงที่เบื่อการวิ่งมากๆ หรือไม่อยากวิ่งแล้ว ให้บอกตัวเองว่าเรากำลังปีนภูเขาใกล้จะถึงยอดแล้ว ให้อดทนวิ่งต่อ แล้วเมื่อถึงยอดภูเขาแล้วเราก็แค่วิ่งลงจากภูเขา จะทำให้การวิ่งสบายกว่าเยอะเลย

6. การวิ่งที่ยากที่สุดคือ ช่วง 3 กิโลเมตรแรก อดทนที่จะฝืนตัวเองออกไปวิ่ง หลังจากนั้นร่างกายจะปรับตัวได้ จะรู้สึกวิ่งสบาย

7. การวิ่งเพื่อลดน้ำหนักที่ได้ผล ต้องควบคุมอาหารร่วมด้วย ไม่ใช่วิ่ง Fun Run แต่กินเหมือนวิ่งมาราธอน ถ้ากินน้อยกว่าเดิมจะดีมากๆ ลดแป้งและน้ำตาล เน้นไข่ ถั่ว นมจืด ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน

8. การลุกจากเตียงเพื่อออกไปวิ่งแต่ละครั้ง จะวิ่งช้า วิ่งเร็ว หรือแม้กระทั่งเดิน แค่นี้คุณก็ชนะตัวเองและคนที่นอนต่อบนเตียงแล้ว

9. วันไหนอยากกินอาหารมื้อใหญ่หรือแบบบุฟเฟ่ต์ ให้วางแผนการวิ่งให้มากขึ้นกว่าปกติ เพื่อให้มีความสมดุลย์ของพลังงานที่เข้าและออกจากร่างกาย เช่น กินบุฟเฟ่ต์ต้อง วิ่ง 1 มาราธอนก่อนกิน

10. นักวิ่งที่เก่งๆ ทุกคนต้องผ่าน ความเหนื่อย ความท้อ ความอยากเลิก มาทุกคน ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วมีพรสวรรค์ ที่วิ่งได้เร็วโดยไม่เหนื่อย ทุกอย่างต้องใช้เวลา ขยัน อดทน มีวินัย เชื่อเถอะผลของความเหนื่อยจากการวิ่ง จะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายอย่างมากมายในทางที่ดีขึ้น จนเราคิดไม่ถึง เพราะ “การวิ่งคือยารักษาโรคอย่างยั่งยืน”

ติดตามข้อมูลหรือคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ : Facebook : Naruphon Prathanthip
เรื่อง : วรัญญา งามขำ



กำลังโหลดความคิดเห็น...