xs
sm
md
lg

เปิด.. คู่มือดูแลสุขภาพ ฉบับ Health Coach คนสวย : เมย์ – ศวิตา เศรษฐาภรณ์

เผยแพร่:

จากเด็กนักเรียนนอกที่รักการกินเป็นชีวิตจิตใจ จนน้ำหนักขึ้นหลายกิโลกรัม และด้วยความที่มีรูปร่างสูงใหญ่ทำให้เธอหาวิธีลดน้ำหนักโดยลองถูกลองผิดอยู่นาน จนมาพบกับการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี "เมย์-ศวิตา เศรษฐาภรณ์"

เป็นระยะเวลากว่า 5 ปีมาแล้ว กับการหันมาดูแลตัวเอง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเรียนทางด้านมาร์เก็ตติ้งมา แต่ด้วยความที่สนใจและอยากทำอะไรให้ถึงที่สุดทำให้หันไปศึกษาทางด้านโภชนาการมา 3 แห่ง ได้แก่ Certificate in Plant Based Nutrition จาก Cornell University, Nutritional Therapy จาก Oxford College และ Certified Health Coach จาก Institute of Integrative Nutrition กระทั่งปัจจุบันนี้เธอเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพไปแล้ว

 • จุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพ

จุดเริ่มต้นมาจากตั้งแต่ตอนไปเรียนที่ปริญญาตรีคณะมาร์เก็ตติ้ง แอนด์ รีเทล ซัพพลาย เชน แมเนจเม้นท์ ที่แบ็บสัน คอลเลจ สหรัฐอเมริกา คือตอนนั้นเมย์ไปอยู่ที่นั่น 3 เดือนแรก น้ำหนักขึ้น 6 กิโลกรัม เรียนทั้งหมด 3 ปี ไม่ลดลงเลย เพราะด้วยความที่เราเป็นคนชอบทาน ไม่มีความรู้ด้านการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ อีกอย่างตัวเมย์สูง 175 เซนติเมตรด้วย ถ้าน้ำหนักขึ้นก็จะดูตัวใหญ่ คือเราเป็นคนโครงใหญ่แล้วก็ไม่รู้จะทำยังไงจนเรียนจบค่ะ

พอกลับมาที่เมืองไทย รู้สึกว่าคนไทยเขาจะตัวเล็กๆ กัน เราก็เลยมีความคิดว่าอยากจะลดความอ้วนให้กลับไปเท่าเดิม แต่ด้วยความที่เราเป็นคนชอบทาน เราก็เลยไม่สามารถที่จะทานน้อยๆ หรืองดข้าวเย็นได้ แล้วเราก็ไม่ใช่คนที่ชอบออกกำลังกายมากด้วย ไม่เคยออกกำลังกายหนักมากมาก่อน สุดท้ายก็เลยมาเจอว่าการทานแบบเฮลตี้ หรือ ทานคลีนแบบถูกวิธี มันสามารถทานได้เยอะ น้ำหนักลง ไม่โยโย่

ตอนแรกเราก็ศึกษาเองจากการอ่านและลองทำตาม ก็มีเพื่อนๆ มาถามบ้างว่าเราทำยังไง เราก็เลยทำเป็น account ใน Instagram ขึ้นมาชื่อ mshappydiet แล้วเมื่อ 5 ปีที่แล้ว การทานคลีน กับการทานแบบเฮลตี้มันไม่ได้บูมขนาดนี้ ทำให้คนเริ่มมาติดตาม มาปรึกษา แรกๆ เราก็เข้า google แล้วก็ตอบนะคะ แต่หลังๆ มีคนมาถามเยอะขึ้น เราก็อยากรับผิดชอบคำพูดตัวเอง ก็เลยไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องโภชนาการ แล้วอีกอย่างนิสัยส่วนตัวเราเป็นคนที่อยากรู้ อยากทำอะไรแล้วก็มักจะทำให้ถึงที่สุด เมย์เลยไปเรียนด้านโภชนาการมา 3 แห่งค่ะ

•อันแรกคือ Certificate in Plant Based Nutrition จาก Cornell University
•อันที่สองคือ Nutritional Therapy จาก Oxford College
•และอันสุดท้ายคือ Certified Health Coach จาก Institute of Integrative Nutrition (ใครอยากเรียนบอกได้นะคะ เมย์สามารถ refer และได้ส่วนลดค่าเล่าเรียน)

