xs
xsm
sm
md
lg

วิ่ง 120 วัน บอกลาเบาหวาน น้ำหนักลด 40 กิโลกรัม! : ชลาธิป อินทรมารุต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

จากคนเคยมีรูปร่างอวบอ้วน น้ำหนัก 125 กิโลกรัม และวันหนึ่งมีอาการตาพร่ามัว เป็นตะคริว คอแห้ง กระหายน้ำตลอดเวลา กระทั่งตัดสินใจไปหาหมอ จนพบว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวานขั้นวิกฤต “ชลาธิป อินทรมารุต”

ด้วยความที่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ เขาจึงลุกมาวิ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเอง จนวันนี้โรคเบาหวานที่เข้าข่ายอันตรายกลับหายได้ แถมน้ำหนักยังลดลงถึง 40 กิโลกรัม โดยใช้ระยะเวลาเพียง 120 วัน เท่านั้น!

เมื่อค้นพบว่าต้องเผชิญ โรคเบาหวานขั้นวิกฤต

“เมื่อเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2561 ตาผมเริ่มมองอะไรไม่ชัด ภาพทุกอย่างเบลอโดยที่สายตาผมไม่ได้สั้นหรือยาวไปกว่าเดิม คอแห้งกระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะทุก 2 ชั่วโมง และเป็นตะคริวที่ขาทุกเช้าหลังตื่นนอน ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะการทำงานหนัก พักผ่อนน้อย เพราะผมทำงานในตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทต่างชาติ และเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการก่อสร้างปั๊มน้ำมันในเมืองไทย เลยตั้งใจว่าจะรีบเคลียร์งานให้เสร็จแล้วค่อยลาพักร้อนสัก 2-3 วันก็น่าจะหายเป็นปกติ

ช่วงสุดสัปดาห์ผมมีนัดต้องขับรถไปบรรยายที่ต่างจังหวัด ระหว่างขับรถผมรู้สึกอ่อนเพลียมากจนต้องจอดพักระหว่างทาง พร้อมๆ กับอาการคอแห้งและกระหายน้ำตลอดเวลา ตาผมเริ่มมองเห็นชัดแค่ไม่กี่เมตร ผมตัดสินใจฝืนขับรถไปโรงพยาบาล เพราะคิดว่าอย่างน้อยถ้าได้วิตามิน หรือยาบำรุงก็น่าจะดีขึ้น

พอไปถึงโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลสั่งให้ผมเจาะเลือดทันที ค่าน้ำตาลในเลือดผมสูงถึง 659 mg/dL (คนปกติไม่ควรเกิน 100 mg/dL และอาจจะช็อกตายได้ถ้าระดับน้ำตาลสูงเกิน 400 mg/dL) หมอฟันธงว่าผมเป็นเบาหวานขั้นวิกฤต! และผมยังมีภาวะความดันสูง ไขมันเกาะที่ตับ และเริ่มมีอาการอักเสบที่ไตแถมมาอีกด้วย

ใครไม่เป็นอาจไม่เข้าใจ แต่สำหรับผมมันเหมือนโดนฟ้าผ่าจังๆ ตอนที่หมอบอกผมว่าถ้าผมยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ผมน่าจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 5 ปี ถ้าไม่ช็อกตาย (เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่าครึ่ง) ก็น่าจะตายด้วยอาการไตวาย โรคตับอักเสบ โรคหัวใจ หรืออาจพิการเพราะเส้นเลือดในสมองอุดตัน หรือไม่ก็โดนตัดขา หรือตาบอด สิ่งที่ผมรู้สึกตอนนั้น คือ ความสำเร็จในชีวิตของผมมันเหลือศูนย์ ถ้าผมตาย หรือต้องนอนพิการอยู่กับบ้านภายใน 5 ปีนี้”

