“ทนายกุ้ง” เผย “ลูกหมี” ดีใจชนะคดี หลังศาลสั่งจำคุก “ปู มัณฑนา” 2 ปี ปรับ 6 หมื่น ให้รอลงอาญา 2 ปี และคุมประพฤติ 1 ปี ฐานความผิดหมิ่นประมาท โดยการโฆษณา ลุ้นต่อคดีฉ้อโกง 24 มี.ค. นี้ รอบนี้ไม่มีรอลงอาญา ถ้าผิดต้องประกันตัวอย่างเดียว ด้านปู หลบสื่อรอหน้าศาล ส่งทนายจ่ายค่าปรับ แล้วกลับทันที
จากกรณีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี ปรับ 60,000 บาท “ปู มัณฑนา หิมะทองคำ” ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา “ลูกหมี รัศมี ทองสิริไพรศรี” แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และคุมประพฤติ 1 ปี ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
ศาลสั่งจำคุก “ปู มัณฑนา” 2 ปี ปรับ 6 หมื่น คดีหมิ่นประมาทฯ “ลูกหมี รัศมี”
ล่าสุดทาง “ทนายกุ้ง อำนวยพร มณีวรรณ์” ทนายของลูกหมี ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อ เนื่องจากลูกหมีเดินทางไปประเทศจีน จึงไม่สามารถมาฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง โดยเผยว่าศาลพิจารณาโทษจากหลายข้อความที่ปูเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อช่องหนึ่ง โดยมีการกล่าวหาว่าลูกหมีปล่อยเงินกู้ผิดกฎหมาย เก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
“วันนี้ก็เป็นคดีที่ลูกหมีฟ้อง คุณปู มัณฑนา ข้อหาหมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณา มีทั้งดูหมิ่น ทั้งหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วย วันนี้เป็นคดีแรกที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาคดี ก็คือตัดสินเรียบร้อยแล้ว ว่าจำคุกจำเลยข้อหาหมิ่นประมาท 2 ปี ปรับ 60,000 บาท ส่วนโทษจำคุก 2 ปี รอลงอาญาไว้ 2 ปีเหมือนกัน แล้วก็คุมประพฤติ 1 ปี ค่ะ”
ศาลพิจารณาจากหลายข้อความ ที่เข้าข่ายการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
“เป็นการให้สัมภาษณ์กับสื่อช่องหนึ่งนะคะ เกี่ยวเรื่องกล่าวหาว่าลูกหมีปล่อยเงินกู้ผิดกฎหมาย ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ร้อยละ 5 ร้อยละ 10 อะไรแบบนี้ แล้วก็มีข้อความอื่นๆ อีก เกี่ยวกับเรื่องหาว่ารีบไปถอนแจ้งความอะไร กลัวความผิด มีเยอะ มีหลายข้อความ คือเขาให้สัมภาษณ์วันเดียวกัน แต่ว่ามีข้อความหลายข้อความอยู่ จริงๆ เราไม่ได้ฟ้องเคสแรก แต่ว่าศาลที่นี่ค่อนข้างพิจารณาคดีเร็ว แล้วก็ตัดสินคดีแรกค่ะ
ก็ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง มีทั้งดูหมิ่น ทั้งหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณานั่นแหละ เพราะว่าในส่วนเนื้อหา อยู่ๆ บอกว่ามาปล่อยเงินกู้ มันก็ผิดอยู่แล้ว คนก็มองลูกหมีไม่ดี ว่าเป็นเจ้าหนี้หน้าเลือดเหรอ ปล่อยเงินกู้เหรอ ดอกเบี้ยโหด”