ตอนนี้เมย์ก็ได้รับการรับรองเป็น Health Coach หรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพแล้วค่ะ แต่ก็จะเป็นอาชีพเสริมนะคะ เพราะว่าเมย์จะไม่ได้รับสอนเยอะขนาดนั้น เพราะเมย์มีอาชีพหลักคือทำ content เป็นพิธีกรรายการทีวี แล้วก็จะเปิดร้านอาหารด้วยค่ะ

 • ที่ปรึกษาด้านสุขภาพ หรือ Health Coach คืออะไร ต่างจากนักโภชนาการไหมคะ

Health Coach จะเป็นคนที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ แนะนำการใช้ชีวิตในทางที่ดีทั้งด้านสุขภาพและจิตใจ เป็นเหมือนพี่เลี้ยงที่ทำให้มีชีวิตดีขึ้น ที่ทำให้เขาพอใจในรูปร่างแล้วก็กลับมารักตัวเอง ซึ่งเป้าหมายของเมย์ก็คือการทำให้เขาตื่นมาแล้วเขามีชีวิตที่ดีขึ้น รักในตัวเองมากขึ้น มีความสุขในแบบที่เขาเป็น เราจะทำให้เขาเห็นข้อดีในตัวเขา และได้รู้ว่าจุดแข็งของเขาว่าคืออะไร ให้เขาไปเสริมที่ตรงนั้น

เมย์มีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าร่างกายของคนเราไม่เหมือนกัน มันไม่มีอะไรที่เหมาะกับทุกคน เพราะฉะนั้นคนที่ต้องการอะไรที่เหมาะกับตัวเองก็ให้มาหาเมย์ มาปรึกษาส่วนตัว เพราะเมย์จะไม่ได้ดูแลแค่เรื่องอาหาร แต่เมย์จะเริ่มคุยด้วยว่าการงานเป็นยังไง ครอบครัวเป็นยังไง

เพราะว่าตั้งแต่ไปศึกษามาเมย์สรุปได้เลยว่าความเครียดเป็นอะไรที่หนักกว่าเรื่องอาหารมากๆ เช่น คนที่มีปัญหาเรื่องโรคอ้วน ควบคุมการกินของตัวเองไม่ได้ สุดท้ายพอซักถามไป จะพบว่าเขามีปมหรือเกิดความเครียดอะไรสักอย่างในชีวิต เราจะไม่เหมือนกับนักโภชนาการตรงที่เขากำหนดแค่อาหารอย่างเดียว หรือนักบำบัดเขาก็จะบำบัดแค่ส่วนของเขาอย่างเดียว แต่การเป็น Health Coach เราจะดูการใช้ชีวิตของเขาแบบองค์รวม เหมือนดูว่าเป้าหมายของเขาคืออะไร บางคนก็ไม่ใช่แค่ว่าจะลดความอ้วน บางคนอาจจะแค่ว่าอยากขับถ่ายดี บางคนก็อาจจะอยากมีอาชีพที่ชอบ หรือว่าบางคนเขาก็อยากมีสุขภาพดี มีความสุขอะไรทำนองนี้ค่ะ

 • อาชีพนี้ถือว่ายากไหม แล้วตอนนี้ในเมืองไทยถือว่าแพร่หลายมากน้อยอย่างไรบ้างคะ

ไม่ได้ยากนะคะ สนุกดี คือเมย์มีความเชื่อว่าลึกๆ แล้วหลายคนอยากมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพียงแต่ว่าไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหน บางคนก็ไม่มีเวลา ต้องมีคนคอยจี้ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ยากเลยค่ะ แต่ว่ามันเป็นความท้าทายตรงที่คนที่เข้ามาหาเรา เขาไม่มีเวลาจริงๆ แล้วงาน Health Coach เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลา เป็นอะไรที่ต้องใช้ความร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย ถ้าเราแนะนำไปแล้วเขาไม่ทำมันก็ไม่เกิดผล มันก็จะท้าทายตรงนี้