หลังทราบว่าตัวเองว่ามีค่าน้ำตาลในเลือดสูง อาจถึงตายได้ จึงออกวิ่ง

“ผมกลับมาบ้าน หาข้อมูลอ่านทั้งของไทยและต่างประเทศจากหลายแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพราะผมไม่ต้องการเป็นภาระให้ใครต้องมาดูแล ผมยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ผมยังไม่อยากตาย

หลังจากนั้นผมก็เริ่มออกไปวิ่งที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ซึ่งมันไม่ง่ายเลยสำหรับคนอ้วนหนัก 125 กิโลกรัม ที่ต้องวิ่ง ผมเปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าคุณหนัก 75 กิโลกรัม ให้คุณลองแบกข้าวสารสัก 50 กิโลกรัมแล้วลองวิ่งดู นั่นแหละครับ มันใช่เลยสิ่งที่ผมเป็น

วันแรก ผมวิ่งได้แค่กิโลเมตรเดียว เพราะมันทั้งเหนื่อยและปวดขา ผมเป็นตะคริวที่ขาทั้งสองข้าง ปวดจนฝืนวิ่งต่อไม่ไหว กัดฟันเดินลากขา จากกลางสวนลุมฯ มาที่รถใช้เวลาครึ่งชั่วโมง ฝนก็ตก ตะคริวก็ไม่หาย ปวดขาจนเดินน้ำตาคลอ แต่ก็กัดฟันบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้มาวิ่งใหม่”

ผมเริ่มหาข้อมูลเพิ่ม เริ่มฝึกวิ่ง และฝึกการรับประทานอาหารวิธีใหม่เพื่อปรับสมดุลฮอร์โมน ทำอย่างไรจะวิ่งได้นานขึ้น วิ่งแล้วไม่ปวดเข่า ไม่เป็นตะคริว ทำอย่างไรจะคุมระดับน้ำตาลได้ ผมใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง หาข้อมูลอ่านและฟังทุกวัน”

30 วันต่อมาหลังจากที่ได้วิ่ง

“ผมเหนื่อยน้อยลง วิ่งได้ไกลขึ้น นานขึ้น ผมวิ่งเฉลี่ยวันละ 10 กิโลเมตร แทบจะทุกวัน ผมสมัครลงวิ่งตามรายการต่างๆ ที่จัดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง (เพื่อให้รู้สึกตื่นเต้นตลอดเวลา)

ช่วงแรกที่ผมวิ่ง ผมวิ่งสลับเดิน ด้วยความเร็วที่คนทั่วไปเรียกว่าเต่าคลาน มีอาม่าคนหนึ่งวิ่งแซงผมไป ผมเจออาม่าอีกครั้งที่จุดพัก ผมบอกกับอาม่าว่าผมอายที่โดนอาม่าวิ่งแซง ทำยังไง ผมจะวิ่งชนะอาม่า และคนอื่นๆ ได้ แต่อาม่าบอกผมมาว่า เธอไม่ได้วิ่งแข่งกับฉัน เธอไม่ได้วิ่งแข่งกับใคร แต่เธอกำลังวิ่งแข่งกับตัวเธอเอง และวิธีที่จะเอาชนะตัวเองได้ก็คือ อย่าหยุดวิ่ง

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมไม่เคยหยุดวิ่ง ผมวิ่งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5-7 วัน เดือนละไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตร ทุกเดือน 120 วัน ที่ผ่านมาผมตั้งเป้าหมายและวิ่งไปแล้ว 1,240 กิโลเมตรครับ”

ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิ่ง ทำน้ำหนักลดลง 40 กิโลกรัม แถมบอกลาเบาหวาน

