xs
xsm
sm
md
lg

"เหยียบหัวพี่" หรือ "ทีของน้อง" 2 มุมมองที่แตกต่าง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


นึกว่าจะจบกันไปตั้งแต่คดีดรามาสตอเบอร์รี่ เพราะทั้ง “ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต” เจ้าของโพสต์ ทั้ง “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” ที่ถูกเพ่งเล็งว่าต้นเหตุแห่งโพสต์ที่ว่า ต่างก็ออกมาปฏิเสธเสียงแข็ง ว่าไม่มีอะไรในกอไผ่
แต่ถามว่าเมื่อตอนที่ชมพู่บอกว่าที่โพสต์ไม่ได้ตั้งใจจะแขวะนางเอกรุ่นน้อง แค่พูดคุยกับผลหมากรากไม้ไปตามเรื่อง มีใครเชื่อบ้าง ? มั่นใจได้เลยว่าร้อยทั้งร้อยต้องบอกว่าเป็นคำแก้ต่างที่ฟังไม่ค่อยขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมา ชมพู่จะไม่เคยมีข่าวคราวเรื่องการทะเลาะเบาะแว้ง หรือโพสต์แขวะใครผ่านโซเชียลฯ ก็ตาม
แต่ไม่เคยทำ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำ หรือทำไม่ได้ !!
จนเมื่อทั้งคู่มีโอกาสมาประจัญหน้ากันจะๆ ในงาน Paris Fashion Week Fall 2016 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยชมพู่ไปในฐานะแบรนด์ แอมบาสเดอร์ของลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ ซึ่งได้รับเกียรติจากแบรนด์เสื้อผ้าชั้นแนวหน้าระดับโลกให้เข้าร่วมชมคอลเลกชั่น Fall 2016 แบบชนิดติดขอบรันเวย์ ขณะที่ใหม่ไปพร้อมกับคณะผู้จัดละคร “ดาว-พอฤทัย ณรงค์เดช” และ “คุณหญิงต้น ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี” ซึ่งเป็นแขกวีไอพีของแบรนด์ CHANEL
การเผชิญหน้ากันหนนี้ ฝ่ายหลังยังลงรูปคู่กับนางเอกรุ่นพี่ในไอจีส่วนตัว นัยว่าตั้งใจเพื่อสยบข่าวเกาเหลาชามโตครั้งนี้โดยเฉพาะ ต่างกับในไอจีของชมพู่ ที่กลับไม่ปรากฏรูปคู่กับนางเอกรุ่นน้องที่เคยรักกันปานจะกลืนกิน ถึงขนาดเคยยกให้เป็น “เพื่อนเจ้าสาว” แต่อย่างใด ซึ่งนั่นก็เหมือนเป็นการยืนยันกรายๆ แล้วว่า ความสัมพันธ์ฉันพี่-น้องที่เคยเลิฟ เลิฟ กันนั้น เห็นท่าว่าจะไม่เลิฟกันเมื่อก่อนเก่า
ยิ่งเมื่อเห็นสิ่งที่ชมพู่โพสต์ในไอจีของตัวเอง เป็นรูปน้องหมาใส่ CHANEL แน่นอนว่า งานนี้คนก็ยิ่งโยงประเด็นไปที่เป้าหมายเดิม ว่าชมพู่ตั้งใจแขวะนางเอกรุ่นน้องจริงๆ และคราวนี้ต่อให้ออกมาปฏิเสธอีกกี่รอบ ก็เชื่อว่าคงดิ้นไม่หลุดแน่ เพราะหลักฐานมันชัดเจน และสถานการณ์ประจวบเหมาะขนาดนั้น จะมาทำหน้าซื่อ ตาใสบอกว่าไม่ได้เจตนาอีกคงไม่ได้แล้ว
และสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ชมพู่ฟิวส์ขาด ฟาดงวงฟาดงาขนาดนี้ ก็หนีไม่พ้นเรื่องการถูกนางเอกรุ่นน้องแย่งงานโฆษณาตามที่ผู้สันทัดกรณีในวงการบันเทิงวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่แรกแล้วจริงๆ ซึ่งเมื่อลองนับนิ้วไล่เรียงดู ก็เห็นได้ชัดเลยว่ามีงานโฆษณาหลายชิ้นทีเดียว ที่ถูกเปลี่ยนมือจากชมพู่ ไปเป็นใหม่
ไม่ว่าจะเป็น King Power , ไอศกรีม Magnum , วีต้า , ลักส์ , ลอริอัล
