xs
xsm
sm
md
lg

ชีวิตพันล้าน "สมยศ เชาวลิต" : คนชื่อ "จิ๊บ" กับเรื่องที่ไม่ได้จิ๊บๆ/ไก่ อำนาจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อำนาจ เกิดเทพ

"ใครหว่า..." คือความรู้สึกแว้บแรกที่เข้ามาทันทีที่เห็นแขกรับเชิญในรายการ "เจาะใจ" ทางช่อง One ราวเดือนที่แล้วในค่ำคืนหนึ่ง

"สมยศ เชาวลิต" เป็นชื่อของแขกรับเชิญที่พิธีกรรายการแนะนำ ซึ่งก็หาได้ช่วยคลายความรู้สึกแห่งความเคลือบแคลงแว้บแรกลงไปแต่อย่างไร
...
"คือลืมตามาดูโลกก็รู้สึกว่าจนแล้วครับ..."

เสียงแขกรับเชิญบอกกับผู้ดำเนินรายการเมื่อถูกถามถึงฐานะครอบครัวและความเป็นอยู่ในวัยเด็ก ก่อนเจ้าตัวจะเล่าให้ฟังถึงชีวิตครอบครัวว่า พื้นเพเป็นคนลานสกา จ.นครศรีธรรมราช มีพี่น้องรวม 4 คน ตนเป็นลูกคนที่สองแต่เป็นพี่ชายคนโตเพราะพี่คนโตเป็นผู้หญิง

อาศัยอยู่กับแม่ที่เลิกกับพ่อตอนตนอยู่ป.สี่ แม่มีอาชีพสารพัดรับจ้าง ทั้ง ปลอกมะพร้าว ตักถังขี้ ฯ เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวไปวันๆ โดยตั้งแต่จำความได้นอกจากจะสัมผัสได้ถึงความจนแล้ว เจ้าตัวยังจำได้ว่าต้องทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้เป็นแม่อีกต่างหาก

หลังเรียนจบประถม 6 พร้อมได้ทุนเรียนดีแต่ยากจนเด็กชายสมยศได้ไปบวชเณรที่วัดหงส์รัตนาราม กรุงเทพฯ ตามคำชักชวนของหลวงตาพร้อมกับศึกษาสายธรรมได้นักธรรมตรี นักธรรมโท เปรียญ 1-2

บวชได้สองปีแม้จะชอบในสายทางธรรมทว่าหลังสะดุดใจกับคำเทศนาของ "พระพยอม" ทำนองว่าบางคนเป็นหนุ่มร่างกายกำยำแต่กลับมาอาศัยผ้าเหลืองหากิน ทิ้งพ่อแม่ให้ทำงานยากลำบากอยู่ต่างจังหวัด เจ้าตัวจึงตัดสินใจสึกออกมาก่อนกลับไปช่วยแม่ที่ตอนนี้หันมาทำอาชีพค้าขายประกอบกับเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ในช่วงเวลาเย็นจนได้วุฒิม.3

ตอนนั้นเองชีวิตของสมยศก็มาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อแม่ต้องการจะให้เขาช่วยเรื่องค้าขายเนื่องจากเขาเป็นกำลังหลัก ในขณะที่เขาต้องการจะเรียนต่อ สุดท้ายเจ้าตัวจึงตัดสินใจหนีแม่กลับมายังวัดที่เคยบวช แต่คราวนี้มาในฐานะเด็กวัด ก่อนไปสมัครเข้าเรียน ม. 4 สายวิทย์ - คณิต ที่โรงเรียนสวนอนันต์

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นคนหัวดีแต่การเรียนระดับม.4 หาได้ง่ายอย่างที่คิด เหตุเพราะมันเหมือนกับว่าเขาต้องโดดข้ามขั้นจากนักเรียนชั้นป.6 มาเรียนต่อม.4 เลยนั่นเอง

