xs
xsm
sm
md
lg

“ไก่ ภาษิต” กับบทบาทสื่อบนหัวอกแม่ที่ลูกชายโดนรุมทำร้าย!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


กำลังได้รับความสนใจอยู่ในตอนนี้ต่อกรณีที่ นายอิศราชนุวัฒภ์ วรรคาวิสันต์ หรือ “เจมส์บอนด์” วัย 23 บุตรชายของ พล.ต.วิทยา วรรคาวิสันต์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 ได้ถูกการ์ดร้านมาลิน สกาย (จ.เชียงใหม่) ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ว่ากันว่า สาเหตุนั้นก็มาจากการที่เจ้าตัวมีการเข้าไปต่อว่าการใช้อภิสิทธิ์ในการเข้าห้องน้ำของคนบันเทิงที่ไปเที่ยวที่ร้านกระทั่งสร้างความไม่พอใจให้กับคนที่ดูแลร้านอยู่

ขณะเดียวกัน ในวันดังกล่าวนั้นก็ได้ปรากฏรายชื่อของดารา - นักแสดง ที่ไปอยู่ที่ร้านดังกล่าว ซึ่งประกอบไปด้วย แต้ว ณัฐพร, มิว นิษฐา, อุ้ม ลักขณา และ หมาก ปริญ

แต่ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ก็คือ ในส่วนของสาว “อุ้ม ลักขณา” เนื่องจากทางมารดาของผู้เสียหายระบุทำนองว่า แฟนหนุ่มของเธอ “บอล กฤษณะ อมิตรสูญ” น่าจะเป็นคนสั่งให้การ์ดในร้านทำร้ายผู้เป็นลูกชายนั่นเอง

หลังจากเรื่องราวดังกล่าวกลายเป็นข่าวออกมา บรรดาดารา - นักแสดง ที่มีรายชื่อดังกล่าวต่างก็ได้ให้สัมภาษณ์และชี้แจงด้วยการปฏิเสธว่าไม่ได้ไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือรู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ขณะที่วันวานที่ผ่านมา (28 พ.ย.) ทางรายการ “เที่ยงวันทันเหตุการณ์” ทางช่อง 3 ที่ดำเนินรายการโดย “ไก่ ภาษิต อภิญญาวาท” และ “หมวย อริสรา กำธรเจริญ” ก็ได้มีการสัมภาษณ์ไปยัง นางปุนยวัจนา วรรคาวิสันต์ มารดาขอชายหนุ่มที่ถูกร้ายซึ่งต้องบอกว่ามีประเด็นที่น่าสนใจทีเดียว



ทั้งนี้ ในส่วนการทำหน้าที่ของฝ่ายหญิงนั้น ก็ดูจะไม่มีอะไรที่ต้องพูดถึง ผิดกับการทำหน้าที่ของผู้ดำเนินรายการฝ่ายชาย ซึ่งดูเมือนว่าเจ้าตัวนั้นจะพยายามที่จะสรุปชัดๆ ให้ได้ว่า บรรดาดาราทั้งหลายที่ไปเที่ยวในวันนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีผลงานอยู่กับทางช่อง 3 เอง ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางมารดาของผู้เสียหายก็ยืนยัน และให้สัมภาษณ์มาตั้งแต่ต้น ว่า เธอเชื่อว่าคนบันเทิงกลุ่มที่ว่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับการไปรุมทำร้าย หรือว่าไปสั่งคนรุมทำร้ายลูกชายเธอแต่อย่างใด หากแต่ถ้าบอกว่าไม่ใช่สาเหตุเลยและบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลยนั้นตรงนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่เธอติดใจอยู่บ้าง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางผู้ดำเนินรายการเองก็พยายามจะสรุปประเด็นนี้ให้ได้ด้วยการถามย้ำแล้วย้ำอีกจากประโยคทำนองว่า...เพราะฉะนั้นถ้าฟังแบบนี้ คุณแม่ยังคงยืนยันเหมือนเดิมเหมือนกับให้ข่าวมาก่อนหน้านี้ไม่ได้ติดใจกับกลุ่มดาราแม้แต่คนเดียวถูกมั้ย, เพราะฉะนั้นคงไม่เกี่ยวข้อง...ฯ

นอกจากนี้ หากใครติดตามการให้สัมภาษณ์ในวันดังกล่าวจะรู้สึกได้ในทันทีว่าการทำหน้าที่ของพิธีกรชายนั้น ส่งผลให้บรรยากาศในการพูดคุยมันหาได้เหมือนกับการสัมภาษณ์ เพื่อขอข้อมูลจากแหล่งข่าวจากผู้เสียหาย หากแต่เหมือนกับพยายามซักไซร้ หาข้อจับผิดคนที่ให้สัมภาษณ์เสียมากกว่า

โดยเฉพาะน้ำเสียง, สีหน้า หรือแม้แต่การตั้งคำถามที่ออกไปในเชิงชี้นำ ไม่ว่าจะเป็น เป็นไงบ้างครับอาการหลังจากที่ผ่าตัดออกมา ปลอดภัยดีนะครับที่ไปลือๆ กันว่ากระทบกระเทือนทางสมงสมองตอนนี้ไม่น่ากังวลใช่มั้ยครับ? เหมือนไปเบ่งอะไรหรือเปล่าก็เลยนำไปสู่...คุณแม่ชี้แจงตรงนี้ว่าอย่างไร? สรุปก็คือคุณแม่เชื่อลูกชายทั้งหมด? ฯลฯ

ที่สำคัญ ในขณะที่ผู้ตอบนั้นตอบด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ เรียบร้อย พยายามเรียบเรียงคำพูดให้เข้าใจง่าย ฝ่ายผู้สัมภาษณ์เองกลับมีการพูดแทรก พูดตัดบท ราวกับว่าไม่ต้องการจะได้คำตอบจากอีกฝ่ายที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่ตนเองคิดไว้อย่างไรอย่างนั้น

อันที่จริง หากนี่เป็นการสัมภาษณ์โดยที่มีคู่กรณีอยู่พร้อมกันทั้งสองฝ่าย การใช้ความขึงขังในการพูดคุย หรือ อาจจะตัดบทไปบ้างถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดพูดนอกเรื่องออกไปก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกในการทำหน้าที่ของผู้ดำเนินรายการ แต่กระนั้นการสรุปทึกทักเอาเองแล้วเอาไปตั้งเป็นคำถามชี้นำนั้นก็หาใช่สิ่งที่ถูกต้องแต่อย่างใด

โดยเฉพาะในเรื่องที่คนที่ติดตามอยู่ต้องรับฟังข้อมูลทั้งสองด้านเช่นนี้...


กำลังโหลดความคิดเห็น