อาชีพนี้ในเมืองไทยก็ยังไม่แพร่หลายมากนะคะ โดยเฉพาะในมุมมองที่เมย์ทำอยู่นะ เพราะว่า Health Coach ส่วนใหญ่ในเมืองไทย เขาจะดูแค่เรื่องอาหารอย่างเดียวล้วนๆ เลย จะเป็นการคำนวณแคลอรี่ว่าวันนี้ต้องกินยังไง กินเท่าไหร่ แต่ของเมย์ไม่ใช่ค่ะ เมย์จะไม่เน้นการนับแคลอรี่เลย

 • แล้วหลักๆ เราทำยังไงบ้างคะ

เราก็จะวางแผนร่วมกัน แล้วแต่ว่าเขาเลือกโปรแกรมไหน แบบ 1 ครั้ง 3 เดือน หรือ 6 เดือน หน้าที่หลักแรกๆ ของเราเลยก็คือต้องสัมภาษณ์เขา ว่าตอนนี้เขาใช้ชีวิตยังไง มีปัญหาอะไรที่อยากแก้ เป้าหมายที่มาหาเราคืออะไร แล้วก็วางแผนให้เขา บอกว่าควรแก้ตรงไหน

ส่วนมากคนที่เข้ามาเขาจะให้เมย์วางแผนให้ 6 เดือนเลย เพราะว่ามันเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และเปลี่ยนนิสัยได้เลย ตรงนี้เมย์ก็จะมีตั้งแต่สอนทำอาหาร พาเดินเลือกซื้อของที่ซุปเปอร์มาเกต พาไปทานข้าวข้างนอกว่าถ้าไปข้างนอกจะต้องสั่งอาหารยังไง มีถึงขนาดที่เอาแม่ครัวที่บ้านเขามาสอนให้เลยก็มี คือทำยังไงก็ได้ให้เขามีชีวิตที่สุขภาพดีและมีความสุข ซึ่งของแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน

 • ส่วนใหญ่มาปรึกษาเรื่องอะไรบ้างคะ แล้วผลตอบรับเป็นยังไงบ้าง

บางเคสก็จะมาปรึกษาว่าประจำเดือนไม่มา ท้องผูก ไม่มีความสุขกับการทำงาน ไม่มีความสุขกับชีวิตตัวเอง มีปรึกษาว่าควรจะทำยังไงถึงได้เจอสิ่งที่เขารักอะไรประมาณนี้ค่ะ

หลักๆ เราก็จะคุยให้เขาเล่าปัญหาให้ฟัง มีกิจกรรม มีการบ้านให้ทำ อาจจะเป็นอะไรง่ายๆ เช่น อาทิตย์นี้ช่วยไปดูหนังคนเดียวหน่อย 1 เรื่อง ฝึกให้เขากล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ แบบที่เขาไม่เคยทำ คือฝึกให้เขากล้าที่จะอยู่คนเดียว สุดท้ายมันจะสอนให้เรารักตัวเองในแบบที่เราเป็น ไม่ต้องขึ้นอยู่กับใคร

ผลตอบรับก็ดีกว่าที่คิดนะคะ บางคนก็เปลี่ยนไปเยอะมากๆ อย่างน้องบางคนที่เขามาหาเรา เขาไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าไปไหนคนเดียว หรือไม่กล้าแม้กระทั่งที่จะกินข้าวคนเดียว ตอนนี้เขาก็เดินทางคนเดียว ไปต่างประเทศคนเดียวได้ คือเมย์ตกใจมากที่น้องเปลี่ยนไปเร็วมาก อีกอย่างตอนแรกที่เขาเข้ามาเขาจะมีปัญหาเรื่องลดความอ้วนด้วย แต่ตอนนี้ชีวิตเขาก็ไม่ต้องเครียดกับการทานอะไร แต่น้ำหนักก็ลง เพราะเขามีความสุข ความพอใจกับชีวิต

 • นอกจากหน้าที่ตรงนี้ เรายังจัดทำโครงการ OH! NO SUGAR CHALLENGE ให้คนหันมาลดการบริโภคน้ำตาลโดยเข้าร่วมแบบฟรีๆ ด้วยเหรอคะ