"ผมเรียนอยู้ได้สองเดือนมั้ง บอกหลวงตา หลวงตาผมไม่ไหวแล้วครับ ผมเรียนไม่รู้เรื่องเลย หลวงตาบอกตรงไหนที่ไม่รู้เรื่อง ผมก็บอกม.1 2 3 ผมไม่ได้เรียนครับหลวงตา แล้วเนื้อหาวิชาที่มันเกี่ยวข้องผมไม่รู้เรื่องเลย หลวงตาก็บอกว่าอดทนหน่อย อันไหนที่ไม่ได้เรียนก็ซื้อมาอ่านสิ เรียนเองก็ได้นี่"

"ก็เลยขอตังค์หลวงตาไปซื้อหนังสือพวกม.1 2 3 มาอ่านก่อนไปเรียน สมมติวันรุ่งขึ้นเรียนเรื่องสับเซ็ตก็ไปเปิดดูว่า ม.1 ม.2 ม.3 ที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องสับเซ็ตมันมีอะไรบ้าง..."

ชีวิตช่วงนี้ถือเป็นบททดสอบที่สำคัญของสมยศจริงๆ เพราะเจ้าตัวต้องเดินไป - กลับโรงเรียนที่ห่างจากวัดราว 4 กิโลเมตรทุกวัน เที่ยงไม่กินข้าวเพราะไม่มีเงินซื้อ ตกเย็นรีบกลับวัดกินข้าว(วัด)ที่เหลือ กลางคืนทำการบ้าน ท่องหนังสือ ช่วงเช้าอาศัยเวลาที่เดินช่วยหลวงตาบิณฑบาตอ่านโน้ตที่จดสูตรเคมี ฟิสิกส์ ฯ

กระนั้นสมยศก็มองว่าความลำบากเหล่านี้หาใช่เรื่องที่เป็นปัญหาที่ชวนเดือดร้อนอะไรเท่ากับสวัสดิภาพของชีวิต เนื่องจากแถววัดมีทั้งพวกขี้ยา นักเลงหัวไม้ นั่นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจไปเรียนชกมวยที่ค่าย ช.สวนอนันต์ ตามคำชักชวนของเพื่อนเด็กวัดเพื่อหาวิชาป้องกันตัว

ฝึกไปฝึกมาหน่วยก้านเกิดไปเข้าตาเจ้าของค่าย เจ้าตัวเลยมีโอกาสได้ขึ้นชกอย่างค่อนข้างจริงจัง ตั้งแต่เวทีเล็กๆ ตามงานวัดงานผ้าป่า ไปจนถึงเวทีใหญ่อย่าง สำโรง, รังสิต ในชื่อ "เจริญศักดิ์ ช.สวนอนันต์"

หลังเรียนควบคู่ไปกับการชกมวยหาเงินจนจบม.6 สมยศตัดสินใจเรียนต่อปวส.ที่อาชีวศึกษาธนบุรีในสาขาคอมพิวเตอร์ด้วยเหตุผลเพราะมีเด็กวัดที่เรียนอยู่ชอบบ่นให้เขาฟังว่าสาขานี้ยากอย่างนั้น ยากอย่างโน้น ก่อนจะจบออกมาด้วยเกรดเฉลี่ย 3.92 พร้อมกับที่มีธนาคารไทยพาณิชย์รับตัวเข้าไปทำงาน

ทำงานธนาคารได้ 8 ปี ไต่เต้าไปจนถึงระดับผู้ช่วยผู้บริหาร แต่แล้วการมีครอบครัวก็ทำให้เจ้าตัวรู้สึกกลัวในความไม่มั่นคงของมนุษย์เงินเดือน ประกอบกับมองเห็นลู่ทางที่มาจากความรู้ในเรื่องของคอมพิวเตอร์ของตนเอง ทำให้สมยศตัดสินใจกำเงินเก็บสองแสนบาทมาเปิดร้านคอมพิวเตอร์เล็กๆ ที่ห้างฯ ย่านรังสิตในปีพ.ศ.2544

