xs
xsm
sm
md
lg

เปิด "ตัวช่วย" ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยง่าย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงาน “สู้กับโรคเบาหวานอย่างเท่าทัน หมั่นติดตามระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ” โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์ จากศูนย์โรคเบาหวานและไทรอยด์ โรงพยาบาลเทพธารินทร์ และ ไอซ์-ณพัชรินทร์ ไพบูลย์รัตนกิจ ลูกสาวของ ค่อม ชวนชื่น มาร่วมให้ข้อมูล และ แบ่งปันประสบการณ์ เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ได้ทำการเปิดตัว “แอคคิว-เช็ค ไกด์” เครื่องตรวจระดับในเลือด ที่จะช่วยให้การใช้งานของผู้เป็นเบาหวานนั้นสามารถทำได้ง่ายขึ้น ด้วยฟังก์ชั่นเสริมที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถเลือกที่จะถ่ายโอนข้อมูลค่าน้ำตาลไปยัง ‘แอปพลิเคชั่นแสดงผลค่าน้ำตาล’ ผ่านระบบบลูทูธ เพื่อให้การดูแลโรคเบาหวานของผู้ป่วยสะดวกและง่ายดายขึ้นด้วย

อยากให้คุณหมอช่วยอธิบายถึงโรคเบาหวานในปัจจุบันหน่อยค่ะ

นายแพทย์เอกลักษณ์ : จริงๆ โรคเบาหวานเป็นโรคที่หลากหลายมาก มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งที่เราจะพูดกัน ก็มี 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ เบาหวานชนิดที่เป็นในเด็กและวัยรุ่น แล้วต้องฉีดอินซูลีน ซึ่งจะต้องฉีดก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อ แล้วก็ต้องเจาะเครื่องเจาะน้ำตาลเป็นประจำ แต่คนไข้ที่เรารู้จักกันก็จะเป็นชนิดที่ 2 สาเหตุว่าเบาหวานเกิดจากอะไร ก็จะพูดในชนิดที่ 2 กัน เพราะว่าต่างกับชนิดแรก ถ้าเป็นชนิดที่ 2 ก็คือเบาหวานแบบผู้ใหญ่ แบบที่เรารู้จักกัน เกิดจากกรรม 2 อย่าง กรรมแรกคือกรรมพันธุ์ คือถ้าเรามีพ่อแม่พี่น้องเป็นเบาหวาน ตรงนี้ความเสี่ยงจะมี แล้วเราก็มีความเสี่ยงนี้ด้วย ก็คือญาติสายตรง คือนับแค่พ่อแม่หรือพี่น้องเรา ผมว่าหลายๆ คนก็จะมีประวัติตรงนี้ แล้วอีกกรรมหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ พฤติกรรม พฤติกรรมที่เราจะเป็นได้คือ การที่เราอ้วนนั่นเอง ภาวะอ้วน จะทำให้เราเกิดภาวะคือ ดื้ออินซูลีน ซึ่งจะทำให้เราเกิดอาการ ถ้าใครมีทั้ง 2 ข้อนี้ ความเสี่ยงก็จะมีมากขึ้น

แนวโน้มตรงนี้เราสำรวจกันมาเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ คนไข้มีน้อยกว่านี้ ไม่ถึงครึ่งเลย ตอนนี้จากตัวเลขที่เราเห็นมา ตอนนี้อาจจะพูดไม่ชัด ผมอยากย้อนนิดนึงให้เราได้เห็นว่า ในเมื่อปี 2000 ตอนนั้นมีคนไข้ 170 ล้านคน ยังไม่ถึงครึ่งในตอนนี้ จริงๆ ตอนนั้นเขาก็มีการประมาณด้วยว่า จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาประเมินว่า ภายใน 30 ปี ตัวเลขจะเพิ่มเป็น 2 เท่า ตอนนั้นคือเหตุที่เขาทำนายไว้ ต่อมาเขาก็ติดตามมาเรื่อยๆ แค่ 11 ปี ปี 2011 ทะลุ 360 ล้านคนเรียบร้อย จนปัจจุบัน 415 ล้านคน จะเห็นว่ามันเร็วกว่าคาดการณ์เกือบ 3 เท่า แล้วก็เป็นอย่างงี้ทุกทวีป เบาหวานไม่ได้เลือกประเทศแค่ที่พัฒนาแล้ว เบาหวานเกิดขึ้นหมดทั้งฐานะดีและไม่ดี ทั้งในทวีปแอฟริกา หรือทวีปต่างๆ ทั่วโลก ทุกที่ เบาหวานมีทั้งนั้น ทวีปเอเชียก็เป็นประเทศที่โรคเบาหวานเกิดขึ้นเร็วมาก

