xs
xsm
sm
md
lg

เปิดใจ “ตงตง” ไอ้หน้าหล่อร้องเพลงเพี้ยน เด็กเกเรผู้ไม่เคยไหว้แม่ ขอกลับใจเป็นคนดี

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เปิดใจ “ตงตง เดอะสตาร์” หนุ่มหน้าหล่อผู้ร้องเพลงเพี้ยนในเวที เดอะสตาร์ 12 ยืดอกรับร้องเพลงฮ่วย ผ่านเข้ารอบมาได้เพราะหน้าดี เผยชีวิตเด็กเกเรแหกคอก ไม่เคยไหว้แม่ ไม่เคยกอดแม่ ขอกลับใจเป็นคนดีจะทำให้แม่ภูมิใจขอโอกาสพัฒนาตัวเอง โต้ข่าวเป็นเกย์

เสียงไม่ดี แต่หน้าหล่อ ก็พอแล้ว” เป็นประโยคฮิตที่ติดมาแทบทุกปีกับการประกวดในทุกๆ เวที และก็เป็นอีก 1 ปีที่ประโยคนี้ดูท่าจะฮือฮามากที่สุดอย่างเวที “เดอะสตาร์ 12” เพราะ 1 ใน 8 คนที่ติดเข้ามานั้นมีรายชื่อของ “ตงตง กฤษกร กนกธร” ซึ่งก่อนหน้านี้ตั้งแต่รอบออดิชั่นแล้ว ต้องบอกเลยว่าแค่หน้าหล่อๆ ของของเขาก็เอาใจคนทั้งประเทศไปครองแล้ว แต่ด้วยท่าเต้นและเสียงร้องที่ไม่รู้จะเพี้ยนไปถึงไหน เลยกลายเป็นประเด็นหลักว่าสรุปแล้วคัดเลือกไปเป็นนักร้อง หรือว่านักแสดงกันแน่!!

ไม่ว่าจะดังเพราะหน้าหล่อ ดังเพราะร้องเพลงเพี้ยน หรือดังเพราะอะไรก็ตาม มันก็ดังทั้งนั้นแหละ วันนี้ บันเทิง ผู้จัดการออนไลน์เลยไม่พลาดที่จะพาไปรู้จักตงตง ชีวิตครอบครัวที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเติบโตมาท่ามกลางกระแสของญาติที่เป็นหมอเกือบหมด จนทำให้คิดแหกกฎนั้นออกมาเพื่อจะตามหาฝันที่ทำให้แม่ของเขาภูมิใจและลบคำสบประมาทของทุกคนให้ได้....

“ก็เดินมาสมัครด้วยตนเองเลยครับ ก็มานั่งรอเหมือนทุกๆ ปีที่ทุกๆ คนเคยมาสมัครครับ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มาประกวดและก็เป็นเวทีแรกที่มาสมัครเลยครับ เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยประกวดอะไรมาก่อน ที่ตัดสินใจมาสมัครก็เพราะว่ามันเป็นความฝันมาตั้งนานแล้วด้วย เคยดูรายการนี้มานานแล้วตั้งแต่ปีที่พี่บี้ แล้วก็พี่ริท เพราะพี่ริทเองก็เป็นพี่ศิษย์เก่าที่โรงเรียนของผม และที่ผมบอกว่ามันเป็นความฝันของผมเพราะทางบ้านของผมเองมีแต่คนเรียนหมอ เรียนเภสัชกันเกือบทั้งบ้าน และผมเองเมื่อก่อนตั้งใจเรียนตั้งแต่ตอน ม.1- ม.3 ตั้งใจเรียนมาก และพอมา ม.ปลายก็เริ่มไม่ตั้งใจเรียน เกเร ติดเพื่อน แม่ส่งไปเรียนพิเศษ ผมโดดแทบทุกครั้งเลย และผมก็มาเสียดายทีหลัง ผมเลยตั้งใจจะมาเอาดีทางด้านนี้ จะมาพัฒนาความสามารถในทางนี้ ทำให้ครอบครัวรู้ว่าถึงแม้ผมจะไม่เป็นหมอ แต่ผมก็สามารถจะดูแลครอบครัวได้”