จากนั้นใช้เวลาเพียง 3 เดือนกว่าๆ เปิดสาขาที่ 2

จนถึงวันนี้สมยศในวัย 42 ปีคือเจ้าของร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ฯ ที่มีสาขาจำนวนมากกว่า 130 สาขาทั่วประเทศ มีเงินหมุนเวียนปีละกว่า 6 พันล้านบาท ในนามของ J.I.B. Computer Group ซึ่งมาจาก "จิ๊บ" ชื่อเล่นของเขานั่นเอง
...
ด้วยท่าทางที่สุภาพ น้ำเสียงเรียบๆ ในการให้สัมภาษณ์ มันดูเหมือนเรื่องราวต่างๆ ที่ชายคนนี้เล่านั้นเป็นเรื่องง่ายๆ สบายๆ ทั้งๆ ที่หากดูในรายละเอียดของความเป็นจริงแล้วจะพบว่ามันไม่ง่ายเอาเสียเลย


กระนั้นในความไม่ง่าย ในความไม่สบาย ในความที่ดูเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนที่ไม่ได้มีปู่ย่าตายายพ่อแม่ผลิตสมบัติรอไว้ให้ ไม่ได้เป็นลูกคนใหญ่คนนามสกุลโต ไม่ใช่คนที่คุยโวโอ้อวด ไม่ใช่คนที่ชอบทำตัวเด่นๆ มีโปรเจ็กต์แปลกๆ เพื่อหวังสร้างกระแสเรียกร้องให้คนสนใจ ฯ หากแต่เป็นคนธรรมดาทั่วๆ ไปก็สามารถที่จะก้าวจากจุดเริ่มต้นที่ศูนย์ไปเป็นเจ้าของธุรกิจระดับพันล้านได้เหมือนกัน

อันที่จริงวิธีคิดของสมยศที่เจ้าตัวเล่าให้ฟังผ่านรายการนั้น มันก็ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเอาเสียเลย หนึ่งคือตั้งเป้าหมาย สองคือมุ่งมั่นพยายามไปยังเป้าหมายที่ว่า

โดยเป้าหมายที่เขาวางไว้นั้นหาได้เป็นเป้าหมายที่ใหญ่โตอะไรมากมายหรือไกลจนเอื้อมไม่ถึง แต่เป็นเป้าที่มีความเป็นไปได้ และค่อยๆ เป็นไปตามสเต็ป เช่น ตอนเรียนก็ตั้งใจไว้ว่าจะต้องเรียนให้ดีๆ จบมาทำงานธนาคารก็ไม่ได้คิดแค่ว่าทำงานให้หมดไปวันๆ แต่มีการตั้งเป้าไว้แล้วว่าจะขอไปให้ถึงตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ หรือช่วงที่หันมาเปิดร้านที่ต้องแข่งกับเจ้าใหญ่ๆ เจ้าตัวก็ใช้ความขยันมาก่อนกลับทีหลังเข้าสู้ ฯ

แต่กระนั้นปัญหาสำคัญมันก็อยู่ที่ตามคำที่เขาบอกนั่นแหละครับว่า... "ผมว่าทุกคนก็ทำ(แบบผม)ได้นะ แต่จะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง"

ประโยคหนึ่งที่ผมชอบก็คือประโยคที่เขาตอบคำถามพิธีกรที่ถามเขาว่าความลำบากมันให้อะไร? ด้วยคำตอบที่ว่า..."ความลำบากมันสอนให้เราไม่กลัวความลำบาก"

ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของคนสู้ชีวิตมาก็หลายคนหลากรูปแบบ ขอบรรจุชื่อ "สมยศ เชาวลิต" เป็นคนสู้ชีวิตที่น่ายกย่องเอามากๆ ไว้ในทำเนียบส่วนตัวอีกคน...
...
สู้เพื่อแม่..จากเด็กยากจนสู่เจ้าของแบรนด์คอมพิวเตอร์ระดับพันล้าน “จิ๊บ J.I.B.” สมยศ เชาวลิต
กำลังโหลดความคิดเห็น...