อีกข้อสังเกตหนึ่งในทวีปเรานะครับ ถ้าเทียบรูปร่างเรากับคนตะวันตก สังเกตมั้ยครับว่าเราไม่ได้อ้วนแบบเขา แต่จริงๆ แล้ว สัดส่วนของคนที่เป็นเบาหวานจะเยอะกว่า ถ้าเทียบกับคนที่เป็นชาวตะวันตก ว่าง่ายๆ คือ ถ้าเอาคนที่มี BMI เดียวกัน คนเอเชียจะเป็นเบาหวานเยอะกว่ามาก ณ ตำแหน่งที่เรียกว่าอ้วนเท่ากัน เอเชียกับเราเป็นเบาหวานง่ายกว่า ส่วนหนึ่งเราเชื่อว่า กรรมพันธุ์เราหลั่งอินซูลีนได้น้อย ทำให้เราเป็นเบาหวานง่าย แล้วเราก็มีข้อมูลที่เป็นข้อมูลใหม่ คือ เราเป็นชนชาติที่มีไขมันที่พุงเยอะกว่าเชื้อชาติอื่นๆ ถ้าเทียบกับชาวยุโรป ชาวอเมริกา หุ่นเท่ากัน และวัดน้ำหนักเท่ากัน สัดส่วนของเราจะเยอะกว่า ตรงนี้ทำให้เราเป็นเบาหวานได้ง่าย

ถามมาที่คุณไอซ์ ในฐานะของผู้ดูแล ตอนที่น้าค่อมเริ่มเป็นโรคนี้ ตอนนั้นรู้สึกยังไง

ไอซ์ : ต้องบอกก่อนว่า คุณพ่อไม่ใช่คนขี้โรค แล้วก็เป็นคนที่ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเลย แล้วพอรู้ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ใจเราไม่ดีเลย คือพอเวลาพูดทีไรจะเสียงสั่น คุณพ่อเป็นคนที่ใช้ชีวิตโหดมาก คือฉันจะทำอะไร ฉันไม่เชื่อฟัง คือใครพูดอะไรมาฉันไม่ฟัง แล้วเขาคือวินัยไม่ดี เขาเป็นเบาหวานเพราะว่าเขาดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ได้รับมาประมาณ 20-30 ปี พูดได้เลยว่า คุณพ่อดื่มวันละ 16 ขวดขึ้นไป ซึ่งทุกคนนี่เตือนแล้วอะไรแล้ว ไม่ฟังเลย แล้ววันหนึ่งตัวเขารู้สึกว่าไม่ไหว เขารู้สึกเองได้เลยว่าไม่เหมือนเดิม เขาก็บอกกับทุกคนว่า พาเขาไปหาหมอเถอะ เขารู้สึกว่าไม่โอเคแล้ว ไม่ปกติแล้ว พอไปหาหมอปุ๊บ ตรวจพบว่าเบาหวานสูงมาก แล้วพอเจอปุ๊บก็มีโรคอื่นแทรกซ้อนเข้ามา

