xs
xsm
sm
md
lg

รพ.ศัลยกรรม ลั่นถ้าแพ้คดี “ต้อม รชนีกร” จะยอมจ่ายเงินสด 50 ล้าน! แต่ถ้าตนชนะ เล็งฟ้องกลับจุกๆ โอดเสียหายเป็น 100 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ยืดเยื้อกันมา 2 ปีแล้ว สำหรับคดีที่นักแสดงรุ่นใหญ่ “ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี” เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง “ปิ่น พิศพรรณ ศรีไชยยันต์” เจ้าของโรงพยาบาลเลอลักษณ์ และคณะแพทย์ผู้ผ่าตัด เป็นจำเลย ทั้งคดีแพ่งและอาญา เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท จากกรณีศัลยกรรมใบหน้า แล้วอ้างว่าเกิดความเสียหาย ใบหน้าผิดรูป ส่งผลกระทบต่อชีวิตและงานในวงการบันเทิง รวมถึงฟ้องเรื่องการละเมิดสิทธิ์นำรูป-คลิปขณะผ่าตัดไปเผยแพร่โดยไม่ยินยอม จนนำมาสู่การฟ้องร้องกันข้ามปี

“ต้อม รชนีกร” ร่ำไห้! เผยพิษศัลยกรรม หน้าพิการ กรามพัง เสี่ยงมะเร็ง (คลิป)

ความคืบหน้าล่าสุด เวลา 09.00 น. วันนี้ (12 พฤษภาคม 2569) ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว แต่ปรากฏว่าในวันนี้ทางทนายความของ ต้อม รชนีกร ได้ยื่นคำร้องขอให้เลื่อนพิจารณาคดี เนื่องจากมีเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่จะยื่นเพิ่มเติมให้กับศาล เมื่อศาลพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วจึงอนุญาตให้ตามคำขอของทนายความฝ่ายโจทก์ โดยเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาคดีเป็นวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น.

โดยวันนี้ ต้อม รชนีกร ไม่ได้เดินทางมาที่ศาลด้วยตัวเอง ส่งเพียงทนายความมาแทน ในขณะที่ทางด้านของ “ปิ่น พิศพรรณ” ได้เดินทางมาที่ศาลพร้อมด้วย “ทนายกฤตย์ สมุทรโคตา” ทนายความส่วนตัว และเปิดใจให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน มั่นใจไม่แพ้คดีแน่นอน แต่หากตนแพ้คดี ยืนดีจ่ายเงินสดให้อีกฝ่าย 50 ล้านบาท พร้อมประกาศถ้าต้อมเป็นฝ่ายแพ้คดี ตนเล็งฟ้องกลับ และเรียกค่าเสียหายจุกๆ เพราะโรงพยาบาลได้รับผกระทบเป็น 100 ล้าน

ทนายกฤตย์ : “เขาฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาทครับ ฟ้องตัวโรงพยาบาล แล้วก็ฟ้องตัวกรรมการ ก็คือมีพี่ปิ่น แล้วก็ตัวคุณหมอ แล้วก็มีตัวคุณหมอที่ทำศัลยกรรมเป็นจำเลยที่ 4 ว่ารักษาผิดพลาด ไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอน ไม่ถูกต้อง ทำให้เขาได้รับความเสียหาย เขาก็เลยเรียกค่าเสียหายมา”

ศาลเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา เพราะมีการยื่นเอกสารเพิ่มเติม
ทนายกฤตย์ : “วันนี้เลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปครับ เพราะว่ามันมีการยื่นเอกสารเพิ่มเติมหลังการที่สืบพยานแล้ว เลยยังทำคำพิพากษาไม่ได้ ศาลเขารับเพราะว่าเขาเห็นว่ามันเป็นคำแปลของเอกสารในนั้น แต่เขาก็เปิดโอกาสให้ทางจำเลยยื่นคำคัดค้าน พอนัดมาวันนี้ ก็เป็นการนัดมาเพื่อแจ้งว่าเลื่อนนะ แล้วก็ให้ทำคำคัดค้านยื่นต่อศาล ถึงค่อยไปนัดฟังคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง

ทาง “ต้อม รชนีกร” เป็นฝ่ายขอยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมต่อศาล
ทนายกฤตย์ : “ครับ มันเป็นเอกสารคำแปล เป็นเอกสารที่มันมีอยู่แล้ว แต่เขายื่นเพิ่มเติมอีก เป็นคำแปลของเอกสารเดิม ถามว่าหวั่นใจไหม ไม่ได้หวั่นใจครับ คือมันก็เป็นหน้าที่ของเราที่เราก็ต้องคัดค้าน เพราะว่าปกติแล้วเอกสารมันต้องสืบพยาน มันก็ต้องเอาเข้าก่อนที่จะมีการสืบพยาน แต่กรณีนี้มันนำเข้าหลังจากมีการสืบพยานเสร็จแล้ว เราก็คัดค้านไปตามระบบครับ (จะมีผลในการเปลี่ยนแปลงคำตัดสินมากน้อยแค่ไหน?) ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้มีผลครับ”

มั่นใจว่าจะไม่แพ้คดี เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด
ปิ่น : “เราค่อนข้างมั่นใจนะคะ ว่าจะไม่ได้เป็นคนแพ้แน่ๆ เพราะว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด คุณหมอไม่ได้ทำอะไรผิด เราอยากให้เขาสวยอย่างสุดหัวใจเลยค่ะ ตั้งใจบอกคุณหมอเลยนะ คุณหมอทำสวยๆ นะคะ เพราะว่าน้องก็มีปัญหามาหลายครั้งแล้ว อยากให้เขามีความสุขค่ะ จากใจเราคือบริสุทธิ์จริงๆ ในการตั้งใจช่วยเขานะคะ ค่อนข้างมั่นใจเพราะว่าเขาไม่ได้มีผลเสียหายทั้งทางกายภาพนะคะ และผลที่พิจารณาสืบพยานกันไปแล้วเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ทางการแพทย์ก็มาเป็นกลาง CT scan ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนเส้นประสาทอะไรเลย ที่จะก่อให้เกิดการชา

มันไม่ได้มีผลอะไร ผลมันเกิดจากการพูดของเขา อาการที่เป็นมันอยู่ในตัวของเขา คือเขารู้อยู่ในใจ แต่ว่าสื่อโซเชียลต่างๆ เขาก็ไปปรากฎตลอดเลย ว่าเขายังใช้ปากได้ ยังใช้การอ้าปากได้ ยังใช้ชีวิตได้ปกติ ร้องเพลงได้ แต่ว่าเขาแจ้งเรา ฟ้องเรามาด้วยความที่เสียหายหลายอย่างมากค่ะ ดังนั้นพอเวลาที่สืบพยานไปจบแล้วเมื่อ 3 เดือนที่แล้วนะคะ ก็ออกมาค่อนข้างที่จะมีความหมายว่า เราไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดค่ะ ทั้ง CT scan ก็เป็นผลที่ชัดเจนจริงๆ ค่ะ”

ไม่ได้กังวลใจ แต่รู้สึกงง ที่ “ต้อม รชนีกร” มีการยื่นเอกสารเพิ่ม
ปิ่น : “แค่รู้สึกงงค่ะ เพราะว่านัดวันนี้ใช่ไหมคะ แล้วเราก็เพิ่งรู้เมื่อเช้านี้ค่ะ แค่รู้สึกงงว่าจริงๆ มันควรจะยื่นตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว เวลาที่เขามีสิทธิ์จะยื่นค่ะ ปิ่นคิดว่าปิ่นไม่กังวลใจค่ะ

ทนายกฤตย์ : “เขายื่นมาพร้อมกับคำแถลงปิดคดี วันที่ 10 เมษายน คือคดีนี้มันมีการให้ยื่นคำแถลงปิดคดีกันก่อน ศาลนัดให้ยื่นภายในวันที่ 10 เมษายน แล้วเขาก็ยื่นมาพร้อมกับคำแถลงปิดคดีครับ”

ศาลนัดฟังคำพิพากษาใหม่อีกครั้งวันที่ 6 ส.ค. นี้ เวลา 9 โมง
ทนายกฤตย์ : “วันที่ 6 สิงหาคม เวลา 09.00 น. ครับ เป็นการนัดฟังคำพิพากษา ก็คิดว่าน่าจะไม่ได้มีอะไรเลื่อน นัดนานเพราะว่ามันจะต้องส่งสำนวน ร่างคำพิพากษาไปให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคเขาตรวจ เพราะว่าเป็นคดีทุนทรัพย์สูงครับ”

