xs
xsm
sm
md
lg

คิดอย่างคนผอม แล้วจะน้ำหนักลด “ชาตรี เตชะสมบูรณากิจ”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

แม้ว่านับตั้งแต่ทุกช่วงเวลาโดยส่วนตัวของ “ชาตรี เตชะสมบูรณากิจ” เจ้าของงานเขียน ‘Think Slim : คิดอย่างคนผอม’ จะไม่ใช่คนที่มีน้ำหนักเกินมาก่อน แต่เมื่อเขาประสบปัญหาดังกล่าวนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำนั่นคือ การจัดการที่เอาส่วนเกินของร่างกายออกไปซึ่งก็ประสบความสำเร็จแทบทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านประสบการณ์ผ่านทางการเติบโต ชาตรีก็ได้หลักแนวคิดต่างๆ ของการรักษาร่างกายเพื่อสุขภาพของตนเอง จนค้นพบว่าเป็นวิธีที่ใช่ ปลายทางของความตั้งใจ ส่งผลให้เขาได้สมความปรารถนาได้ในที่สุด

 • อยากให้ช่วยเล่าช่วงชีวิตในก่อนหน้านี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

จริงๆ ผมเล่นกีฬาตั้งแต่เด็ก แล้วผมก็ไม่ได้อ้วนนะ แต่ว่าถ้าเป็นประสบการณ์ในเรื่องของน้ำหนักตัวจะเป็นลักษณะว่าตอนผมอยู่ ม.5 ผมไปอยู่อเมริกา 2 เดือน ผมไปรับประทานอาหารที่นั่น ในเดือนแรกน้ำหนักผมขึ้นประมาณ 10 กิโลกรัม ตอนนั้นผมก็ยังไม่รู้ตัวเพราะผมคิดว่าเครื่องชั่งกิโลมันเสีย แต่มารู้ตัวก็ตอนที่ชั่งข้างนอก พอเข้าเดือนที่ 2 ผมก็เริ่มกินพวกสลัดต่างๆ ก็ทำให้น้ำหนักผมคงที่ เดิมผมน้ำหนัก 55 ก็เพิ่มมาเป็น 65 แล้วน้ำหนักผมก็เพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงที่ไปเรียนปริญญาโท ผมก็ขึ้นเพิ่มไปอีก 10 กิโลฯ รวมเป็น 75 กิโลกรัม ภายใน 1 ปี

พอหลังจากช่วงเวลานั้น มันมีช่วงซัมเมอร์ ก็เหมือนกับว่างๆ ไม่มีอะไรทำ และไปอยู่ที่บ้านเพื่อนด้วยทำให้กินอาหารน้อยลง ทำให้น้ำหนักลดไปนิดหนึ่ง ตอนนั้นผมก็รู้สึกว่าถ้าเราควบคุมน้ำหนักด้วยการนับแคลอรี มันจะลดได้ยังไงบ้าง อย่างเวลาที่เรากินอะไร ผมก็ใช้วิธีนับแคลอรี หาของกินที่มีแคลอรีน้อยทาน ปรากฏว่าผมใช้เวลาแค่เดือนเดียวลดน้ำหนักได้ถึง 10 กิโลกรัม ซึ่งเวลาไนก่อนหน้านั้น ผมไปช่วยพี่สาวหาอพาร์ตเมนต์ที่บอสตัน ก็ได้เจอเพื่อนๆ พี่สาว แต่พอเดือนถัดมาเพื่อนพี่สาวผมก็จำผมไม่ได้เพราะน้ำหนักผมลดลงไปเยอะมาก

 • แสดงว่าการลดน้ำหนักในตอนนั้นก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดนะครับว่าเราจะลดน้ำหนักแบบเร่งรัดหรือไม่ก็ตามที คิดเพียงว่าเกิดความสนุกหมายถึงว่า ในตอนเช้าเรากินนม low fat ประมาณ 100 แคลอรี แล้วใส่ข้าวโอ๊ตลงไปในนมซึ่งมีปริมาณ 50 60 แคลอรี และใส่น้ำตาล 1 ช้อน ก็รวมกันประมาณ 100 กว่าแคลอรีมันก็อิ่มเหมือนกัน หรือเวลาที่ออกไปข้างนอก อย่างขนมปัง 1 ชิ้น แคลอรีประมาณ 80 แคลอรี หรืออย่างแผ่นขนมปังที่คนอาหรับกินที่เรียกว่า พิททา มันก็อยู่ที่ประมาณ 80 kcal แต่มันใหญ่กว่า ซื้อเนื้อแฮมแบบ low fat 1 แผ่นจะอยู่ที่ 90 kcal ผมก็เอาแฮมใส่ในพิททาแล้วก็ม้วนรับประทาน มันก็อิ่ม รวมกันไม่ถึง 200 แคลอรี ซึ่งพอทำไปเรื่อยๆ เราก็รู้สึกว่าสนุก เราก็เลยเปลี่ยนเมนูไปทุกวัน กลายเป็นว่าเรารู้แคลอรีของอาหารทุกอย่างในห้างสรรพสินค้า มันก็เลยเกิดความสนุก แต่ก็เป็นแค่ช่วงเวลานั้นช่วงเดียว หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำแล้ว แล้วพอไม่ได้ทำน้ำหนักก็ไม่ได้ดึงขึ้นไปอีก ก็ปกติ