คือด้วยความที่ไม่เคยพบหมอ ก็จะมีอาการดื้อบ้าง คุณหมอหรือพยาบาลเตือนก็ไม่ฟัง ซึ่งแกก็ไม่เอาเลย คือคนในบ้านเครียดกันหมดเลย แต่คุณพยาบาลก็ค่อยๆ อธิบายๆ ไป จนคุณพ่อก็ยอมตรวจ ยอมทำตาม ยอมรับตัวเองได้ว่าฉันไม่สบายนะ ถ้าเป็นอย่างงี้ก็ทำงานไม่ได้นะ และปฎิบัติตามมากขึ้น หลังจากที่คุณพ่อออกจากโรงพยาบาลปุ๊บ อันดับแรกเลยคืออาหาร เรื่องนี้เราเน้นให้เขาหน่อย เพราะว่า คือหลังจากที่เขาออกมา อะไรที่ทำให้ไม่ดีให้ เขาเลิกหมดเลย คืออาหารการกินต้องเข้มงวดมากเลย เช่น ถ้าปกติ จะทานข้าวขาหมูหนังเยอะๆ คากิเยอะๆ ซึ่งเราก็ต้องคอยเบรก อย่างเช่นว่า อยากจะทานเงาะอีก ก็ไม่ได้ คือถ้าแบ่งรับแบ่งสู้กับเขาได้ ก็ยืดหยุ่นกันไป แล้วพอเราก็จะช่วยมาดู เวลาที่พบคุณหมอ แล้วจะมีการติดตามผล คุณพ่อคุณแม่จะช่วยกัน แล้วก็จะคอยถามว่า เป็นยังไงบ้าง เดือนนี้โอเคมั้ย แต่ครั้งแรกที่ไปหาหมอ น้ำตาลอาจจะยังไม่คงที่ แต่ผ่านไป 1 ปี ตอนนี้โอเคขึ้นมากแล้วค่ะ

คุณหมอคิดว่ายังไงกับการตรวจน้ำตาลในทุกๆ วัน อันนี้มีความจำเป็นขนาดไหน

นายแพทย์เอกลักษณ์ : สำคัญนะครับ เพราะว่า เวลาที่เรานัดมารักษา ส่วนใหญ่ก็จะนัดครั้งละ 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน ตรงนั้นเราเป็นปรับแผนการรักษา เช่นในการปรับยา ในเรื่องของการปรับในแง่ของการรักษา แต่อาหารที่คนไข้กินในแต่ละวัน ตรงนั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญด้วย เผื่อว่าเราเองก็ไม่ได้อยู่กับคนไข้ เราเองก็แค่แนะนำว่า อะไรดีไม่ดี แต่แน่นอน ในชีวิตจริง คนไข้ก้ต้องมีอาหารที่ชอบที่แตกต่างกัน เราแนะนำยังไงก็ไม่เท่ากับสิ่งที่คนไข้ไปกินในชีวิตจริง คำแนะนำที่ช่วยได้มากคือ การตรวจน้ำตาลด้วยตัวเอง ซึ่งมันมีประโยชน์ 2 ส่วน คือ ใช้เสริมเวลาที่แพทย์นัด อย่างเวลาที่แพทย์นัด ก็จะเอาข้อมูลที่บ้านมาประกอบ เพราะว่า ถ้าเห็นแค่ค่าเดียว อาจจะไม่ได้ตรงกับวันอื่นๆ เลย แต่ถ้าเรามีเครื่องเจาะที่บ้าน เราก็สามารถบอกได้ว่า วันอื่นๆ เป็นยังไง แต่ว่าประโยชน์อีกด้านหนึ่งซึ่งคนยังไม่ใช้มาก ทั้งๆที่มีประโยชน์มากคือ ตรวจดูว่าอาหารที่กินในแต่ละวัน ถูกต้องหรือเปล่า ซึ่งอันนี้เราก็ต้องตรวจหลังอาหาร โดยส่วนใหญ่ การเจาะที่ปลายนิ้วด้วยตัวเอง จะเจาะในตอนเช้า หรือ ส่วนใหญ่จะเจาะตอนตื่นนอน ตรงนี้ เอาไว้ให้แพทย์ปรับยา เอาไว้ให้เราติดตามการรักษา