ยังไม่นับบรรดานิตยสารผู้หญิงหัวใหญ่ที่ชมพู่เคยขึ้นปก ช่วงนี้ต่างก็หันมาเรียกใช้บริการใหม่กันทั้งนั้น
รวมไปถึงการเป็นตัวแทนสาวไทย ไปร่วมงานเดินพรมแดงในงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ ที่ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของชมพู่ ที่ตอนนี้แว่วมาว่ากำลังจะถูกเปลี่ยนมือเป็นใหม่-ดาวิกาไปเดินแทน
ต้องยอมรับว่ากว่าที่ชมพู่จะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ เธอต้องล้มลุกคลุกคลาน ต่อสู้ ฟันฝ่ามาไม่น้อย จากตัวประกอบโนเนม กว่าจะได้เป็นนางเอกสมใจ แต่ก็ยังไม่เปล่งประกายเท่าที่ควร แถมบางจังหวะก็ถูกลดชั้นไปเป็นนางรองบ้าง นางร้ายบ้าง เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกถ้าเธอจะหวงแหนตำแหน่ง และบัลลังก์ที่เธอแลกมาด้วยความมุ่งมั่น
แต่ถ้า....ถึงที่สุดแล้วถ้าบัลลังก์จะตกไปอยู่ในมือของคนอื่นจริงๆ ก็เชื่อว่าชมพู่ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ น่าจะมีวุฒิภาวะมากพอ ที่จะทำใจยอมรับความจริงได้ว่า “คลื่นลูกใหม่ย่อมมาแรงกว่าคลื่นลูกเก่าเสมอ” เพราะมันคือวัฏจักรของวงการ ที่ไม่ว่าใครก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ อะไรที่ใหม่กว่า สดกว่า ก็ย่อมเป็นที่ต้องการมากกว่า มันคือกลไกทางการตลาดขั้นพื้นฐาน ที่ทุกคนต่างก็รู้ดี
ตัวเธอเอง ก็เคยเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ไล่ซัดคลื่นลูกเก่าจนสามารถขึ้นมายืนผงาดเป็นนางเอกแถวหน้ามาแล้ว
แหละ...ถ้าเป็นคนอื่น ก็คงไม่ทำให้ชมพู่เจ็บปวดหัวใจเท่ากับเมื่อเป็นใหม่-ดาวิกา ที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนโดน หักหลัง !!
ที่ผ่านมา ใครก็รู้ว่าชมพู่นั้นเอ็นดูใหม่ด้วยน้ำใสใจจริง และพยายามที่จะอัปเกรดนางเอกรุ่นน้องให้มีสง่าราศี เทียบชั้นซุปตาร์แถวหน้า ช่วยดูแลทุกอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องของการแต่งตัว เสื้อผ้า หน้าผม ถึงขนาดแบ่งปันเสื้อผ้าแบรนด์เนมของตนให้ใส่ ตั้งแต่สมัยแรกๆ ที่ใหม่เพิ่งเข้าวงการ และยังไม่มีรัศมีดาราเจิดจรัสอย่างในตอนนี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เธอเองเคยได้รับการปฏิบัติจากนางเอกรุ่นพี่ในช่องมาก่อน
ถ้ายังจำกันได้ ใหม่เอง ยังเคยให้สัมภาษณ์ถึงชมพู่ในเรื่องนี้ “คืออย่างที่รู้ ของแบบนี้พวกเราใส่ได้ครั้งสองครั้ง เขาก็มีมาให้น้อง แลกเปลี่ยน พี่ชมใจดีค่ะ ตอนนั้นเข้าวงการใหม่ๆ เราก็ไม่มีความรู้อะไร เขาหยิบยื่นให้ กลายเป็นไอดอลเราไปเลย ชื่นชมเขา เพราะอยู่จุดนี้มีใจเมตตา นี่แหละค่ะซุปตาร์’เบอร์หนึ่ง ทุกวันนี้ก็ยังเชียร์และติดตามเขาไปแฟชั่นวีก โห เขาไปได้ขนาดนั้น สุดยอดนะคะ น่ารักมาก เรายังเด็กใหม่โนเนม เราไม่ถือนะเพราะตอนนั้นเรามีความสุขด้วยซ้ำ ที่พี่เขาระดับนั้นแต่เอาของมาให้เรา ได้มาทีก็เยอะค่ะ ถุงใหญ่ เพราะพี่ชมจะใส่ครั้งเดียวซะเป็นส่วนมาก ใหม่เองไม่ซีเรียสนะ เพราะเรายังเด็ก เงินยังไม่ค่อยได้ พวกของแบรนด์เนมพวกนี้ก็ราคาแพงทั้งนั้นเนอะ แต่เดี๋ยวนี้ก็พยายามซื้อเอง ไม่อยากไปรบกวนพี่เขา”