ไม่รู้ทำไมอีกฝ่ายถึงกล้าให้สัมภาษณ์แบบนั้น ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน และเป็นการตีความไปเอง
“ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะว่าจริงๆ แล้วในคดีอื่นๆ ที่ต่อสู้กันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นคดีฉ้อโกง หรือคดีแพ่งที่ฟ้องศาลก็ตาม ซึ่งเราก็บอกว่าเงินที่มาแรกๆ เลย ก่อนที่จะมาเป็นสัญญากู้เงิน ก่อนที่จะแปลงสัญญากู้เงินมา มันมาจากการลงทุน ตอนแรกเรายังไม่รู้ว่าเขาโกง ในแชตไลน์ไม่มีการกู้ยืมเงิน มีแต่การลงทุน มีลูกค้าเอาสินค้า เอาเงินแล้วได้กำไรเท่าไหร่ ปันผลเท่าไหร่ มันจะมีแชตไลน์บอกหมดเลย และหลังจากนั้นเมื่อทางอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่ได้จ่ายเงินคืนมา ก็มีการทำหนังสือสัญญาเงินกู้เอาไว้ ป้องกันไว้ เผื่อว่าเขาจะไม่จ่ายหนี้ แค่นั้นเอง
เรามาทราบภายหลัง หลังจากที่มีเช็คเด้งแล้ว ถึงกำหนดการชำระหนี้ตามเงินกู้แล้ว เรามารู้ในภายหลังว่าไปตรวจสอบธุรกิจที่เอาไปลงทุน อ้าว ธุรกิจที่บอกว่าไปลงทุนมันไม่มีอยู่จริง คือไม่ได้ทำธุรกิจจริง ก็เลยมีการไปฟ้องฉ้อโกงที่ศาลแขวงพระนครใต้ จะตัดสินเดือนนี้เหมือนกัน สืบพยานไปแล้ว
ซึ่งเอกสารเราก็บอกมาเสมอว่าลูกหมีไม่ได้ปล่อยเงินกู้ ซึ่งเขารู้มาตั้งแต่ครั้งแรกว่าลูกหมีไม่เคยปล่อยเงินกู้เลย เงินที่ได้ไปเป็นจากการที่เขาชักชวนไปลงทุน แล้วให้ผลกำไรที่ค่อนข้างสูง 5% 10% บางครั้ง 2 วัน 3 วัน วันเดียว อาทิตย์นึง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มันล่อตาล่อใจ ใครก็อยากได้กำไร แรกๆ ก็ลงทุนน้อยๆ หลังก็ลงทุนเยอะ เพราะว่ามันกำไรดี ปันผลดี ก็ลงทุนไปเรื่อยๆ ตอนหลังก็จ่ายคืนไม่ได้ แค่นั้นเอง มันไม่มีการปล่อยเงินกู้เลย ก็ไม่มีหลักฐาน
คือเขาจับมุมนี้มาตีความของเขา ก็ไม่ทราบว่าเขาไปเชื่อใคร ที่ปรึกษาเยอะหรือเปล่า ซึ่งตอนนั้น ก็หาว่ากล่าวหาว่าเราบิดคดีบ้าง อะไรบ้าง เอาสัญญากู้ปลอมหาว่าฉ้อโกงบ้าง มันไม่ใช่ คือมันมีสตอรี่ มีที่มา ซึ่งเรามีไทม์ไลน์มาตลอด”
ยืนยันไม่ได้บิดคดี เพราะไม่เคยปล่อยเงินกู้ตั้งแต่แรก
“เขากล่าวหาว่าเราบิดคดี ว่าเอาสัญญากู้เงินที่เป็นคดีแพ่ง แล้วก็ พ.ร.บ. เช็ค ซึ่งเขากล่าวอ้างว่าเช็คที่จ่ายให้ลูกหมีเป็นเช็คค้ำประกัน แล้วลูกหมีไปฟ้องที่สน. แต่ฟ้องสน. วันดีคืนดีก็กลัวว่าตำรวจจะสั่งไม่ฟ้อง เขาไม่ผิด ก็เลยไปถอนคำร้องทุกข์ไปฟ้องเอง เรามองว่าไปแจ้งความไว้คดีมันช้า มันไม่คืบหน้า เราก็เลยใช้สิทธิ์ตามกฎหมายไปฟ้องเองที่ศาลแขวงพระนครใต้ ซึ่งฟ้อง 2 ข้อหา ทั้งข้อหา พ.ร.บ. เช็ค และข้อหาฉ้อโกง ตอนนั้นเราเริ่มทราบแล้ว รู้แล้วว่ามันไม่มีธุรกิจจริง ก็เลยฟ้องฉ้อโกงไปด้วย เราก็เลยไปยุติการสอบสวน ซึ่งไม่มีอะไร มันไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เรื่องปกติ เบสิกอยู่แล้ว