คือก่อนหน้านี้เมย์ก็เขียนบล็อกมา 5 ปีแล้ว เราก็เลยรู้ว่าปัญหาของคนไทยคืออะไร ก็เลยทำโครงการขึ้นมาชื่อว่า OH! NO SUGAR CHALLENGE เป็นโครงการที่ใครก็สามารถทำได้ เพราะว่าเมย์เจอคำถามที่มีคนถามเข้ามาแต่ละอย่างก็จะเกี่ยวกับท้องผูก สิวขึ้น ลดน้ำหนักเยอะมาก เราก็เลยจะจัดทำเป็นโครงการเดือนเว้นเดือน ตรงนี้เราก็สามารถสอนเขาเรื่องโภชนาการได้ สอนเขาเรื่องการเลือกกินได้ ซึ่งจะฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายนะคะ แต่ถ้าเป็นโค้ชส่วนตัวจะมีค่าใช้จ่าย ซึ่งเมย์ก็จะบอกทุกครั้งว่าให้เขาไปลองเข้าร่วมโครงการนี้ดูก่อนจะได้ไม่ต้องเสียเงิน ถ้าไม่เวิร์ค ค่อยมาปรึกษาส่วนตัวก็ได้ค่ะ

OH! NO SUGAR CHALLENGE เป็นโครงการที่รณรงค์ให้คนไทยบริโภคน้ำตาลให้น้อยลง เพราะด้วยความที่เมย์ทำบล็อกมานานก็เลยสังเกตว่าคนไทยทานหวานมาก ปรุงก๋วยเตี๋ยวก็ใส่น้ำตาลไปแล้ว 2 ช้อนโต๊ะโดยที่ยังไม่ได้ชิม แล้วการทานหวานมันส่งผลหลายเรื่องมาก ไม่ว่าจะเป็นท้องผูก สิวขึ้น ง่วงตอนบ่าย โรคเครียด หรือแม้แต่โรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคความดัน โรคไต ฯลฯ คือเราศึกษามาหลายทฤษฎีแล้วก็เลยอยากชวนคนไทยมาปรับลิ้นรับรส ให้ไม่ติดหวาน เพราะว่ามันมีงานวิจัยออกมาแล้วว่าน้ำตาลเป็นสารเสพติดอย่างหนึ่ง เป็นสารเสพติดยิ่งกว่าโคเคนหรือเฮโรอีนอีก เพราะฉะนั้นไม่แปลกอยู่แล้วว่าจะมีคนหยุดกินน้ำตาลไม่ได้

เมย์เลยทำโครงการนี้ขึ้นมา แล้วก็มีวิธีแนะนำว่าต้องทำยังไง ถ้างดน้ำตาลสัปดาห์แรก จะมีอาการแบบไหน สัปดาห์ที่ 2 จะมีอาการแบบไหน แล้วถ้าไม่กินน้ำตาลจะปรุงอาหารด้วยอะไรแทนดี ตอนบ่ายโหยจะทำยังไง เช้ากลางวันเย็นจะทานอะไรดีไป ไปทานข้าวนอกบ้านจะสั่งยังไง ไปซื้อของอะไรยังไงที่ซูเปอร์มาเกตได้บ้าง ก็คือ 2 สัปดาห์คุณจะได้เรียนรู้ว่าการเลือกอาหารทำยังไง อะไรเหมาะกับร่างกายคุณ ทานอะไรแล้วมีปฏิกิริยาต่อร่างกายยังไง สอนให้ฟังร่างกายตัวเองให้เป็น

ล่าสุดนี้เมย์ก็ทำขึ้นมาเป็นรอบที่ 5 แล้วค่ะ ก็มีคนมาร่วมสนุกเยอะขึ้นทุกครั้งนะ คนที่เข้าโครงการนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้หญิง 99 เปอร์เซ็น มีตั้งแต่วัยมัธยมไปจนถึงอายุ 60 ปี มันเป็นโครงการที่ได้มิตรภาพด้วยเพราะมีการแชร์ความรู้ มีการส่งขนมแบบไร้น้ำตาลให้กันทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน แบ่งปันสูตรอาหารกัน ใครเจอของกินอะไรที่ไม่มีน้ำตาลในซูเปอร์มาเกตก็จะมาโพสต์แบ่งปันให้กันดู ฯลฯ