“เวลาที่เราไปรวมญาติกันเยอะๆ ก็จะมีแต่คนถามว่าลูกคนนี้เรียนอะไร อากงก็จะถามว่าเราเรียนเป็นยังไง แต่พอถามมาถึงตัวผม แม่ผมก็จะนิ่งเงียบไม่ตอบอะไร เราก็เลยรู้สึกสงสารแม่ และการที่ผมมาสมัครเดอะสตาร์เพราะว่าเป็นคนชอบร้องเพลงด้วย บวกกับมันเป็นความฝันที่ได้ดูพี่บี้ พี่ริทเอาไว้ด้วย อยากได้โอกาสและอาชีพตรงนี้เป็นบันไดก้าวต่อไปในวงการบันเทิง และเพื่อเอาเลี้ยงดูแม่”

“ตอนนี้ผมก็ขึ้นปี 1 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะนิเทศศาสตร์ และย้อนกลับไปก่อนจะได้เรียนที่นี่ ตอนแรกแม่ก็จะไม่ให้เรียนแล้วครับ แม่ก็เลยต้องไปปรึกษากับทางอากง คุณลุงที่ช่วยซับพอร์ตเรามาตั้งแต่ต้นกับเรื่องที่จะส่งเราไปเรียนกรุงเทพฯ อย่างตอนที่เราอยู่ ม.ปลาย เราเริ่มเกเรลุงเขาก็เริ่มไม่อยากจะซับพอร์ตเราแล้ว แต่ด้วยความที่ผมอยากจะเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ แม่ก็เลยไปบอกอากงและลุง ซึ่งเขาก็บอกว่ามันจะไปรอดเหรอ มันจะดูแลตัวเองได้เหรอ หอพักมันก็ไม่เคยไปอยู่ ซึ่งผมขอแม่นานมาก ก็มีร้องไห้บ้างด้วยความที่เราอยากเข้ามาเรียน จนบ้างครั้งก็ทะเลาะกับแม่ เพราะแม่เขาไม่อยากให้เราเข้ามา แม่ก็บอกว่ากลัวเสียดายเงิน เขากลัวว่าเราจะเกเรเหมือนที่ผ่านมา แต่ผลสุดท้ายแม่ก็ให้มา”

“ตอนนั้นก็ไม่ได้ให้คำสัญญาอะไรนะครับ แต่ผมก็พูดในสไตล์ของผมว่าจะพยายามเรียนให้จบ ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะเกเรก็ตาม หรือแม้ว่าเราจะเรียนไม่เก่ง แต่อย่างน้อยผมก็อยากให้แม่รู้ว่าผมเป็นคนดีไม่เกเร ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนะครับ เพราะผมรู้สึกว่าอยากเรียนนิเทศมานานแล้ว อย่างด้วยความที่ผมเรียนไม่เก่งไง พวกเขาเป็นหมอ เป็นเภสัชกัน ผมก็มองแล้วว่าผมจะเอายังไงดี มันไม่ได้ถึงขั้นกดดันอะไร แต่มันเป็นการกดดันว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างให้ได้ดี ถึงแม้จะไม่ได้เรียนหมอ แต่เราต้องทำอะไรสักอย่างให้ได้เพื่อลบคำสบประมาท ทำให้แม่ภูมิใจ ถึงแม้เราจะไม่ใช่หมอนะ แต่เราก็สามารถเลี้ยงดูแม่ของเราได้ (น้ำตาเริ่มคลอ) เพราะตั้งแต่ ม.4 เป็นต้นมาผมก็คิดแล้วว่าเราไปไม่ไหวแน่ๆ ถ้าจะเป็นหมอ”