หลังจากนั้นไอ้ที่ว่าเอาฉ้อโกงมาบิดเบือนน่ะไม่จริง ซึ่งในสัญญากู้เงินบอกว่า 2 ล้าน แล้วก็ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ตามกฎหมาย ในนั้นเขากล่าวหาว่าใน 2 ล้านบาท มีดอกเบี้ยผิดกฎหมายอยู่ด้วย ซึ่งพิสูจน์แล้วมันไม่มี ไม่มีดอกเบี้ยผิดกฎหมายอยู่เลย ซึ่งมันก็เป็นร้อยละ 15 นั่นแหละ ถ้าผิดนัดก็ต้องจ่ายร้อยละ 15 ตามกฎหมาย แต่ส่วนที่เขาบอกว่าเขาเคยจ่ายมาแล้ว 10% 15% อันนั้นมันไม่ใช่เรื่องสัญญากู้เงิน มันไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ มันเป็นเรื่องของการจ่ายปันผลที่ลูกหมีเอาเงินไปลงทุน ซึ่งในข้อความแชตไลน์เขารู้อยู่แล้ว ว่าไม่มีการให้กู้ยืมเงิน มีแต่การลงทุน
การบิดเบือนไม่ใช่เรากับลูกหมี น่าจะเป็นฝ่ายเขาหรือเปล่าที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งเราก็บอกว่าเฮ้ย ทำไมให้สัมภาษณ์อย่างนี้ เราเสียหาย เสียชื่อเสียงนะ ทำไมกล่าวหาว่าเราบิดคดี จริงๆ ไม่ใช่ การฟ้องศาลทุกอย่างเรามีไทม์ไลน์ เป็นสเต็ปไทม์ไลน์ตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ชักชวนเริ่มลงทุนยังไง จนกระทั่งไม่จ่ายเงินยังไง ทำสัญญายังไง มันครบขบวนการ ซึ่งสิ่งที่เขาต่อสู้มาในศาลเนี่ย ที่เขาพูดมาเนี่ย ไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาหักล้างได้ ในกระบวนการของศาลเลย
เพราะว่าเราสอบถามแล้ว ว่ายอดที่โอนไป เอาไปลงทุนที่ไหนยังไง แต่เขาอธิบายไม่ได้ ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นที่ว่าทำไมถึงบอกว่าฉ้อโกง เพราะมันไม่มีที่มาที่ไปของเงิน ว่าเอาไปทำอะไรที่ไหนยังไงบ้าง ธุรกิจไม่เอามาโชว์ อยู่ไหนยังไง บอกได้แต่ว่าเป็นความลับ ธุรกิจอะไรจะเป็นความลับ เราเลยมองว่าที่มากล่าวหาเราบิดคดี มันไม่จริง”
ศาลสามารถยกเลิกคำสั่งรออาลงอาญา 2 ปี และให้ติดคุกได้เลย หากมีการกระทำผิดซ้ำๆ
“เท่าที่ทราบ ที่ดูข่าวมา คดีเขามันหลายคดี ที่เป็นจำเลยก็หลายคดี แล้วคดีอื่นๆ เขาก็สามารถที่จะเอาคดีที่พิพากษาไปแล้ว มาขอนับโทษต่อคดีอื่นๆ ได้นะ เพราะว่ารอลงอาญา 2 ปี ก็คือปกติแล้วคดีหมิ่นประมาท ส่วนใหญ่ศาลท่านจะรอ แต่ถ้ามันมีคดีอื่นมา หรือว่าทำผิดซ้ำในกำหนด 2 ปี โทษที่รอลงอาญาไว้ก็สามารถจำคุกก็ได้ (คือศาลสามารถยกเลิกคำสั่งเดิมแล้วก็ให้จำคุกได้เลย?) ใช่ค่ะ เพราะอันนี้มันมีสั่งคุมประพฤติไว้ด้วยนะหนึ่งปี แล้วก็ให้ทำงานบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ด้วย
(ต้องเป็นความผิดระดับไหน ศาลถึงจะเปลี่ยนคำสั่งใหม่?) สมมติว่าถ้าเขาทำผิดซ้ำในคดีอื่นๆ ก็ต้องไปแถลงศาลว่าเขามีคดีเดิม เคยกระทำผิดมาแล้ว ศาลรอลงอาญามา หรือบางคดีโทษจำคุกไม่รอลงอาญา ก็สามารถไปนับโทษต่อ หรือว่าศาลจะพิจารณาว่าพฤติกรรมแบบนี้ คือยังไม่มีการสำนึกอีก หรือยังทำพฤติกรรมแบบนี้อีกซ้ำๆ ซากๆ ก็เป็นไปได้ว่าศาลอาจจะสั่งจำคุก”