ผลลัพธ์ที่ได้จากที่ทำโครงการนี้มา 4 รอบก็คือบางคนไม่คิดว่าชีวิตนี้จะเลิกกินน้ำตาลได้ ตอนแรกติดชานมไข่มุกมาก แล้วพอทำครบ 14 วัน สิ่งแรกที่พุ่งไปซื้อคือชานมไข่มุกแต่แบบเฮ้ย มันไม่อร่อยแล้วก็มี สุดท้ายก็ได้ประหยัดค่าชานมไข่มุกไป หรือบางคนพุงยุบ คนที่เป็นนักกีฬาก็ออกกำลังกายได้ดีขึ้น ได้นานขึ้น คนที่ลดน้ำหนักมานานหลายวิธี น้ำหนักนิ่ง ลดไม่ได้ มาทำแบบนี้น้ำหนักเขาก็ลง คนที่ท้องผูกก็ขับถ่ายดี หรือที่ดีมากก็คือคนที่เกือบเป็นเบาหวานแล้วระดับน้ำตาลในเลือดลดลงแบบที่ไม่เคยลดมา 2 ปี จนหมอบอกหากรักษาระดับได้แบบนี้ก็ไม่เป็นเบาหวานแล้ว

 • ดูแลตัวเองมา 5 ปี แล้วกว่าจะมาถึงวันนี้ แบบนี้เราเคยลองผิดลองถูกมาเยอะแล้วใช่ไหมคะ มีวิธีที่ลองผิดลองถูกแล้วไม่โอเค แล้วมาส่งผลกับร่างกายยังไงบ้างไหมคะ

เมย์เริ่มดูแลตัวเองและทานอาหารสุขภาพมาตั้งแต่ปี 2012 เริ่มต้นเพราะอยากลดน้ำหนัก 6 กิโลกรัม ที่ได้มาตอนไปเรียนที่อเมริกา โดยเมย์ได้ลองมาหลายวิธี ทั้งออกกำลังกายเยอะและทานน้อย สรุปว่าไม่รอด เพราะไม่ตอบโจทย์ lifestyle ของตัวเองเนื่องจากเป็นคนชอบทาน (และต้องอร่อย)

ก็มีเคยทดลองทานเกือบจะเจแต่ไม่ใช่เจค่ะ คือว่ามันมีปลาบ้างบางมื้อ เริ่มแรกๆ คือ ไม่รู้ว่า healthy คืออะไรก็คิดเอาเองว่ามันต้องไม่กินเนื้อสัตว์ ต้องกินเจหรือเปล่าอะไรแบบนี้ แล้วเราน่าจะกินผิดหรืออะไรไม่รู้ตอนนั้นผลออกมาคือเลือดจางมาก
แล้วก็มีตอนที่ทาน high fat ก็รู้สึกว่าประจำเดือนมาแปลก นอนหลับไม่ลึก ตื่นเช้ามาก เพราะว่ามันทำให้มีแรงเยอะมาก คือบางวันก็ไม่เหนื่อย ตอนเย็นก็ไม่อยากนอน เราอยากนอนได้แบบปกติแต่ร่างกายมันตื่นมาก

จนมาค้นพบว่าการทานอาหารเพื่อสุขภาพสามารถทำให้เมย์น้ำหนักลดได้อย่างยั่งยืน แถมไม่ต้องทานน้อยด้วย