 • แล้วพออายุมากขึ้น ทำให้การเผาผลาญลดลงตามไปด้วยมั้ยครับ

คือเราก็ดูแลสุขภาพมาตลอดนะครับ ไม่ปล่อยให้ตัวเองอ้วนมาก มันเหมือนกับเราจะต้องต่อสู้กับการรับประทานอาหารลักษณะ Fast food เราก็คอยดูแลว่าไม่ให้น้ำหนักขึ้น ประกอบกับเราเรียนพวก NLP เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว แล้วเรารู้สึกว่าถ้าใช้หลักจิตวิทยาตามที่ตัวเองเรียนมาช่วยให้เราชนะใจตัวเองได้ในแต่ละอย่าง เหมือนกับค่อยๆ เรียนรู้ในแต่ละครั้งว่าเอาชนะตัวเองไม่ให้กินของพวกนี้ได้ยังไง จนค่อยๆ ตกผลึกทางความคิด ตรงนี้เป็นส่วนที่ใช้หลัก NLP ให้มายับยั้งความอยากกินมาช่วยในส่วนหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่งคือ เมื่อช่วง 4-5 ปีก่อน ผมก็พยายามหาว่าทำยังไงถึงจะไม่แก่ ก็ไปเจอเรื่องของ intermitten fasting ก็คือเป็นการกินอาหารแบบระยะๆ เราได้อ่านข้อมูลแล้วรู้สึกว่ามันเจ๋งดี เราก็เลยมาลองทำดู แล้วพบว่ามันคุมน้ำหนักได้มาก สมมติว่าถ้าผมหยุดกินเป็นเวลา 24 ชั่วโมง น้ำหนักผมจะลงมา 1 กิโลกรัม พอฟังครั้งแรกมันอาจจะคิดว่ายาก แต่สมมติว่าถ้าเรากินข้าวในวันเสาร์ เราก็ไม่กินอะไรเลยจนกระทั่งช่วงสายๆ ของวันอาทิตย์ แล้วเราไปกินในมื้อเที่ยง มันก็ครบ 24 ชั่วโมง ผมทำอาทิตย์ละ 2 วัน วันนั้นน้ำหนักมันก็ลดแบบง่ายมากเลย แล้วสูตรนี้มันก็ช่วยให้ผมได้กินขนมเยอะๆ แล้วเราก็หยุดกินแบบนี้เพื่อที่จะชดเชย

 • แต่การใช้วิธีที่ว่ามาก็ต้องใช้ชีวิตและการออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยนี่ครับ

คือพอเราควบคุมน้ำหนักได้ดี ก็มีคนมาถามว่าควบคุมน้ำหนักยังไง แล้วพอมีคนมาถามบ่อยๆ เราก็ศึกษาว่าทำยังไง แล้วหลักการมันมีอะไรบ้าง ก็จะพบว่าคนส่วนใหญ่ชอบคุมอาหารอย่างเดียวแล้วไม่ออกกำลังกาย คือเวลาที่ทำนั้นมันจะต้องมี 2 อย่าง คือ ฐานรับ กับ ฐานใช้ แล้วคนส่วนใหญ่จะไปทำแค่ฐานรับ คือ การคุมอาหารอย่างเดียว แล้วพอทำไปเรื่อยๆ ถ้าคุณกินอาหารน้อยเกินไปเกินกว่า 72 ชั่วโมง การสร้างและทำลายของคนที่ทำก็จะเสียหาย เพราะว่ามันจะเป็นการลดการใช้พลังงานลงมา แล้วการเผาผลาญมันจะน้อยลง

