xs
xsm
sm
md
lg

อันตรายแค่ไหน ไปดูกัน ถ้าไม่ได้กินยาต้านไวรัสเอชไอวี

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

จากกรณีข่าว ‘ยาต้านไวรัส HIV’ กำลังจะหมดไปในอีก 2 เดือนข้างหน้า ถือได้ว่าส้ความวิตกให้กับผู้ป่วยเอชไอวีทั่วประเทศ เพราะถ้าไม่มียาตัวดังกล่าว ก็จะทำให้เพิ่มภาวะความเสี่ยงให้กับตัวผู้ป่วยเองจากการที่ไม่มีตัวยาดังกล่าวเข้าไปช่วยยับยั้งจากเชื้อเอชไอวีได้ และเช่นเดียวกัน หลาย ๆคนก็ยังไม่เข้าใจว่า ยาต้านเอชไอวีมีประโยชน์อย่างไรกับผู้ป่วย ฉะนั้น เรามาทำความเข้าใจกันพร้อมๆ กัน

ยาต้านไวรัสเอชไอวี คืออะไร

ยาต้านไวรัสเอชไอวี มีด้วยกันหลายชนิด และมีการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันไป และการเลือกใช้ยาจะพิจารณาตามความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยในแต่ละราย โดยแบบแผนการรักษาที่จะให้ผลดี และช่วยลดปัยหาดื้อยาได้ จะต้องใช้ยา3 ตัวรวมกันหรือมากกว่า ที่เรียกว่า HAART หรือ Highly Active Antiretroviral Therapy ซึ่งการรักษาในวิธีดังกล่าว จะทำให้อัตราป่วยจากโรคแทรกซ้อน และอัตราการตายของผู้ป่วยเอดส์ลดลงอย่างมาก แม้ว่าจะไม่ทำให้รักษาให้หายขาดก็ตาม โดยปัจจุบันยาต้านไวรัสเอชไอวี สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1.Nucleoside reverse transcriptase inhibitors (NRTIs)
2.Non nucleoside reverse transcriptase inhibitors (NNRTIs)
3.Protease inhibitors (PIs)

ปฎิกิริยาระหว่างยากับยา

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงจนถึงระดับหนึ่ง อาจติดเชื้อแทรกซ้อนได้ เช่น เชื้อรา เชื้อวัณโรค ฯลฯ ยาที่ใช้รักษาเชื้อแทรกซ้อนเหล่านี้ รวมทั้งยาอื่นๆ ที่ใช้ร่วม อาจมีผลต่อระดับยาต้านไวรัส HIV ในเลือดได้ ยกตัวอย่างเช่น

1.ยาต้านเชื้อรา ได้แก่ Ketetoconazole, Itraconazole มีผลเพิ่มระดับยาต้านไวรัสในเลือด
2.ยาต้านเชื้อวัณโรค ได้แก่ Rifampin มีผลลดระดับยาต้านไวรัสในเลือด
3.ยารักษาไมเกรน ได้แก่ Ergotamine ไม่ควรรับประทานร่วมกับยาต้านไวรัส HIV เพราะมีผลทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณปลายมือปลายเท้าลดลง
4.ยานอนหลับ ได้แก่ Midazolam Triazolam มีผลทำให้ฤทธิ์ยานอนหลับยาวนานขึ้น

โดยยาหลายๆ ชนิด จะมีผลต่อระดับยาต้านไวรัสเอชไอวี ในเลือด อาจทำให้เกิดความเป็นพิษจากยาได้ หรืออาจทำให้การรักษาไม่ได้ผล ดังนั้นหากจะใช้ยาตัวอื่นๆ นอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

ผลของการไม่ได้รับประทานยา

หากผู้ป่วยเอชไอวี ไม่ได้รับประทานยา จากเหตุเช่น ลืมกินยา หรือกินยาไม่ตรงเวลา จะทำให้ระดับความเข้มข้นของยาในเลือด อาจน้อยลงจนอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไปจนไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ เพราะไวรัสจะมีการเพิ่มจำนวนโดยการคัดลอกรหัสพันธุกรรมของตัวเอง โดยยาต้านไวรัสจะทำหน้าที่ขัดขวางการคัดลอกเหล่านั้น ซึ่งหาไม่ได้รับประทานยาต้านดังกล่าวแล้ว จะทำให้เกิดช่องโหว่ที่จะทำให้ไวรัสสามารถเข้าไปทำให้ร่างกายอ่อนแอได้

ข้อควรปฏิบัติในการรับประทานยา

-รับประทานยาตามที่กำหนด ทุกมื้อ และทุกวัน
-อย่าเปลี่ยนยาด้วยตนเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ ถ้าพบว่าปฏิบัติตามแผนการรักษาได้ยาก ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อคนหาแนวทางการรักษาใหม่ให้เหมาะสม
-หากจะใช้ยาอื่นนอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนทุกครั้ง
-ควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ หากหยุดยาระยะหนึ่งแล้วมารับประทานต่อ ก็อาจจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา การรักษาจะยิ่งยากมากขึ้น

กำลังโหลดความคิดเห็น...