การที่ใหม่คว้างานพรีเซ็นเตอร์ และพยายามทุกวิถีทางที่จะเดินตามรอยนางเอกรุ่นพี่ (ที่เคยสนิท) ทุกอย่าง มองในมุมของชมพู่ อาจจะรู้สึกว่าถูกเด็กที่ตัวเองเคยอุ้มชูมา “เหยียบหัว”
อย่าว่าแต่ชมพู่เลย ต่อให้เป็นพนักงานบริษัท ถ้าวันดีคืนร้ายถูกเด็กเมื่อวานซืนที่เทรนมากับมือ ปาดหน้าแย่งตำแหน่ง หรือแย่งโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ ไปทำ เป็นใครก็ต้องขัดเคือง
แต่ในมุมของใหม่ อาจจะมองแค่เรื่องของธุรกิจเป็นหลัก ไม่แปลกที่ใหม่จะมุ่งหวังที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอกอันดับหนึ่งของวงการบันเทิง และพยายามวางกลยุทธ์เพื่อช่วงชิงตำแหน่งนั้นมาเป็นของตน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติวิสัย และสิ่งที่พึงกระทำได้ หรือชมพู่จะปฏิเสธว่าการย้ายจากช่อง 7 มาช่อง 3 ไม่ได้มุ่งหวังที่จะปลดแอกตัวเอง ให้ก้าวพ้นจากการเป็นที่สองรองจาก “อั้ม-พัชราภา”
นั่นแสดงว่าวิถีความคิดของทั้งคู่ก็เหมือนกัน นั่นคือต้องการพื้นที่ของตัวเอง และมุ่งหวังความเป็นที่หนึ่ง เพียงแต่ต่างกันตรงที่วิธีการ
ชมพู่เลือกที่จะเดินออกมาหาขุมทรัพย์แห่งใหม่ เมื่อรู้ดีว่าไม่สามารถแย่งที่ทำกินจากเจ้าของที่ถือครองกรรมสิทธิ์อยู่เดิมได้ แต่ใหม่เลือกที่จะพุ่งชน !!
ใหม่อาจจะไม่ใช่คนวางกลยุทธ์นี้ให้ตัวเอง เพราะมีความเป็นไปได้ว่าน่าจะผู้จัดการส่วนตัวคอยเป็นกุนซือให้ ซึ่งถ้าพูดกันแบบแฟร์ๆ แล้ว ต่อให้ผู้จัดการของใหม่ จะจัดโปรโมชันลด แลก แจกแถมขนาดไหน หรือกระทั่งต่อให้ใส่พานถวายให้ฟรีๆ ถ้าของในมือไม่ดีจริง เจ้าของสินค้าก็คงไม่จ้างอยู่ดี
แต่นี่คือใหม่-ดาวิกา นี่ต้องนับว่าในโมงยามนี้ เธอมาแรงที่สุด เจิดจรัสมากที่สุด และเป็นที่ต้องการของตลาดมากที่สุด และในความเป็นจริง ที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าของสินค้า ว่าจะเลือกใครมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
บางทีใหม่ และผู้จัดการส่วนตัว อาจจะไมได้ดิ้นรนอะไรเลยก็ได้ แต่เป็นเจ้าของสินค้าเองก็ได้ที่เป็นฝ่ายเลือกเธอมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ แทนที่จะผูกขาดกับชมพู่ ที่ใช้บริการมานานหลายปี และได้ภาพพจน์สินค้าแบบเดิมๆ กลุ่มเป้าหมายแบบเดิมๆ และได้ผลประกอบการเท่าเดิม หรืออาจจะน้อยกว่าเดิม ตรงนี้หรือเปล่า ที่ทำให้เจ้าของสินค้า ตัดสินใจที่จะ “Rebranding” ผลิตภัณฑ์ของตัวเองเพื่อปรับลุคให้ดูทันสมัย ดูมีรสนิยม และขยายกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ
และใหม่-ดาวิกา คือทางเลือกนั้น ที่จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของสินค้าได้ทุกอย่าง โดยที่เธอเองก็ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าไม่เคยในโยบายลดค่าตัวเพื่อแย่งงานใคร