แล้วคนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็ไปทำอย่างนั้น แล้วพอทำไปได้แค่ 2-3 อาทิตย์ ถ้าพลังใจหมดมันก็จะหลุดทันที เราอาจจะกินเท่าเดิมแต่การใช้พลังงานมันน้อยลงแล้ว เราก็จะเกิดภาวะโยโย่เอฟเฟกต์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องทำก็คือ เราต้องไปบริหาร ฐานใช้ ก็คือการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นวิธีในการกระตุ้นการเผาผลาญ มันเหมือนกับนักมวยที่จะต้องชก 2 มือ ไม่ใช่แค่มือเดียว เพราะว่าโอกาสโดนน็อกมันมีความง่ายมาก

 • แต่ในระหว่างทางนั้นเราก็สามารถเว้นช่วงเพื่อที่จะตามใจปากเราด้วยเช่นกัน

มันเหมือนกับการสู้รบ ถ้าเรามีอาวุธเยอะ โอกาสชนะก็มีเยอะ สมมติว่าความอ้วนเป็นศัตรูเรา เราจะมองเขาว่าเป็นศัตรูแบบไหน ถ้าเรามองแบบเด็กทารกเราก็จะไม่เตรียมการอะไรไปเลย จนสุดท้ายโดนน็อกกลับมา แต่ถ้าเรามองเขาว่าเป็นนักมวย เราก็ต้องเตรียมการมีอาวุธเยอะเพื่อที่จะไปสู้กับเขา ยังถ้าเราจะบอกว่าเรากินตามใจปาก เราก็อาจจะมีฟาสติ้งมาชดเชย แต่หลักที่หนังสือผมเขียน คนส่วนใหญ่เขาวางความสุขไว้ผิดที่ คือเอาความสุขไปไว้ที่อาหาร แล้วเอาความทุกข์ไปวางไว้ที่การออกกำลังกาย ผลก็คือทำให้อ้วน และไม่ออกกำลังกาย

ตรงนี้จะส่งผลที่สัญชาตญาณของมนุษย์ คือ เราจะทำอยู่ 2 อย่าง ดูมีความสุขและมีความทุกข์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำ คือ ถ้าเราจะแปรการออกกำลังกายเปลี่ยนความหมายให้กับมัน อยากรู้คนที่ออกกำลังกายจะมีความรู้สึกเดียวกันก็คือร้อน เหนื่อย เมื่อย จะมีเหมือนกันหมดเลย แต่ทำไมความรู้สึกนี้กับอีกคนหนึ่งมันรู้สึกดี เพราะว่าการให้ความหมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะไม่เหมือนกัน ถ้าเราให้ความหมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ใหม่กับการที่เราให้ผลลัพธ์นี้

 • กล่าวโดยสรุปคือ การที่จะปฏิวัติตัวเองต้องให้จิตใจเราดีก่อน

คือคนที่จะปฏิวัติตัวเองได้เขาจะต้องเปลี่ยนความคิด แต่กลายเป็นว่าสิ่งนี้มันดูเหมือนง่ายนะ สมมติว่าให้เราตีลังกา 3 ตลบ ทางกายภาพมันดูยากมาก แต่ถ้าให้เราหลับตาแล้วเราจินตนาการว่ากำลังตีลังกานะ มันจะรู้สึกว่าง่ายมากในสมองมันเลย เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่าความคิดมันง่ายเพราะว่าแค่คิดมันก็มาแล้ว แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนความคิดยาก คนเรามักจะคิดว่าความคิดคือตัวเรา แต่มันก็มีกระบวนการตรงที่ว่าทำยังไง ให้ละทิ้งตัวตน จากคนอ้วนไปใช้ตัวตนของคนผอมแทน คือมันก็จะมีกระบวนการ

แล้วถ้าเรามีกำลังใจที่ดีมันก็จะผ่านไปได้ แต่ถ้าผ่านไปไม่ได้ก็กลายเป็นความพ่ายแพ้ แต่ถ้าเราเปรียบว่าการออกกำลังกายเท่ากับมวย aikido คือถ้าคู่ต่อสู้เหวี่ยงแรงมาเท่าไหร่เราก็สามารถเหวี่ยงแรงแล้วเอาแรงของผู้ต่อสู้ทำให้เขาล้มได้ การมีเทคนิคที่จะมาหลอกล่อตัวเองนั้นให้สามารถก้าวข้ามผ่านความห้ามใจได้ มันก็จะส่งผลให้เกิดความประสบความสำเร็จ เรียกง่ายๆ ว่าถ้าเราไม่กินของโปรด เราก็ใช้วิธีหักห้ามใจไปเลย หรือถ้าเราทำกระบวนการความคิดว่าทำให้ของโปรดมันดูน่ากินน้อยลง เราก็จะพบว่าการหักห้ามใจนั้นมันง่ายขึ้น



กำลังโหลดความคิดเห็น...