• แล้ววิธีการทานที่ค้นพบที่ถูกกับร่างกายเป็นยังไงคะ

แนวทางอาหารที่เมย์ทานก็คือ Whole Food - Plant Based หรือ การทานอาหารทุกหมู่ รวมถึงเนื้อสัตว์ เน้นวัตถุดิบจากธรรมชาติ เลี่ยงอาหารแปรรูป และเน้นทานผักให้มากที่สุด จะทานผัก 50 เปอร์เซ็นต์ต่อมื้อ โปรตีน 1 ฝ่ามือต่อมื้อ คาร์โบไฮเดรตก็แล้วแต่ ถ้าออกกำลังกายก็กินเยอะหน่อย ก็ต้องกินให้ครบ 5 หมู่ แต่ผักจะเป็นของยืนพื้นเลย เราจะเลือกวัตถุดิบจากธรรมชาติ แปรรูปให้น้อยที่สุด จะกินมังสวิรัติ กินเจ กินอะไรก็ได้ ก็คือกินผักให้ได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ต่อมื้อ ผักใบเขียวจะเอาไปนึ่งต้มลวกผัดอะไรก็ได้ให้มัน ได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ต่อมื้อ สิ่งต่อมาก็คือโปรตีนเราจะเลือกเป็นไก่ ปลา เต้าหู้หรืออะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นโปรตีนที่ไม่ใช่โปรตีนที่ฉีดฮอร์โมน ส่วนไขมันก็คือไขมันดีที่มาจาก น้ำมันดี ถั่ว ไม่ใช่ ไก่ทอด น้ำมันใช้ซ้ำ 10 รอบมันก็ไม่ใช่ หรือถ้าจะกินอาหารแปรรูป อย่างไส้กรอก เบคอน หรืออะไรก็ได้แต่ต้องเป็นแบบไม่ฉีดสี ทำมาจากหมูที่ดีอะไรทำนองนี้ค่ะ

หลักการง่ายๆ ในการซื้อวัตถุดิบคือดูที่ส่วนประกอบ ถ้าเกิดมีอะไรที่เราอ่านไม่ออกมากกว่า 2 อย่าง ก็ไม่ต้องซื้อ เพราะถ้าเกิดเรายังอ่านไม่ออกร่างกายเรายังไงก็อ่านไม่ออก กินเข้าไปมันก็ไปตกค้างตามส่วนต่างๆ แล้วเข้าไปดูได้เลยนะว่าตามร้านสะดวกซื้อมากกว่าครึ่งหนึ่งก็คือเป็นอะไรที่อ่านไม่ออก เดี๋ยวนี้คนป่วยเยอะเพราะว่าเขากินอาหารที่ไม่ใช่อาหารแล้ว จริงๆ ไม่ต้องดูเลยนะว่าผลิตภัณฑ์นี้ เป็น low fat, non fat หรืออะไรให้ไปดูที่ส่วนประกอบก่อนอย่างแรกเลย

ตอนนี้เมย์จะไม่ได้ทานอาหารแบบเฮลตี้ตลอดนะคะ คือเมย์เป็นคนที่ทานข้าวนอกบ้านเยอะมาก จะทานนอกบ้านประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์เลย แต่ว่าถ้าวันไหนอยู่บ้านก็จะทำอาหารกินเอง

หลักๆ การทานนอกบ้านจะเลือกร้านที่วัตถุดิบดีไม่ใช่ร้านที่เอาอาหารมาอุ่น ซ้ำ จะสั่งแบบไม่ใส่ชูรส ไม่ใส่น้ำตาล ส่วนเรื่องขนมก็ยังมีกินบ้าง เราจะกลายเป็นคนเรื่องมากไปทันที เวลากินเค้กก็จะกินเลือกแบบเนยแท้ นมแท้ ไม่กินครีมเทียม ไม่กินเนยเทียมอะไรแบบนี้ค่ะ

ถ้าใครไม่มีเวลาก็สามารถทำได้นะคะ อย่างโครงการ OH! NO SUGAR ก็จะมีคนกลุ่มนี้เยอะมากที่เขาไม่มีเวลา เขาก็แค่ทานอาหารตามสั่งแต่เขาก็ต้องสั่งให้เป็น ต้องไม่ใส่ผงชูรส น้ำตาล ร้านไหนใส่ผงชูรสก็ไม่ต้องไปทาน ส้มตำไก่ย่างคือทานได้หมดเลยก็แค่ไม่ต้องชูรสกับน้ำตาล แต่ยังไงก็ต้องทานผักให้ได้ 50 เปอร์เซ็น ถ้าเกิดไม่มีเวลาทำอะไรเลย เดี๋ยวนี้ผักสลัดมันมีพร้อมทานอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องทำอะไรเลยก็แค่แกะถุง ไข่ต้มในร้านสะดวกซื้อก็มีขาย ซึ่งมันอยู่ที่การเลือก