หากชนะคดีจะฟ้องกลับไหม คงต้องปรึกษากับทนายก่อน แต่ถ้าแพ้พร้อมจ่ายเงินสด 50 ล้าน
ปิ่น : “คงต้องคิดก่อนนะคะ เพราะปกติไม่เคยฟ้องคนไข้ท่านใดเลยนะคะ แต่คุณต้อมเนี่ยทำให้เราเสียหายหลายสิบล้านมากๆ จากการที่คนไข้ขาดความเชื่อถือทั้งโรงพยาบาลและแพทย์ มีการขอรับเงินมัดจำคืน ชี้แจงยังไงคนไข้ก็ไม่ฟัง เพราะสื่อโซเชียลก็แรงนะคะ เราเต็มที่ในการอยากให้เขาสวย และแพทย์ก็เต็มที่ยืนทำให้เขาตลอดชั่วโมงการทำ แต่ว่าผลลัพธ์ออกมาแบบนี้มันคือ.. ไม่อยากพูดค่ะว่าคืออะไร ก็เลยคิดว่าขอพิจารณาก่อน อาจจะปรึกษากับทนายความก่อน ว่าเราจะฟ้องร้องกลับหรือเปล่าค่ะ เขาฟ้องเรามา 50 ล้าน ถ้าเราแพ้ เรายินดีจ่ายให้คุณต้อมเลยค่ะ 50 ล้าน จ่ายเป็นเงินสดให้เลยนะคะ 50 ล้าน แต่เวลาที่เราฟ้องกลับ เราก็ต้องตั้งตัวเลขว่าเสียหายขนาดไหน อันนี้ขอปรึกษากันอีกทีหนึ่งนะคะ

เผยทางโรงพยาบาล ได้รับความเสียหายมากกว่า 50 ล้านบาท
ปิ่น : “มากกว่า 50 ล้านแน่นอนค่ะ เพราะว่าศัลยกรรมตกแต่ง เวลากระทบมันกระทบหลายเดือนมากๆ เพราะว่าคู่แข่งเยอะ เศรษฐกิจแย่ คนไข้มีอะไรให้เลือกตลอดเวลาค่ะ กระทบรุนแรงมากค่ะ (แปลว่าถ้าฟ้องกลับจะเรียกมากกว่า 50 ล้าน จะถึง 100 ล้านไหม?) อันนี้พิจารณาก่อนละกันค่ะ แต่ถ้าเราแพ้ขึ้นมานะคะ อันนี้เราคิดแค่อย่างเดียวเลยว่า เราเตรียมตัวจ่ายเงิน 50 ล้าน แต่สำหรับเรื่องที่ว่า จะมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ เราขอหาทางปรับปรุงแก้ไข สร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไข้ต่อไปนะคะ

พร้อมสู้ให้ถึงที่สุด หากแพ้คดี ก็จะยื่นอุทธรณ์ต่อ
ทนายกฤตย์ : “ได้ครับ ยื่นได้ครับ”

ปิ่น : “ถ้าแพ้นะคะ ก็ต้องอุทธรณ์ค่ะ (สู้จนถึงที่สุดเหมือนกัน?) ใช่ค่ะ

โอดได้รับผลกระทบระยะยาว ลูกค้าหาย ทำให้ขาดสภาพคล่องไปช่วงหนึ่ง
ปิ่น : “หายไปนะคะ เรามองว่าผลกระทบยาว น่าจะเป็น 100 ล้านแน่นอนค่ะ คือผลกระทบยอดค่ะ ต้นทุนโรงพยาบาลสูงมาก ค่าเสียหายที่ลูกค้าไม่เข้า อันนั้นเสียหายหนักจริงๆ ค่ะ มันก็มีขาดสภาพคล่องไปช่วงหนึ่งนะคะ หลังจากที่เป็นข่าวกับคุณต้อม แล้วก็เราเองก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น หาวิธีการทำการตลาด ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ไม่เคยทำ ก็เริ่มจะดีขึ้นมาค่ะ ซึ่งผ่านมาน่าจะเกือบๆ 2 ปี แล้วนะคะ”

