หน้าฉากที่สวยหรูของวงการ K-Pop ที่สร้างฐานะอันมั่งคั่งมั่นคงให้กับบรรดาศิลปินบอยแบนด์ และเกิร์ลกรุ๊ปทั้งหลายมียอดเงินในบัญชีอยู่ในระดับเศรษฐีน้อยๆ ทั้งที่ส่วนใหญ่มีอายุเพียงแค่ 20 ต้นๆ
โดยเฉพาะผลสำรวจสินทรัพย์ล่าสุดของ “จองกุก” หนึ่งในสมาชิกของวงบอยแบนด์ที่โด่งดังระดับท็อปฟอร์มของโลก อย่างวง BTS ว่ากันว่ามีอยู่ไม่ต่ำกว่า 623 ล้านบาท ยังไม่นับอสังหาริมทรัพย์กลางกรุงโซล สนนมูลค่าอีกกว่า 50 ล้าน
ทั้งหมดทั้งมวล ก็อันเนื่องมาจากรายได้จากการทัวร์คอนเสิร์ตจากปี 2019 ที่กวาดไปถึง 5,000 กว่าล้านบาท โดยจัดสรรปันส่วนให้สมาชิกแต่ละคนในวง คนละ 218 ล้านบาท !!!
แต่ทว่าหลังฉาก.... อาจจะไม่ได้ฉาบไปด้วยสีสัน และความสวยหรูอย่างที่คิด
โดยเฉพาะกับคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเพลงดังๆ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับศิลปิน K-Pop Star เหล่านี้ นั่นก็คือ “คนเขียนเพลง” นั่นเอง
ล่าสุดมีข้อความหนึ่งบนโลกทวิตเตอร์ที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก โทษฐานที่มีเนื้อความบางส่วนที่พูดถึงความลำบากยากเข็ญของคนที่ทำหน้าที่ “ปิดทองหลังพระ” ในแวดวง K-Pop
อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าว ไม่มีการเปิดเผยตัวตนของเจ้าของโพสต์ ด้วยเกรงว่าจะนำพามาซึ่งความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาทได้
โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งของข้อความ ระบุว่า
..... นักเขียนเพลง K-Pop ส่วนใหญ่ รับงานเพลงเป็นอาชีพเสริม ในขณะที่ต้องมีอาชีพอื่น เป็นกระเป๋าใบหลัก....
เพราะว่าลำพังรายได้จากการเขียนเพลงนั้น ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงชีพ !!!!???
เป็นไปได้หรือ ? ที่ศิลปิน K-Pop ฟันรายได้เป็นร้อยๆ ล้าน แต่คนเขียนเพลง กลับมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ตรงกันข้าม
นอกจากนั้น ยังมีการระบุต่ออีกว่า ด้วยสถานการณ์การอิ่มตัวในวงการ การที่จะพาตัวเองก้าวเข้ามาอยู่บนทำเนียบของนักแต่งเพลงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลำพังแค่มีความสามารถอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีแบ็คอัพ นั่นหมายถึงการมี “ต้นสังกัด” ด้วย
“ใช้เวลาประมาณ 10 เดือน ในช่วงนี้ต้องมีโอกาสได้รับเพลงเดโม่ หากไม่ได้ในระหว่างนี้ คุณก็ไม่สามารถเขียนเพลงได้แล้ว”
อีกทั้ง ยังพบการถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยที่ตัวเองไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“ต้นสังกัดจะเลือกเนื้อเพลงจากนักเรียนทุกคน และเลือกผลงานที่ชอบที่สุด พวกเขาจะแก้ไขมันเข้าด้วยกัน และสุดท้ายคนที่เขียนเนื้อเพลงก็จะไม่รู้ว่าใครเขียนท่อนนั้น หรือผลงานของพวกเขาถูกใช้งานไปเท่าไหร่”
โดยเจตนาของการออกมาโพสต์ข้อความ ก็เพื่อเป็นกระบอกเสียงในการเรียกร้องให้มีการจ่ายค่าแรงที่ยุติธรรมให้กับอาชีพคนเขียนเพลง ซึ่งต้นสังกัดของคนเขียนเพลง ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลาง ระหว่างคนเขียน กับสังกัดของศิลปิน K-Pop จะได้ส่วนแบ่งถึง 60-80% ของค่าลิขสิทธิ์ ขณะที่เจ้าของผลงาน ได้ส่วนแบ่งแค่ 20-40% เท่านั้น
ทว่าความไม่เป็นธรรมในเรื่องของรายได้ ยังไม่ร้าวใจเท่ากับการถูกละเมิดผลงาน โดยการสวมชื่อของคนอื่นในผลงานที่ตัวเองเป็นคนสร้างขึ้นมา
พูดง่ายๆ ว่าเป็นการเจตนาให้เครดิตกับคนที่ไม่ได้มีเครดิตในการทำงานจริงๆ
“นักเขียนเพลงไม่ได้สนใจเรื่องค่าจ้างแล้วด้วยซ้ำ แต่พวกเขาต้องการได้รับเครดิตในผลงานของพวกเขา”
และด้วยอานิสงส์จากทวิตเตอร์ดังกล่าว กลายเป็นตัวจุดชนวนที่ทำให้คนร่วมอาชีพเดียวกัน ออกมาผสมโรง เพื่อแชร์ประสบการณ์ที่ตัวเองประสบมา ผ่าน Clubhouse โดยเนื้อหาใจความส่วนใหญ่ จะออกมาในทำนองระบายความอัดอั้นตันใจ ถึงขนาดกล่าวว่าได้แต่รอวันหมดสัญญา !!!
หนึ่งในจำเลยของบทสนทนาในห้อง Clubhouse มีบทบาทเป็นถึงผู้บริหารค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ระดับ Top 3 ของเกาหลี ที่ถูกกล่าวหาว่าขโมยผลงานมาจากนักเรียนของสถาบันสอนแต่งเพลง โดยไม่ได้จ่ายค่าจ้างที่เป็นธรรม แต่เจ้าตัวก็โต้ข้อกล่าวหานั้น โดยออกปากให้นักเรียนเจ้าของผลงานดังกล่าว มาพูดคุยที่บริษัท เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นเรื่องค่าตอบแทน
และที่น่าเศร้ากว่านั้นก็คือ ไม่เฉพาะวงการ K-Pop เท่านั้น กระทั่งวงการเพลงของฝั่งอเมริกา ก็ดูเหมือนจะประสบชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน !!!???
ผู้จัดการ 360 องศาสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 10-16 เมษายน 2564