 • ล่าสุดเห็นว่าหันมาใช้วิธีแบบธรรมชาติบำบัดด้วย

เมื่อก่อนที่เมย์ไปเรียนเมืองนอก เพราะฉะนั้น 5 ปีที่ศึกษามาเราก็จะศึกษาแต่ทฤษฎีต่างประเทศหมดเลย ทานก็ทานเหมือนต่างประเทศ แล้วอยู่ๆ เราก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมืองไทยก็มีของดีๆ มากมาย เพราะการทานแบบฝรั่งอาจจะไม่ได้เหมาะกับสภาพอากาศภูมิประเทศของเมืองไทยก็ได้

ดังนั้นเมย์ก็เลยเริ่มศึกษาเรื่องสมุนไพรไทยมากขึ้น ก็เลยไปเจอการดูแลตัวเองแบบธรรมชาติบำบัด มันคือการใช้ผักพื้นบ้าน ผลไม้ตามฤดูกาล เป็นผลไม้ในท้องถิ่น ไม่ใช่ของนำเข้า ไม่ทานผลไม้แช่แข็ง ไม่ทานของแปรรูป คือจะทานสดๆ จากธรรมชาติเลยค่ะ หรืออย่างเวลาปวดหัวก็ไม่ทานยาแก้ปวดหัวแต่จะทานของเปรี้ยวแทน อย่างเช่นมะขามเปียกหรือไม่ก็น้ำมะนาวหรือว่าเอาน้ำราดหัวไปเลยให้ความร้อนออกจากตัว คือใช้วิธีจากธรรมชาติไปเลยที่หาได้ง่ายๆ ไม่แพงและประหยัดด้วยค่ะ

 • แล้วนอกจากการเลือกรับประทานอาหารแล้ว เรามีวิธีการดูแลตัวเองยังไงอีกบ้างคะ

ที่สำคัญกว่าการกิน ก็คือเมย์จะพยายามไม่เครียด เมื่อก่อนเมย์มีปัญหาเรื่องความเครียดเยอะ แล้วใครที่มีปัญหาอ้วนลงพุงโดยเฉพาะหน้าท้องล่าง คือจะบอกว่ามันมาจากความเครียดสะสมนะคะ

เวลาที่เมย์เครียด เมย์จะหายใจลึกๆ หาเวลาไปออกกำลังกายให้มันผ่อนคลาย มีเต้นซุมบ้าบ้าง โยคะบ้าง หรือปั่นจักรยานบ้าง หรือจะวาดรูประบายสีก็ได้ ในทางธรรมชาติบำบัดเขาเชื่อว่าถ้าเกิดเครียด 1 นาที ร่างกายต้องใช้เวลา 7-8 วัน ขับสารพิษอันนั้นออก ซึ่งต่อให้ทานอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ถ้าเครียดก็ไม่มีประโยชน์ เพราะส่วนตัวเมย์เคยมีพ่อของเพื่อนที่ทานแบบนี้มาก่อนแต่เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งเพราะความเครียด

 • ปัจจุบันคนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพ มีวิธีแนะนำอะไรสำหรับมือใหม่ที่อยากหันมาดูแลตัวเองบ้างคะ

เมย์ว่าดีมากเลยนะคะ แต่ว่าต้องใจเย็นนิดนึง อย่างสำหรับมือใหม่ เริ่มจากไม่ต้องไม่ต้องนับแคล งดน้ำตาล หรืออะไรเลย แค่ฝึกเลือกวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ อะไรที่มันแปรรูปแล้วเราอ่านไม่ออก ไม่รู้ทำมาจากอะไร หรืออะไรที่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไรก็เลี่ยงไปค่ะ

นอกจากนี้ต้องให้เวลาตัวเองศึกษาหาความรู้ เพราะถ้าเราไม่มีความรู้เลยก็จะโดนหลอกง่ายมากๆ เพราะถ้าเอาๆ จริง เมืองไทยมันไม่ได้มีคนมาตรวจขนาดนั้นว่าใครพูดจริงหรือพูดไม่จริง แล้วถ้าเราไม่มีความรู้เลยเราก็กลายเป็นเหยื่อโฆษณาได้ง่ายๆ เพราะว่าอะไรหลายๆ อย่าง ที่เมย์เห็นในผลิตภัณฑ์ต่างๆ มันก็ไม่ได้เฮลตี้นะ คือ ดีแล้วมาถูกทางแล้ว แต่ยังไงมันก็สู้มีความรู้เองไม่ได้ แล้วที่สำคัญคือร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่คนนั้นกินแล้วดี บางทีมันก็อาจจะไม่ดีเลยสำหรับร่างกายเราก็ได้ มันต้องลองแล้วก็สังเกตร่างกายตัวเองว่าอะไรเหมาะกับเราค่ะ