แต่บางทีคนไข้เองอาจจะสื่อไม่เห็นภาพว่า น้ำตาลที่เจาะในแต่ละวันวันมีประโยชน์ยังไง สิ่งที่คนไข้จะได้ประโยชน์และเรียนรู้ด้วยตัวเอง คือเราให้กินข้าวไป ก็คือเราเจาะก่อนกิน และทานอาหาร และเจาะตามหลัง ถ้าเราสามารถเจาะตอนก่อนหลังกินได้ มันทำให้น้ำตาลเราขึ้นหรือเปล่า ซึ่งคนไข้จะเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้ว ว่าอาหารชนิดไหนที่สามารถกินได้ น้ำตาลไม่ขึ้น ในความเป็นจริง คนไข้ก็จะเรียนรู้เองในแต่ละวัน สุดท้ายพอทำไปเรื่อยๆ คนไข้ก็จะทราบว่า อาหารอะไรที่ไม่ควรกิน บางทีเราอาจจะไปแนะนำไป แต่คนไข้ไม่เชื่อ บางทีแค่บอกว่า แค่ลองกินเอง แต่ในความเป็นจริงว่า อยากกินก็กินไป กินเสร็จก็เจาะตามหลัง ซึ่งถ้าเจาะตามหลัง น้ำตาล 300 ก็จะเริ่มกลืนน้ำลายแล้ว มื้อต่อไปก็คงรู้แล้วว่า ข้าวขาหมูเริ่มไม่ดีเท่าไหร่ ซึ่งการเจาะน้ำตาลแบบนี้ จะช่วยคนไข้ได้มาก

ทีนี้ พอได้เครื่อง “แอคคิว-เช็ค ไกด์” มาแล้ว การใช้งานในฐานะผู้ดูแล เป็นยังไงบ้างคะ

ไอซ์ : อันดับแรกที่ใช้เครื่องนี้ คือพ่อจะชอบทานอะไรที่เยอะ ทานนั่นนี่ แล้วพอเราใช้เครื่อง กว่าที่เราจะกล่อมพ่อได้นี่แบบ พ่อ เรามาตรวจกัน แต่ พ่อบอกว่า ขอตัวไปอาบน้ำก่อน แล้วไม่ลงมาเลย คือคุณพ่อจะหนีไปเลย เพราะคุณพ่อกลัวเข็ม แล้วพอเรายิ่งแนะนำเขา เหมือนจี้เขา ซักพักเราก็ปล่อยเขาไปก่อน แต่เราก็พูดให้เขาฟังนะว่า ลองมั้ยๆ คืออันดับแรก เขาตรวจที่โรงพยาบาลแล้ว แต่ยังไม่ได้มีใช้ที่บ้าน เหมือนที่คุณหมอชอบบอกว่า คนไข้ชอบประพฤติตัวเองดีก่อนไปหาหมอ 2-3 อาทิตย์ สมมุติว่า เราหาหมอ 2 เดือนครั้ง 1 เดือนนี่คือเต็มที่เลย แต่พอใกล้จะพบหมอ คุณพอเบาตัวเองลงมาก ซึ่งเป็นเรื่องจริงเลยคะ แล้วพอไปหาหมอ น้ำตาลดีขึ้นเฉยเลย ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ไง เราเตือนคุณพ่อแล้วไม่ฟัง จนเรางัดไม้เด็ดว่า ถ้ากลับมาเป็นแบบเดิม ไม่มีใครดูแลแล้วนะ แล้วก็ให้ทุกคนช่วยแทนด้วย เพราะคนชอบยอมพ่อ แล้วเขาก็เริ่มใจอ่อนเริ่มยอม คือการที่คุณหมอตรวจให้ ไม่เจ็บหรอก แต่พอเราตรวจให้ต้องเจ็บแน่เลย แต่พอตรวจจริงปุ๊บ ก็ไม่ได้เจ็บนี่ แล้วเขาก็ยอมตรวจปกติ