สิ่งที่เสียหายที่สุด คือการพาดพิงจนทำให้คนเข้าใจโรงพยาบาลผิด
ปิ่น : “เขาพาดพิงว่าผลกระทบจากการผ่าตัด ทำให้เขาใช้ชีวิตปกติไม่ได้ ไม่สวย เคี้ยวข้าวไม่ได้ หน้าชา อ้าปากไม่ได้ ร้องเพลงไม่ได้ คือมันรุนแรงค่ะ ก็คือทำให้คนไข้เข้าใจผิด เพราะว่าข้อเสียหายของเขาที่เขาแจ้งมา เป็นอาการที่เขาบอกออกมาจากปาก ไม่มีใครรู้เลยว่าข้างในจริงๆ แล้วเป็นยังไง ซึ่งมันพิสูจน์แล้วจากผล CT Scan ว่าไม่กระทบแบบนี้ แล้วเราทำธุรกิจศัลยกรรมตกมา 25 ปี เราไม่เคยมีผลกระทบกับคนไข้เลยใดๆ พอเกิดกับเขา ซึ่งกายภาพเขาก็สวยปกติ หน้าเรียว แต่คนฟังก็จะเชื่อผู้เสียหาย แล้วเขาเป็นดาราด้วย เป็นสื่อของประชาชน ดังนั้นเวลาเขาพูดคน คนเชื่อนะคะ ถ้าเราไม่ได้ชี้แจงครั้งนั้น โรงพยาบาลเลอลักษณ์นี่ล่มไปเลยนะคะ การที่เราออกมาชี้แจงสื่อ อันนั้นถือว่าช่วยชีวิตเราได้ระดับหนึ่งเลย ผลกระทบก็จากที่บอกเขาเลย คนเห็นแล้วเข้าใจตามผู้เสียหาย เขาคิดว่าเป็นผู้เสียหาย แต่อันที่จริงเขาคือผู้ได้รับมากกว่านะคะ”

ลั่นไม่รู้จิตใจทำด้วยอะไร ถึงพาดพิงถึงแพทย์แบบนั้น
ปิ่น : “ไม่รู้ว่าจิตใจเขาคิดอะไรถึงทำได้ขนาดนี้ เพราะเขาชมตลอดเลย แพทย์ทำได้ยังไงสวยแบบนี้ อัดคลิปกับเราด้วยนะคะ มีคลิปยืนยันด้วยค่ะ คำชมของเขา บอกว่าไม่มีการผลกระทบเลย ยุบเร็ว กินข้าวได้เร็ว สัมภาษณ์กับเราหลังทำแค่ 10 วัน ตัดกรามออกมาดูดีทุกอย่าง พอมาดึงหน้าก็สวย ยุบบวมเร็ว หน้าเรียว คือชมตลอดเลยค่ะ แล้วคุณหมอยืนผ่าตัดให้เขานานมากๆ นะคะ ทำให้เขาอย่างเต็มที่ด้วยออเดอร์ปิ่นช่วยกัน เหมือนจะจับมือคุณหมอทำเลยนะคะ คือเราเจตนาดีจริงๆ เราทำให้ด้วยใจ

แต่แพทย์เนี่ย มีผลกระทบ สงสารแพทย์มากจริงๆ เพราะแพทย์เขาคืออยู่ภายใต้เลอลักษณ์ อยู่ภายใต้การดูแลของเรา เราเอาเขามาทำ เราขอร้องเขาแล้ว หลายรอบแล้วเขาจะไม่ทำ เลื่อนไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าคุณหมอไปดูอะไรมา เราก็ไปขอร้อง สงสารน้องต้อม เขารอมานานแล้ว เขาเคลียร์คิวดารามาแล้ว คุณหมอทำให้เถอะ จนกระทั่งผ่านพ้นไป เขาทำ แล้วก็มาหาว่าเราไปตื๊อให้เขาทำ โห หลายเรื่องไปหมดเลยค่ะ เรื่องช็อกของเรามันเยอะมากค่ะ เราสงสารคุณหมอมากจริงๆ เขาทำไปผลลัพธ์ออกมาดี แต่เขาไม่พอใจเรื่องการรีวิว เขาก็ไปทำให้แพทย์เสียหาย