คงแนะนำอะไร “ปู” ไม่ได้ เพราะทนายความเขาเยอะมาก แต่การมีคดีความไม่ใช่เรื่องสนุก
“จริงๆ มันคงแนะนำไม่ได้หรอกมั้ง เขามีทนายความเยอะมาก คงมีทนายความให้คำแนะนำเขาอยู่แล้ว แต่ว่าจริงๆ ถ้าเป็นเรานะ คืออยู่เฉยๆ ดีกว่า การมีคดีความไม่ใช่เรื่องสนุก อย่างเราเองก็ถูกเขาฟ้องมา ถามว่าเรากลัวไหม เราไม่ได้กลัว แต่มันไม่ใช่เรื่องสนุกต้องมาขึ้นศาล การเป็นจำเลยมันเสียเซลฟ์นะ เราเป็นทนายความอยู่ดีๆ มาตกเป็นจำเลยเนี่ย ถามว่าเสียเซลฟ์ไหม มันเสียเซลฟ์ ไม่ได้กลัวหรอก แต่มันไม่ควรจะต้องมาเป็นอย่างี้ เพราะฉะนั้นคือถ้าเป็นเรา เราอยู่เฉยๆ ดีกว่า แต่แนะนำคงไม่ เพราะทนายความเขาเยอะอยู่แล้ว”
เผย “ลูกหมี” ดีใจกับคำสั่งของศาล ลุ้นตั้งแต่เมื่อคืนจนนอนไม่หลับ
“ได้คุยกันอยู่ พี่ลูกหมีจะกลับมาจากจีนคืนนี้ พี่ลูกหมีก็ดีใจ คุยกันมาตลอดตั้งแต่เมื่อคืน แทบนอนไม่หลับด้วยซ้ำ ยิ่งตอนเวลาห่างกันไม่กี่ชั่วโมง พี่ลูกหมีตอนนี้นั่งรถไฟอยู่ ก็ตื่นเต้น ก็ดีใจ บอกกลับมาจะจะต้องคุยกันต่อ คือที่บอกว่านอนไม่หลับเพราะเราลุ้นไง”
ยังไม่ได้คุยกับตัวแทนทนายที่เข้าห้องพิจารณาคดีแทน แต่เห็นว่า “ปู” ดูนิ่งเฉย น่าจะเสียค่าปรับอยู่
“ยังไม่ได้คุยกัน แต่ว่าเห็นว่านิ่งเฉยอยู่ แต่ก็เขาน่าจะเสียค่าปรับอยู่ เสียค่าปรับแล้วก็กลับบ้านได้ เพราะว่าคดีแรกๆ หมิ่นประมาทส่วนใหญ่ ศาลไม่สั่งจำคุกอยู่แล้ว ถ้าเสียค่าปรับก็จะกลับบ้านได้เลย แต่ว่าผลเขาจะอุทธรณ์ต่อหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่เขาอีกทีหนึ่ง ซึ่งถ้าเขาอุทธรณ์มา เราแก้ขออุทธรณ์ต่อ ไม่เป็นไร ตามกระบวนการกฎหมาย ไม่มีอะไรอีกแล้ว ไม่กลัว”
มั่นใจในเอกสาร ต่อให้ยื่นอุทธรณ์ ศาลก็ไม่ได้กลับคำตัดสิน
“เรามั่นใจในเอกสาร มั่นใจในคือในพยานหลักฐาน เพราะที่พูดมาในทุกเคสทุกคดี เราทำไปด้วยพยานหลักฐาน เราไม่ได้ด้วยมโนหรือความเชื่อ พูดลอยๆ ไม่ใช่นะ เราทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องหรือการต่อสู้คดี มันเป็นตามเอกสารมากกว่า”
ศาลจะตัดสินคดีที่ “ลูกหมี” ฟ้องฉ้อโกง 24 มี.ค. นี้ ถ้า “ปู” แพ้คดี จะไม่มีการรอลงอาญา ต้องประกันตัวอย่างเดียว
“ก็เดี๋ยวจะมีอีกคดีที่ตัดสิน 24 มีนาคมนี้ เวลา 09.30 น. ที่ศาลแขวงพระนครใต้ เป็นคดีที่ลูกหมีฟ้องฉ้อโกง อันนี้ถ้าผิด จะไม่รอลงอาญา คดีเรื่องเงิน คดีฉ้อโกง สมมติศาลพิพากษาว่าผิด จะไม่รอลงอาญา เขาก็ต้องประกันตัวสู้คดีไป เพราะเราจะมีขอนับโทษต่อด้วย แล้วถ้าเป็นเรื่องเงินอย่างที่บอก ยกตัวอย่างคดีของอ้อม (คู่กรณีอีกคนของปู) ศาลตัดสินไปแล้ว ก็ไม่รอลงอาญา ถ้าเป็นเรื่องเงินเรื่องทอง ศาลส่วนใหญ่ศาลไม่รอ ศาลจะคุกทันที แต่ถ้าเขาจะสู้ต่อก็อุทธรณ์สู้ ก็คือประกันตัวไป”
ส่วนคดีหมิ่นประมาท ก็อยู่ที่ดุลยพินิจของศาล ว่าจะให้รอลงอาญาหรือไม่