นายแพทย์เอกลักษณ์ : คิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญนะครับ เพราะว่า โดยปกติที่ให้คนไข้มาติดตามรักษา คนไข้ก็จะพกสมุดต่างๆ มา ว่าให้คนไข้จดว่าทานอะไร ซึ่งบางทีสมุดเล่มนั้นทำมา 2 เดือน แต่พอวันตรวจ ไม่ได้เอามา จบเลย แล้วอีกอย่างคือมันไม่ใช่แค่น้ำตาลครับ ในเรื่องของอาหารที่กินด้วย เพราะว่า อย่างที่บอกว่าเกิดจากการกินอะไร ซึ่งคนไข้ต้องจดมา แต่ปัญหาคือ เราไม่ได้กินแค่อย่างเดียว แต่เราจะกินแบบรวมๆ กับข้าวอย่างงี้ ซึ่งในความเป็นจริง เราประเมินลำบาก ถ้าเรามีตัวแอป ที่ช่วยเราหรือช่วยในการถ่ายภาพ มันจะสามารถลิงค์กับตัวน้ำตาลได้เลย และก็สามาถทำเป็นกราฟให้เราเห็นได้ด้วย แล้วมองรูปแบบได้ ซึ่งมีประโยชน์ แล้วอีกจุดที่ช่วยมากก็คือการส่งเอสเอ็มเอสของการตรวจ จริงๆ การที่น้ำตาลสูงไป เราอาจจะไม่ได้กลัวมากนัก เพราะว่าน้ำตาลสูงมันทำลายเส้นเลือดระยะยาว เพิ่มความเสื่อมที่เกิดขึ้นในเวลาหลายปี แต่จะมีน้ำตาลต่ำ ซึ่งประโยชน์ในการเจาะน้ำตาล เมื่อเราเกิดภาวะหิว ใจสั่น เหงื่อแตก ซึ่งคนไข้เบาหวานหนีไม่พ้นที่จะเจอปัญหานี้ เพราะว่า เบาหวานน้ำตาลสูง แต่เราไปลดเพื่อรักษาตัวเรา ให้น้ำตาลตกไป ซึ่งมันอันตรายนะครับ และระยะยาว

เพราะฉะนั้น ในบางครั้ง ต้องมีคนดูแลเบาหวาน บางครั้งถ้าเกิดอาการขึ้นมา หน้ามืด หมดสติ รุนแรงคือชักหรือโคม่าได้ ซึ่งน้ำตาลต่ำมีอันตรายหลายอย่าง ถ้าเราสามารถแน่ใจได้ว่าน้ำตาลในเลือดไม่ต่ำ สมมุติอาจจะเป็นญาติเราหรือพ่อแม่เรา ให้เจาะน้ำตาลให้ดูหน่อย บางทีท่านอาจจะโทรมาว่า หิว ใจสั่น เราอาจจะให้เจาะและส่งมาให้ดู ก็จะบอกได้แน่นอนกว่า ในชีวิตจริง แพทย์จะเจอปัญหาว่า คนไข้ไม่ค่อยเจาะ คนไข้ก็จะกินไปเลย เพื่อเอาตัวรอดไว้ก่อน อย่างพวกเราก็เช่นกัน ภาวะนี้มีอาการ หน้ามืด ท้องโล่งไปหมด ซึ่งในความเป็นจริง เราต้องเจาะก่อน เพราะในหลายคนไม่ได้ต่ำจริง มันเป็นภาวะหิวเฉยๆ มันทำให้เรากินเยอะเกินจำเป็น จริงๆ การแก้ก็สำคัญ เพราะว่าพอมันเกิดอาการแล้วรุนแรง การแก้คือการกินน้ำหวานเป็นขวดๆ ซึ่งน้ำตาลมันจะสูง ซึ่งพอเจาะทีหลังกลายเป็นว่ามันสูงกว่าเดิม อุปสรรคมากเลยก็คือ พอน้ำตาลลงต่ำแล้ว คนไข้ก็จะทำให้มันสูงขึ้นมา ซึ่งถ้าเราสามารถพิสูจน์ก่อนว่าน้ำตาลต่ำจริงหรือไม่นั้น แล้วค่อยแก้ ตรงนั้นมีความจำเป็นมาก เครื่องนี้มีประโยชน์อย่างมาก ในการยืนยันว่าน้ำตาลต่ำจริงหรือไม่ sms ที่ส่งไปนั้น จัดการว่า ให้คนรอบข้างจัดให้ถูกต้อง ซึ่งช่วยได้มากจากส่วนที่เพิ่มของตัวแอป