“เลือกเรียนนิเทศก็เพราะผมอยากเรียน ตอนแรกที่อยากมาเรียนกรุงเทพฯ ก็เหมือนเด็กทั่วไปที่อยากเข้ามาในเมือง แต่พอเราได้เข้ามาอยู่แล้วชีวิตผมต้องปรับเปลี่ยนใหม่หมดเลยนะครับ อย่างไม่เคยมาอยู่หอพักก็ได้มาอยู่ต้องทำเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินการอยู่กินสภาวะสังคมก็เปลี่ยน ถ้าหาเพื่อนไม่ดีก็ไปหมดเลย (หัวเราะ) และแม่ก็บอกว่าไม่ต้องเรียนให้เก่งแค่ตั้งใจเรียนและเป็นคนดีเท่านั้นและก็กลับบ้านเพราะตอนนี้แม่ก็อยู่คนเดียว ก่อนหน้านี้ผมจะอยู่กับแม่ 2 คน เพราะพี่ชายผมเขาไปเป็นหมอที่โรงพยาบาลอีกจังหวัดหนึ่ง ซึ่งเขาก็จะยุ่งมากไม่ค่อยมีเวลากลับบ้าน

“เรื่องหน้าตามีส่วนที่ทำให้ผมเข้ามาตรงนี้หรือเปล่า อันนี้ผมก็ไม่รู้นะครับ หรือว่าเพราะผมร้องเพี้ยนหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ก็เพราะด้วยผมตัวขาวมากคนอาจจะจำได้ด้วยนอกจากร้องเพี้ยนแล้วนะ(ยิ้ม) ซึ่งตอนแรกที่จะมาประกวด เพราะไม่คิดว่าตอนแรกจะเข้ามาในรอบลึกขนาดนี้ ก็มานั่งรอออดิชั่นเหมือนคนทั่วไป ผมก็รู้ตัวว่าผมเองยังร้องไม่ได้แข็งแรงพอ ผมไม่เคยไปเรียนร้องเพลงไม่เคยเดินสายประกวด วันแรกที่เข้ามาออดิชั่นสรุปว่าผ่าน ยังคิดเลยว่าผ่านได้ไง”

“ซึ่งที่มาประกวดก็ไม่คิดว่าจะได้แค่หวังมาเอาประสบการณ์เท่านั้น พอผ่านเข้ามาเราก็เริ่มหวัง พยายามร้องให้มันดีกว่าครั้งแรก และพอเข้ามารอบ 26 คน เราก็ได้เจอคนที่เข้ารอบมาเหมือนกันซึ่งมีแต่คนเก่งๆ ทั้งนั้นเลย ผมก็จะพยายามเต็มที่เลย ถึงแม้จะร้องไม่ดีเท่าแต่ผมก็อยากให้ทุกคนได้เห็นถึงการพัฒนาของผม เพราะผมจะสร้างมาตรฐานของตัวเองในทุกๆ รอบ ผมเป็นคนที่เต้นไม่เป็น อย่างวันนั้นที่เต้นในเพลงพริกขี้หนู ผมเองยังไม่เข้าใจว่าผมเต้นไปได้ไง (ยิ้ม) เพราะผมเป็นคนขี้อายมาก แต่ก็เอาที่คนเขามาสอน ก็เอาไปใช้บนเวที”

“ผมไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ผมเข้ามาถึงรอบสุดท้าย เพราะอย่างที่บอกว่าไม่ได้คิดว่าตัวเองจะได้อยู่แล้วไง คนที่เข้ารอบมาพร้อมกัน ก็อยู่กันเหมือนครอบครัว เพราะรอบ 16 คน เริ่มสนิทกันไม่ได้คุยกันเรื่องประกวดอย่างเดียว เราคุยกันเรื่องว่าชีวิตเป็นยังไง ที่บ้านทำอะไร คุยกันเรื่องส่วนตัวมากกว่า ก็เลยคิดว่าใครเข้าไปในรอบ 8 คนได้ก็ดีใจด้วย ถึงแม้ผมจะไม่ได้เข้าไป แต่ผมแค่ได้เข้าไปนั่งดูและนั่งอยู่ในนั้น แค่นี้ก็โอเคแล้วครับ มันถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก เพราะมันเป็นเวทีประกวดเวทีแรกในชีวิตของผมเลย”