“ใช่ อยู่ที่ดุลยพินิจศาล ส่วนใหญ่ที่เท่าที่เห็นมา คดีหมิ่นประมาทก็รอ แต่ว่าก็ให้ดูคำพิพากษาศาลอยู่ดีแหละ เพราะตอนนี้ถ้าคดีมันเยอะมากขึ้นทุกวันๆ มันก็เป็นไปได้ว่าสักวันก็ต้องเข้าคุกเหมือนกันนะ (เคยมีคดีหมิ่นประมาท ที่ตัดสินแล้วเข้าคุกเลย ไม่รอลงอาญาไหม?) ก็มีนะ น้อยมากแต่ว่ามี ถ้าจำไม่ผิดนะ แต่เท่าที่เห็นมันก็น้อยมาก”
ในระหว่างทางนี้ถ้ามีการหมิ่นประมาทเพิ่ม ก็จะใช้สิทธิ์ตามกฎหมายต่อ
“คือถ้าไม่หยุด ถ้ายังมีพฤติกรรมไม่หยุด การกล่าวหา ใส่ความ ทำให้เราได้รับความเสียหายหรือใครก็แล้วแต่เสียหาย เขาก็ต้องใช้สิทธิตามกฎหมายต่อเหมือนกัน คือเราไม่อยากทำ ไม่มีใครอยากมีปัญหา แต่ว่าถ้าเกิดในเมื่อเขาละเมิดมา หรือไม่หยุด แล้วก็ล้ำเส้นในเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน ไปทำให้เขาเสียหาย อันนั้นทุกคนก็ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายไม่หยุด ก็คือก็ต้องไปต่อ”
การที่ลูกความมีคดีความติดตัวเยอะ มันไม่ใช่เรื่องดี ส่วนตัวจะแนะนำตลอด ถ้าอันไหนไม่มีหลักฐานชัดเจนจะไม่ทำ
“ตัวเราไม่ได้ไม่ได้เครียดหรอก แต่ว่าเป็นห่วงลูกความ ถ้ามีคดีเยอะๆ หนึ่ง ด้วยความเพลี่ยงพล้ำ ถ้ามันเกิดมาจากตัวเอง มันไม่สมควร เราแนะนำลูกความอยู่แล้ว ว่าอะไรที่ทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรพูดได้ อะไรพูดไม่ได้ จะบอกตลอด เหมือนลูกหมีเวลาให้สัมภาษณ์ จะโทร.หาเราว่า พี่พูดได้ไหม พี่โพสต์ได้ไหม ทำคลิปนี้ได้ไหม คือเราจะคุยกันก่อนเสมอว่าอะไรได้อะไรไม่ได้ เพราะเราก็ต้องป้องกันตัวเราเองเหมือนกันว่า เพลี่ยงพล้ำมา ไปละเมิดใครหรือว่าไปทำให้เขาเสียหายหรือเปล่า เราก็จะบอกลูกความเราแบบนี้ คือพยายามไม่ให้มีคดีความต่อไป ถ้าเป็นของเรา เราจะแนะนำอย่างนี้
แต่คนอื่นเราไม่รู้ว่าทำไมถึงปล่อย ถึงชอบแนะนำให้มีคดีเยอะๆ เราก็ไม่เข้าใจ จริงๆ การทำงาน มีคดีเยอะมันได้เงินเยอะ มันก็ดีนะ แต่มันไม่ใช่ ลูกความเข้าคุก คุณจะดีใจ คุณจะแฮปปี้เหรอ การทำงานเราหวังผล ถ้าพยานหลักฐานไม่ชัดเจนเราไม่ทำ เราก็บอกลูกหมีว่า อันนี้โอเค อันนี้ได้ ก็จะคุยกันเสมอ เราทำงานเราจะไม่มั่ว ถ้าไม่มีพยานหลักฐาน หรืออะไรที่กล่าวหาลอยๆ เราไม่ทำ ทุกอย่างมันมาจากพยานหลักฐานหมดเลย”
อย่างไรก็ตาม หลังจาก “ปู มัณฑนา” ให้ทนายความดำเนินการจ่ายค่าปรับเป็นเงินจำนวน 60,000 บาทเสร็จแล้ว ก็ได้หลบสื่อมวลชนที่ปักหลักรอทำข่าวอยู่ด้านหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้กลับทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ แต่มีการโพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า “ปูเคารพคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และขอใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในการยื่นอุทธรณ์ต่อไป เพื่อให้ข้อเท็จจริงได้รับการพิจารณาอย่างครบถ้วนในกระบวนการยุติธรรมค่ะ”