ในผู้ป่วยเบาหวานทุกคน จำเป็นมั้ยที่จะต้องตรวจทุกวัน

นายแพทย์เอกลักษณ์ : ผมมองว่าเรื่องที่สำคัญที่สุด คือความตระหนักในความเข้าใจของเบาหวาน ผมอยากจะฝากข้อหนึ่ง ตรงที่ว่า ในทางการแพทย์ เราพบว่า เรารักษาเบาหวาน คือเราลดน้ำตาลในเลือดลง เราเชื่อว่าน้ำตาลที่ลดลง น้ำตาลก็จะไม่เสีย เพราะเราเชื่อว่า หลอดเลือดเราไม่ได้ถูกสร้างมาให้น้ำตาลแช่อยู่อย่างงั้น ในความเป็นจริงเราพบว่า การลดน้ำตาลจากคนไข้ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นในแต่ละคนไม่เท่ากัน สิ่งที่สำคัญก็คือ ถ้ารักษาตั้งแต่ต้น หลอดเลือดอาจจะยังไม่เสีย ถ้าเราคุมน้ำตาลได้ดี แล้วเราติดตามไป คนไข้พวกนี้จะไม่ค่อยปวดเลย โรคแทรกซ้อนจะน้อยมาก เพราะเส้นเลือดเขาดีตั้งแต่ต้น แล้วเราไปแก้ก่อน

นี่คือสิ่งสำคัญที่คนไข้อาจจะไม่ตระหนัก ผมจะเปรียบกับคนไข้เบาหวานอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นมาแล้ว 20 ปี เต็มที่เลย น้ำตาลไม่เคยคุมได้เลย แล้วตาเริ่มจะไม่เห็นแล้ว ไตเริ่มจะเสีย เริ่มที่จะเข้าไปรักษา ตอนนี้ ทำตามที่หมอบอกทุกอย่าง หมอเองก็มาทุ่มเทการรักษาเต็มไปหมด การลดน้ำตาลในคนไข้คนที่ 2 ลดได้เท่ากันเลย คนที่เป็นมา 10 ปีแล้ว เส้นเลือดที่เสียไปแล้วไม่กลับคืน โรคแทรกซ้อนเราทำได้เพียงประคับประคอง เราไม่สามารถให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้ ไม่สามารถย้อนเส้นเลือดที่เสียให้กลับมาได้ เบาหวานเป็นโรคที่ รักษาในเลือดสูง แต่ยังไม่มีอาการ ซึ่งชีวิตจริงเยอะมาก เพราะถ้าหมอบอก พวกเราจะรู้สึกยังไงครับ มันเป็นเรื่องใช่เหรอ ทำไมต้องมารักษาด้วย แล้วเราก็อยากรักษาตอนที่เราไม่สบายแล้ว ซึ่งประโยชน์ที่ว่า นิดเดียว อย่างถ้าผู้ป่วยรู้ข้อมูลนี้ ก็อาจจะให้เห็นภาพมากขึ้นว่า ทำไมถึงเริ่มตอนนี้ แล้วส่วนใหญ่ปัญหาด้านสาธารณสุขในบ้านเราคือ คนไข้ที่กระจุกอยู่ตามโรงพยาบาลในบ้านเราจะเป็นคนไข้ในตอนท้ายๆ คุณภาพชีวิตไม่ได้เลย ขณะที่คนไข้ที่เริ่มเป็น เราแทบจะไม่ไปเปลี่ยนเลย ถ้าเราไม่มีการเปลี่ยน สุดท้ายก็จะเจอคนไข้ที่หนักแล้ว เพราะว่า บ้านเรา ถ้าไม่ไปตรวจ ก็คือยังไม่เป็น ถ้าไม่เจอ ก็ไม่เป็น นั่นคือปัญหา แล้ว พอเราสามารถเรียนรู้จากการเจาะน้ำตาลด้วยตัวเอง เป็นวิธีที่เราเปลี่ยนตัวเองได้ แล้วเราก็จะไม่ปวด ซึ่งสามารถป้องกันได้
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช

กำลังโหลดความคิดเห็น