ผมไม่ต้องกินยาลดน้ำหนัก ไม่ต้องซื้ออาหารเสริม ไม่ต้องอดอาหาร และไม่ต้องเจ็บตัวให้หมอผ่าตัด แต่น้ำหนักผมก็ลดลงเฉลี่ยเดือนละ 10 กิโลกรัม ตลอด 4 เดือน
นอกจากน้ำหนัก และระดับน้ำตาลในเลือด (fasting) ที่ลดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน ค่าความดัน ภาวะไขมันที่ตับ อาการตาเบลอ หรืออาการอักเสบที่ไต ที่ผมเคยเป็นก็หายเป็นปกติ จนกระทั่งค่าระดับน้ำตาลสะสม (Hemoglobin A1c) = 5.5 (คนปกติไม่ควรเกิน 6.5) หมอบอกผมว่าผมไม่จำเป็นต้องกินยาลดระดับน้ำตาลในเลือดอีกแล้ว หยุดกินยาได้เลย และจะเรียกว่าผมหายจากโรคเบาหวานแล้วก็ได้”

โดยผลการตรวจร่างกายจากวันแรกที่เจาะเลือด

*ระดับน้ำตาลในเลือด (fasting) = 659 mg/dL
*ระดับน้ำตาลสะสม (Hemoglobolin A1c) = 12.5
*ความดันสูง ไขมันเกาะตับ ไตอักเสบ

60 วัน ต่อมา

*ระดับน้ำตาลในเลือด (fasting) = 90 mg/dL
(และไม่เคยขึ้นสูงกว่านี้อีกเลย)
*ระดับน้ำตาลสะสม (Hemoglobolin A1c) = 6.7
*ความดันปกติ ไม่มีไขมันเกาะตับ ไตไม่อักเสบ

120 วัน ต่อมา

*น้ำหนักลดลงจาก 125 กิโลกรัม เหลือ 85 กิโลกรัม
(ลดลง 40 กิโลกรัม ภายใน 4 เดือน)
*ระดับน้ำตาลสะสม (Hemoglobolin A1c) = 5.5


การวิ่งเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่ง...ไปตลอดกาล

“การวิ่ง หรือการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ สามารถดึงเอาน้ำตาลและไขมันที่สะสมออกจากเซลล์ในร่างกายได้จริง จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงตามไปด้วย และทำให้ลดอาการดื้ออินซูลินในร่างกาย และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจโรคไต และโรคหลอดเลือดทุกประเภท

คนส่วนใหญ่ที่ไม่ยอมออกกำลังกายเป็นเพราะข้ออ้างมากกว่าเหตุผล ผมบอกกับตัวเองเสมอว่าถ้าเราลงวิ่งมาราธอนได้สำเร็จ หรือวิ่งสะสมระยะทางได้ครบ 1,000 กิโลเมตรแรกได้เมื่อไหร่ ในโลกนี้ก็คงไม่มีอะไรที่ยากเกินที่ผมจะทำไม่ได้”

ผมมองว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการวิ่ง ไม่ใช่ระยะทาง แต่คือการเปลี่ยนรองเท้า เช่นเดียวกับงานที่เราทำ แค่เราตัดสินใจแล้วลงมือทำทันทีโดยเลิกหาข้ออ้าง ข้อแก้ตัวให้ตัวเอง ชีวิตคุณจะเปลี่ยน จนคุณเองต้องทึ่งกับผลลัพธ์ของมัน”

เป้าหมายสำหรับปี ค.ศ. 2019 คืออยากชวนคนมาวิ่งให้ได้ 10,000 คน

“ผมตั้งเป้าหมายในปี 2019 ว่าผมจะชวนคนมาวิ่งกับผมให้ได้ 10,000 คน ภายใน 360 วัน ผมขอแค่คนละ 360 กิโลเมตร ใครสนใจอยากลองเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ ให้ลงแอปพลิเคชันในมือถือ ชื่อแอปพลิเคชัน : Endomondo แล้วค้นหาชื่อ Challenge : 360 Challenge your self to running

เพราะเรื่องทั้งหมดที่ผมพูดมานี้เกิดขึ้นจริง โดยมีหลักฐานยืนยันคือรูปถ่าย และผลการตรวจเลือดของผม ตลอดจนงานวิจัยทางการแพทย์หลายๆ งานที่ผมใช้เวลาศึกษาเรื่องนี้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา และทดลองทำด้วยตัวเอง