ไม่คิดว่าจะทำให้ “ออฟ ปองศักดิ์” กับ “ลูกเกด เมทินี” จะทะเลาะกันเพราะความเห็นในการให้คะแนนไม่ตรงกัน
“จริงเหรอครับที่ทำให้พี่ออฟกับพี่ลูกเกดตีกันจริงเหรอครับ ผมทำให้พี่เขาตีกันจริงๆ เหรอ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความเห็นของพี่เขา 2 คนอาจจะไม่ตรงกัน อาจจะอยู่กันคนละสาย คนหนึ่งอาจจะชอบแบบนี้แต่อีกคนอาจจะไม่ชอบ มันเป็นความคิดเห็นของพี่เขา ซึ่งตอนนั้นบนเวทีผมก็อึ้งนะครับ ก็ลุ้นว่าจะได้ไปต่อหรือไม่ได้ไปต่อ มันตื่นเต้นจริงๆ เป็นเวทีแรกของผม แต่พอเข้ามารอบ 8 คนแล้ว ผมต้องตั้งใจมากกว่าคนอื่นเลยครับ กว่า 10 เท่า 20 เท่า เพราะต้องมากกว่าทั้ง 7 คน ผมต้องคูณสองให้มากกว่าพวกเขา”

ดีใจได้เข้ารอบ 8 คน เป็นครั้งแรกที่ทำให้ “แม่” ภูมิใจจนร้องไห้
 
“แม่ผมก็จะให้กำลังใจเต็มที่ เพราะแม่ผมเองเขาไม่ค่อยได้ยุ่งกับโซเซียล อย่างตอนที่เราเข้ามารอบ 8 คนสุดท้าย แม่เขาก็ดีใจมาก แม่ก็บอกว่าให้เราทำเต็มที่ เพราะตอนประกาศชื่อผมแล้วผมอึ้งมาก ผมตกใจมาก ผมยังอึ้งอยู่เลย เราไม่เคยมีโมเม้นท์แบบนี้ แต่ตอนนั้นน้ำตาผมยังไม่ไหลนะ และพอพักอีกเบรกหนึ่ง ก่อนจะเข้าไปอีกเบรกนึงแล้วผมก็มองหน้าแม่ น้ำตาก็ไหลออกมาทันที เพราะเราไม่เคยได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้มาก่อน ซึ่งเราได้รับรู้ถึงความรู้สึกแม่ คือแม่ดีใจจนเขาร้องไห้ เพราะเราไม่เคยทำอะไรดีๆ ให้แม่เลย (น้ำตาเริ่มคลอ) ขนาดบอกรักแม่ผมยังไม่เคยบอกเลย กอดยังไม่เคยเลย หรือว่าไหว้ยังไม่เคยไหว้ ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมทำไม่ได้ และวันนั้นผมก็บอกรักแม่ไป (น้ำตาคลอ) ซึ่งผมไม่เคยบอกรักหรือว่าเคยแสดงออกเลยไง (หยิบทิชชู่ซับน้ำตา)”

“กับกระแสที่เกิดขึ้นมีทั้งดีและไม่ดีที่เข้ามาหาเรา ผมก็เอาสิ่งที่เขาติชมมา เราจะเก็บเอามาคิดเล็กคิดน้อยผมก็คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากเอาสิ่งเหล่านั้นมาพัฒนาตัวเองมากกว่า รับเอามาแล้วก็ขอบคุณเขา และเอาสิ่งเหล่านั้นมาพัฒนาตัวเองให้ดี พิสูจน์ให้เขาได้เห็นว่าเรามีความตั้งใจ (มันก็เลยมีคำว่าเสียงนะพัฒนาได้ แต่เสน่ห์นะมันไม่ได้มีทุกคน?) ก็ดีใจนะที่เขาพูดแบบนี้ มันเป็นกำลังใจให้เรา ก็ยังมีคนเห็นว่าเรามีข้อดีบ้าง ผมก็จะพยายามพัฒนาให้เต็มที่ แม้ผมจะร้องเพี้ยนแต่เขาก็ยังให้โอกาสผมเข้ามายืนในจุดนี้ ผมก็จะพยายามให้เต็มที่ในการร้องเพลง”