“สำหรับใหม่ ใหม่คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ที่เราต้องเจอข่าวแบบนี้ แค่ว่าเราจะทำยังไง อย่าให้ข่าวมามีผลกับความสัมพันธ์ ยืนยันว่าไม่ได้ ส่วนเรื่องโฆษณา ทางผู้ใหญ่เป็นคนคุยให้ เอาจริงๆ นะ ต้องไม่ถามตัวนักแสดง ต้องถามทางผลิตภัณฑ์ อันนี้น่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจน ใหม่ไม่มีนโยบายลดค่าตัวนะคะ ยังทำงานต่อไป เป็นตัวของตัวเอง อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ได้ปาดหน้าใคร ทุกวันนี้ค่าตัวเท่าเดิมนะคะ โฆษณาตอนนี้มีกี่ตัวก็ไม่ทราบเลยค่ะ ไม่เคยนับเลย ที่มองว่าเป็นเจ้าแม่พรีเซ็นเตอร์ ก็ต้องแล้วแต่โอกาสสำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ เลยค่ะ มีบางชิ้นที่ได้มาใหม่ๆ ด้วย บางชิ้นที่หลุดไปก็มีค่ะ เรื่องปกติ วันหนึ่งใหม่ได้รับงาน วันหนึ่งใหม่เสียงานไปให้กับคนรุ่นใหม่ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”
แต่ก็อีกนั่นล่ะ การที่คนมองว่าความอยากได้ อยากเป็น อยากมี ทำให้ใหม่มองข้ามทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องของมิตรภาพ นั่นก็เพราะที่ผ่านมา ใหม่มีเรื่องในทำนองนี้มาก่อนอยู่แล้ว โดยเฉพาะกรณีของ “เอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร” ผู้จัดการส่วนตัวคนเก่าที่สู้อุตส่าห์พาไปฝากฝังที่ช่อง 7 สุดท้ายก็ถูกใหม่สะบัดบ๊อบใส่ มีเรื่องมีราวถึงขนาดถึงโรงขึ้นศาลฟ้องร้องกันมาแล้ว ซึ่งก็ส่งผลกระทบให้อั้มที่รัก และนับถือเอมาก ไม่ชอบหน้าใหม่ไปด้วย และด้วยความที่อั้มเป็นคนตรงไปตรงมา จึงไม่สงวนท่าที ที่จะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ถูกจริตกับนางเอกรุ่นน้องคนนี้ แม้จะมีโอกาสเจอกันตามงานอีเวนต์ ก็ทำท่าหมางเมิน และไม่เสวนาด้วย เหมือนเป็นการตัดไม้ข่มนามแต่แรกเลยว่าอย่าคิดมาเทียบรุ่น ถ้ายังจำกันได้ หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ก็ตามมาด้วยการที่เอโพสต์ไอจี ในทำนองชื่นชมอั้ม แต่แฝงเจตนาแขวะใหม่
การมีเรื่องกับอั้ม ซึ่งต้องรับว่ามีพาวเวอร์สูงในช่อง จึงเป็นที่มาที่ทำให้ใหม่ตัดสินใจระเห็จตัวเองมาอยู่ใต้หลังคาช่อง 3 ซึ่งก็หนีไม่พ้นถูกครหาว่าเนรคุณช่อง 7 เมื่อมามีเรื่องมีราวกับพี่สาวคนสนิทอย่างชมพู่ซ้ำเข้าไปอีกดอก จึงช่วยไม่ได้ที่จะยิ่งย้ำ และทำให้ใหม่ถูกมองในทำนองนั้น
สรุปดื้อๆ ว่างานนี้ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก !!
เพราะมันเป็นเรื่องของการมองต่างมุม
ชมพู่ มองว่า "ข้ามหัวพี่"
แต่ใหม่อาจจะบอกว่า "มันเป็นทีของน้อง"
แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ !!??
ที่มานิตยสาร ผู้จัดการ 360 องศา สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 331 27 19-25 มีนาคม 2559




กำลังโหลดความคิดเห็น...