ผมเชื่อว่าเรื่องราวของผมสามารถช่วยชีวิตคนได้อีกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าคุณจะเป็นเบาหวาน ภูมิแพ้ หัวใจ ความดัน หรือมีอาการอักเสบที่ตับ หรือไตในระยะเริ่มต้น รวมถึงคนที่อ้วนลงพุงที่กำลังจะป่วย หรือแม้แต่คนปกติที่อยากจะมีสุขภาพดี ถ้าคุณรักตัวเองและเป็นห่วงคนรอบข้าง พรุ่งนี้ขอให้คุณเริ่มออกมาวิ่ง จะกี่กิโลเมตรไม่สำคัญในวันแรก ใครจะวิ่งแซงคุณก็อย่าไปสนใจ เพราะคุณไม่ได้แข่งกับใคร นอกจากตัวคุณเอง... สู้และเอาชนะให้ได้ เพราะมันจะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณครับ”

ความเชื่อแบบผิดๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

“จากข้อมูลที่ผมศึกษามาตลอด 4 เดือน ทำให้ผมรู้ว่าผมเรียนและเชื่อแบบผิดๆ มาตลอด ยกตัวอย่างเช่น

1.) เบาหวาน เป็นโรคที่เป็นตลอดชีวิต เป็นแล้วรักษาไม่หาย(ความจริงคือ  เบาหวานสามารถรักษาให้กลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ)

2.) สาเหตุของเบาหวานเป็นเพราะพันธุกรรม (ความจริงคือ สาเหตุของเบาหวานส่วนใหญ่เป็นเพราะพฤติกรรมการกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม ซึ่งการกินบ่อย กินจุบกินจิบ ยิ่งกระตุ้นให้อินซูลินหลั่งบ่อยจนเป็นสาเหตุหลักของการดื้ออินซูลิน

3.) การกินยา หรือฉีดอินซูลินช่วยให้อาการของเบาหวานดีขึ้น (ความจริงคือ ไม่เคยมีใครหายจากเบาหวานด้วยการกินยา หรือฉีดอินซูลิน คนไข้จะต้องเพิ่มยามากขึ้น ระดับน้ำตาลจะมีแนวโน้มสูงขึ้นและคุมยากขึ้น)

4.) ระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำลงเพราะผลของยาหรืออินซูลินที่ฉีดเข้าไป ช่วยลดระดับน้ำตาลในร่างกาย (ความจริงคือ ยาและอินซูลินทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงด้วยการพยายามดันน้ำตาลจากในเลือดเข้าไปในเซลล์ร่างกาย จึงเป็นผลให้เกิดการอักเสบที่อวัยวะนั้นๆ และทำให้อวัยวะนั้นเสื่อมสภาพหรือเป็นมะเร็ง)

5.) เมื่ออายุมากขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคไต โรคตับ หัวใจ ความดัน(ความจริงคือ โรคเหล่านี้สาเหตุมาจากเบาหวาน หรือผลของอินซูลินที่มากขึ้น และการพยายามดันน้ำตาลเข้าไปในเซลล์ คนที่เป็นเบาหวานเมื่อกินน้ำตาล ระดับน้ำตาลจะขึ้นสูง 2-3 เท่า ถึงจะกินยาช่วยให้ระดับน้ำตาลลดลงมา แต่ทุกครั้งที่ระดับน้ำตาลขึ้นสูงจะทำให้เกิดการอักเสบที่ไต จึงเป็นสาเหตุให้คนที่เป็นเบาหวานหลายปี มักจะเป็นโรคไต ถึงแม้จะกินยาคุมระดับน้ำตาลได้ก็ตาม)


ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : Facebook : Chalatip Intaramarut, เพจ : Health & Safety 360



กำลังโหลดความคิดเห็น...