ซึ่งเราก็พยายามปกป้องแพทย์ โดยการที่ไปหาข้อมูลเก่าๆ ของแพทย์ ซึ่งก่อนที่เราจะรับสมัครแพทย์ท่านนี้เข้ามา เราก็ศึกษาอยู่แล้วค่ะ การรับสมัครแพทย์ไม่ใช่เรื่องง่าย เราก็ศึกษาประวัติว่ามีคดีอะไรไหม เคยทำให้คนไข้มีปัญหาอะไรมาก่อนจริงหรือไม่ เกิดจากเหตุสุดวิสัยทางการแพทย์ หรือเกิดจากความประมาทของแพทย์ ศาลก็พิจารณาออกมาหมดแล้ว แล้วคุณหมอก็เป็นคนที่ฝีมือดีจริงๆ ในเมืองไทย มีหลายที่ต้องการเขามากๆ”

ลั่นแพทย์เคยมีประวัติเป็นเหตุสุดวิสัยทางการแพทย์ ตั้งแต่คลินิกเก่า พิสูจน์แล้วไม่ได้กระทำผิด
ปิ่น : “คืออันนี้เป็นเรื่องเก่าของคุณหมอนะคะ เป็นเรื่องเก่าที่คลินิกเดิม ก่อนที่จะมาทำกับที่อื่นแล้วก็มาเลอลักษณ์ค่ะ สรุปว่าเป็นเหตุสุดวิสัยทางการแพทย์ อาจจะมีตั้งแต่คลินิกเก่า ซึ่งการผ่าตัดในคลินิกมันไม่ปลอดภัยอยู่แล้ว เวลาที่ทำในโรงพยาบาลมันจะปลอดภัยมาก แต่ยังไงก็ตาม คือเวลาที่ศาลท่านพิจารณา ท่านพิจารณาจากหลักฐานทางการแพทย์จริงๆ ดังนั้นพิสูจน์ดีแล้วค่ะ ว่าแพทย์ไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ไม่อย่างนั้นแพทย์จะโดนตัดสินยึดใบ ติดคุก เหตุสุดวิสัยทางการแพทย์เกิดขึ้นได้ มันไม่รู้เลยค่ะคนไหนจะแพ้ยาสลบ”

ประวัติของคุณหมอ ไม่เกี่ยวคดีของ “ต้อม รชนีกร”
ปิ่น : “ใช่ค่ะ ถ้าเกิดคดียังไม่จบ เราก็ไม่ได้รับคุณหมอสิคะ พิจารณาออกมาจบเรียบร้อยหมดแล้วค่ะ แล้วคุณหมอถือว่าฝีมือดี เป็นคนที่ตัดกรามมากที่สุดในเมืองไทย สำหรับเลอลักษณ์ภายใต้การบริหารงานของเรา ตั้งแต่คลินิกสวยงามมาจนเลอลักษณ์ 25 ปีแล้วค่ะ เราอยู่ภายใต้การที่รับผิดชอบค่ะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนไข้ เราจะถูกหรือจะผิด เราไม่เคยฟ้องร้องคนไข้ใดๆ แล้วเราก็มีการแก้ไขให้ตลอด ถ้าสังเกตเลย คดีทางการแพทย์ของเราจะมีน้อย เพราะว่าเราจบกันด้วยการเคลียร์ คุยกัน เราเข้าใจมนุษย์มากกว่า เราเข้าใจหัวใจคนมากกว่า คนเราไม่เหมือนกัน จิตใจไม่เหมือนกัน การศัลยกรรมตกแต่ง สำคัญมากเรื่องความรับผิดชอบ เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับความพอใจ เขาไม่ได้ป่วยมา เขาต้องการความสวย ความคาดหวังของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราต้องอดทนจริงๆ อยู่ในธุรกิจนี้ ต้องฟังคนไข้ ทั้งที่เรากล้ำกลืนบางครั้ง แต่เราต้องอดทนและใจเย็นมากค่ะ”

มั่นใจจะชนะคดี แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณา
ปิ่น : “มั่นใจค่ะ ค่อนข้างมั่นใจ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับศาลท่านจะพิจารณาค่ะ