3 เมนูอาหารแบบฉบับ Health Coach

เมนู Raw & Living Salad ▪ ยำผักมีชีวิต

วัตถุดิบ

•ถั่วเขียวดิบ1 กำมือ นำไปเพาะงอก
•แตงกวาเล็กใหญ่
•มะเขือเทศ
•สมุนไพรที่ชอบ เมย์ใช้โหระพา และผักชีลาว
•ส่วนประกอบน้ำยำ
•น้ำมันมะกอกสกัดเย็นประมาณ 1 ชต.
•มะนาว 1/2 - 1 ลูก
•กระเทียมสับ 3 กลีบ
•หอมใหญ่สับ 1/2 ลูก
•น้ำมะขามเปียก
•น้ำผึ้งป่า
•เกลือสมุทร
•พริกไทยดำ

วิธีทำ

1.เพาะถั่วเขียวด้วยการแช่น้ำค้างคืน
ตื่นมาห่อด้วยผ้าขาวบางหลวมๆ พรมน้ำให้ชุ่ม นำไปตากแดด ดูให้เริ่มมีหางออกมา หากร้อน 4 ชั่วโมงก็ทานได้ หรือจะทิ้งไว้อีกคืนก็ได้ค่ะ หากขี้เกียจพรมน้ำ เมย์ใช้วิธีเอาผ้าไปวางไว้บนตระแกง รองใต้ด้วยน้ำในถ้วย

2.หั่นผักตามชอบ
3.ผสมน้ำยำ
4.คลุกให้เข้ากันเป็นอันพร้อมทาน
เมนู Sautéed Green Banana ▪ กล้วยดิบผัดกะปิ

วัตถุดิบ

•กล้วยน้ำว้าดิบหั่นแว่นต้มสุก 2-3 ลูก
•กระเทียม 10 กลีบ
•พริกขี้หนูตามชอบ
•กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
•ใบโหระพา 1 ถ้วย
•ใบมะกรูดซอย 1 ช้อนโต๊ะ
•น้ำเปล่า ¼ ถ้วย
•น้ำมันดีสำหรับผัด

วิธีทำ


1.โขลกกระเทียมกับพริกขี้หนูให้ละเอียด
2.ละลายกะปิกับน้ำเตรียมไว้
3.ตั้งกระทะใส่น้ำมันพอร้อนใส่เครื่องที่โขลกไว้ลงไป ผัดให้มีกลิ่นหอม
4.เติมกะปิที่ละลายไว้ลงไป
5.พอเดือดใส่กล้วยลง ใส่ใบโหระพาและใบมะกรูดลงไปผัดให้เข้ากัน เป็นอันพร้อมทาน
6.(เมย์ไม่ได้ปรุงน้ำปลาและใส่น้ำตาลเพิ่มเพราะกะปิเค็มอยู่แล้วค่ะ)
เมนู Salted Pumpkin ▪ ฟักทองคั่วพริกเกลือ

วัตถุดิบ

•ฟักทองหั่นเต๋า
•น้ำมันดี
•เมล็ดฟักทอง
•พริกไทยป่น
•พริกแห้งสับ
•เกลือ

วิธีทำ

1.ลวกฟักทองให้เริ่มนิ่ม อย่าให้นิ่มมาก เพราะเดี๋ยวเละ
2.พัดฟักทองพร้อมน้ำมันเล็กน้อยเพื่อให้เครื่องปรุงติด
3.ใส่เมล็ดฟักทอง
4.ใส่เครื่องปรุงทุกอย่างและคั่วจนส่วนผสมกลบเนื้อฟักทอง อย่าคั่วนาน เพราะเดี๋ยวฟักทองจะนิ่มค่ะ
เรื่อง : วรัญญา งามขำ และ ธัญลักษณ์ อุ่มเจริญ
ภาพ : เพจ Ms Happy Diet มาทำเรื่องเฮลตี้ให้ง่าย อร่อย และสนุกกัน

กำลังโหลดความคิดเห็น...