อยากเป็นเหมือน “บี้ เดอะสตาร์”
“ก็ขอบคุณครับและขอให้เป็นแบบนั้นแหละครับ (ยิ้ม) เพราะผมก็เชื่อชอบในตัวของพี่บี้ ผมดูพี่แกทุกวีคเลย อย่างกรรมการบอกว่าพี่เขาเต้นเหมือนจิ้งจก แต่ผมก็ติดตามพี่เขาทุกวีค แต่แกก็พัฒนาร้องดีมากขึ้นทุกๆ วีค จนทุกวันนี้พี่เขาเป็นซุปเปอร์สตาร์ได้ และผมก็ได้ยินมาว่าพี่เขาเป็นยังไงตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้พี่เขาก็ยังเป็นเหมือนเดิม ส่วนพี่ริทผมรู้จักพี่เขาตั้งแต่อยู่โรงเรียนมัธยมเดียวกันแล้ว ผมเป็นรุ่นน้องพี่เขาตอนนั้นแกเรียนเก่งมาก อย่างเวลาที่เข้าแถวหน้าเสาธงในทุกๆ ครั้ง ก็จะมีการประกาศชื่อแกรับรางวัล 7-8 รางวัลแทบทุกครั้ง แกรับทุกรางวัล จะมีการประกาศชื่อเรืองฤทธิ์ ศิริพานิชตลอด พี่เขาเรียนเก่งมากจริงๆ เป็นตัวท็อปของโรงเรียน จนพี่แกเข้ามาประกวดและเข้ามารอบลึกๆ จนได้ และแกก็พัฒนาเหมือนพี่บี้เดอะสตาร์”

 ถูกจับคู่จิ้นกับจัมโบ้ วรกฤต
  “ไม่ขนาดนั้นหรอก นอนคนละเตียงอยู่นะครับ ด้วยความที่ผู้ชายมันมีแค่ 3 คนอีกคนก็พี่บิ๊ก (กฤษฏา) แต่ก็คือใช้ชีวิตเหมือนเป็นพี่น้องกันครับ และการที่ผู้หญิงเยอะก็ไม่ได้กดดันอะไรนะครับ เพราะพี่ผู้หญิงที่คุยรู้เรื่องก็ยังมีนะครับ (หัวเราะ) หรือบางทีคุยรู้เรื่องกว่าผู้ชายก็ยังมี และอย่างตอนนี้ได้เข้ามาอยู่ในบ้าน จากเมื่อก่อนเราได้นั่งดูว่าเขาใช้ชีวิตยังไงในบ้าน และพอเราได้เข้ามาเราก็ภูมิใจและดีใจมาก นอกจากทำให้เต็มทีแล้ว และถ้าออกตั้งแต่วีคแรกแล้ว ผมก็คิดว่านี่ก็มีค่ามากมายแล้ว”

“เป็นเกย์ไหม ไม่ใช่ครับ (ยิ้ม) ซึ่งการโดนทักในเรื่องนี้ผมชินแล้วครับโดนทักเยอะมาก คนจะมองแบบนี้เยอะมาก ด้วยความที่เราตัวขนาดนี้ ถูกทักตั้งแต่ ม.4 - ม.5 ขนาดเข้ามาปี 1 ก็ยังมีคนพูดแบบนี้เลยครับ บอกว่าผมเหมือนเกย์ แต่พอได้รู้จัก ได้คุยก็จะรู้ว่าผมไม่ได้เป็นครับ แต่ด้วยลักษณะนิสัยของผมด้วยน่าจะใช่นะครับ เพราะเราขี้เล่น กวนๆ ถ้าคนมองเฉยๆ ไม่ได้พูดคุยกันก็ต้องบอกว่าเราเป็นเกย์แน่ๆ เลย ยืนยันว่าไม่ได้เป็น”

“ผมไม่สามารถจะเปลี่ยนความคิดของเขาได้หรอกครับ เพราะเขาก็เห็นในสิ่งที่ผมทำไปแล้ว ผมก็พูดได้ว่าผมจะพยายามพัฒนาในเสียงร้อง ในเรื่องเต้น และทุกๆ อย่าง ผมจะทำออกมาให้ดีทำออกมาให้สมกับที่ถูกเลือกให้มายืนเป็น 1 ใน 8 คนบนเวทีเดอะสตาร์ และจะพัฒนาทุกๆ อย่างเพื่อจะลบข้อกล่าวหาทุกๆ อย่าง จะเอาคำที่เขาพูดนั้นมาทำให้เต็มที่ ให้เปิดโอกาสและติดตามผมในทุกๆ วีค”





กำลังโหลดความคิดเห็น...