“ถามว่าเข็ดไหมกับการขับรถ ตอนนี้ไอซ์ยังไม่ได้ขับรถเลย เอาแค่นั่งรถไปแล้วเห็นทางข้างหน้ามืดไอซ์ก็กลัวแล้ว“
นักร้องหนุ่มเจ้าของรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์และความจริงใจ “ไอซ์-ศรัณยู วินัยพานิช” พูดด้วยเสียงปนสะอื้น เมื่อถูกถามถึงสภาพจิตใจในเวลานี้ หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุชับรถชน “นายวิชัย ยองใย” อายุ 43 ปี ชาวจังหวัดสุรินทร์จนบาดเจ็บ (เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 เม.ย.) ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา (8 พ.ค.)
ปกติที่เราคุ้นชินกับรอยยิ้มที่สดใสของไอซ์ ทว่าวันนี้ชายหนุ่มกลับมีใบหน้าหม่นเศร้า มีร่องรอยของคราบน้ำตาที่รินหยดออกมาเป็นทาง
แม้ไม่อยากถามย้ำให้เจ็บปวด แต่ก็จำต้องถาม เพื่อให้ไอซ์ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ในวันสุดสลด....วันนั้น
“คืนนั้นไปร้องเพลงแถวๆ เจริญกรุงนะครับ หลังจากเสร็จงาน ก็ขับรถกลับบ้านคนเดียวที่ซอยรามอินทรา 14
ตอนนั้นประมมาณ 5 ทุ่มแล้ว ขณะที่ขับมาตามทาง ก่อนที่จะถึงจุดเกิดเหตุ ก็เห็นว่าไฟของถนนเสีย แล้วแถวนั้นก็ไม่มีไฟ ถนนบริเวณนั้นก็มืดมาก ซี่งไอซ์เองก็ขับรถอย่างระมัดระวังเต็มที่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น มันสุดวิสัยจริงๆ คือพอหันมา ก็เห็นพี่ผู้ได้รับบาดเจ็บอยู่ข้างหน้าเราแล้ว คือตัวไอซ์ไม่สามารถพูดได้เลยว่าเป็นการตัดหน้าหรือเดินมาหรืออะไร เราก็รวบรวมสติในการเบรกเต็มที่แล้วแต่มันก็ไม่ทัน ทุกอย่างมันกะทันหันมาก เราเห็นอีกทีคือเขาอยู่หน้ารถแล้ว”
ยืนยันว่าไม่ได้ขับรถซิ่ง หรือเมาแล้วชับแน่นอน
“ไอซ์ขับไม่เร็วครับ ถ้าหลายคนรู้จักซอยมัยลาภ จะรู้ว่าบริเวณนั้นเป็นเขตชุมชน เราไม่สามารถขับไปเร็วกว่าที่มันควรจะเป็นได้ อีกส่วนที่เราบอกได้ว่าเราขับไม่เร็วจริงๆ ก็คือมีแท็กซี่ขับตามเรามาแล้วก็ชนท้ายเราอีกที อย่างที่ทุกคนทราบกันเหตุการณ์มันเกิดขึ้นกะทันหันจริงๆ แท็กซี่ก็เบรกไม่ทันเหมือนกันก็เลยชนท้ายรถเรา อย่างที่ไอซ์บอก พอเห็นไฟดับตั้งแต่แรกก็ระมัดระวัง แล้วก็ไม่ได้มีอาการเหนื่อยล้าหรือมึนเมาใดๆ เพราะปกติไอซ์ก็ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว
พอเรารู้ว่าขับรถชน ก็รีบวิ่งลงไปจากรถ ยอมรับว่าตอนนั้นตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูกเลย สิ่งแรกที่ทำคือยกมือไหว้ ขอโทษก่อนเลย ระหว่างนั้น ก็มีพี่ๆ ที่นั่งคุยกันแถวนั้น วิ่งเข้ามาช่วยเหลือ มูลนิธิก็มาอย่างรวดเร็ว แล้วก็นำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล
ตัวไอซ์เองตอนนั้นยังไม่สามารถตามไปที่โรงพยาบาลได้ เพราะเราต้องรอทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมา แต่ก็ได้โทร บอกเพื่อนให้เพื่อนตามไปที่โรงพยาบาลนพรัตน์ทันที เพื่อติดตามอาการ หลังจากนั้นช่วงเช้ามืดประมาณตี 3 ตี 4 ก็มีการประสานงานในการย้ายคนเจ็บไปรักษาตัวในโรงพยาบาลลาดพร้าว เพื่อความรวดเร็วแล้วก็สะดวกในการรักษา ตอนนั้นทางมูลนิธิแจ้งว่าคนเจ็บยังมีสติอยู่ตอนที่นำตัวส่งโรงพยาบาล”
ยืดอกยอมรับผิด และไม่เคยแม้แต่จะคิดทอดทิ้ง
“เช้าวันรุ่งขึ้นพอทราบว่าได้มีการย้ายเข้าโรงพยาบาลลาดพร้าว ไอซ์ก็ไปโรงพยาบาลแต่เช้า ตลอดเวลาที่พี่เขารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ทั้งตัวไอซ์ ครอบครัว แล้วก็ผู้จัดการ จะต้องสลับกันไปโรงพยาบาลเพื่ออำนวยความสะดวก หรือว่าติดตามอาการ ไม่มีวันไหนเลยที่พวกเราไม่ไป
ในส่วนของญาติ ก็มีการอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้ามาเยี่ยมคนเจ็บ แล้วก็รับผิดชอบทุกอย่าง ไอซ์ว่าเราทำอะไรไปแล้วไอซ์ก็ต้องรับผิดชอบ”
พูดมาถึงตรงนี้ ไอซ์ก็น้ำตาคลอขึ้นมาอีกครั้ง ยอมรับว่าช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเสียใจเหลือเกินที่ต้องมีการสูญเสีย
“ในทุกๆ วันเราหวังให้เขาดีขึ้นเสมอ ระยะเวลาในการรักษา ก็เป็นอาทิตย์ ทุกคนเฝ้าติดตามอาการตลอด ไอซ์เองก็ไปแทบจะตลอดเลยครับ ถ้าวันไหนไปไม่ได้จริงๆ ก็จะมีตัวแทนอย่างผู้จัดการ ก็จะอยู่ตรงนั้นเลย ตั้งแต่เช้ายันดึกทุกวัน วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 2 คนเพื่อที่จะไปอำนวยความสะดวกให้กับญาติแล้วติดตามอาการตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 3 ทุ่มทุกวัน
เราก็สวดมนต์ภาวนา ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น ไม่มีใครอยากให้เกิดการสูญเสีย ไอซ์ไปเยี่ยมพี่เขาตลอด ไม่เคยหลบหนีเลยตั้งแต่วันแรก ทุกคนเห็นไอซ์มาตลอด อะไรก็ตามที่มันเกิดขึ้น ก็ให้มันเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายเนอะ ไอซ์ไม่ได้ไปไหน ไม่เคยปฏิเสธความรับผิดใดๆ ครับ"
ขณะที่ในส่วนของคดีความนั้น ไอซ์พูดทั้งน้ำตาว่า ก็ให้ดำเนินไปตามตัวบทกฏหมาย
“ในส่วนการรับทราบข้อกล่าวหา อย่างที่ทราบกันว่าในตอนแรกที่ยังไม่ได้เข้าไปรับทราบข้อกล่าวหา เพราะว่าพอเหตุการณ์เกิดขึ้น ก็มีในเรื่องการประสานงานขนย้ายศพ และไปร่วมสวดอภิธรรมศพ ก็เลยขออนุญาตไปทำส่วนนั้นก่อน แต่หลังจากได้ไปร่วมสวดอภิธรรมศพแล้ว เมื่อเช้าไอซ์ก็เข้าไปที่ สน.โคกคราม เพื่อไปรับทราบข้อกล่าวหาและลงบันทึกประจำวัน ทำทุกอย่างให้เรียบร้อยตามกฎหมายบ้านเมืองครับ
ส่วนสาเหตุการเสียชีวิต ต้องรอผลชันสูตรจาก รพ.ตำรวจ จึงยังตอบอะไรไม่ได้ ตอนที่รู้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตก็รู้สึกว่าช็อก ไม่อยากให้มีการสูญเสีย อะไรก็ตามที่ไอซ์สามารถรับผิดชอบได้ ไอซ์ก็ทำทุกอย่าง ไม่เคยคิดจะหลบหนี อย่างที่บอกว่าตั้งแต่เกิดเหตุ ไอซ์พยายามดูแลและรับผิดชอบเต็มที่ในสิ่งที่มนุษยชนคนหนึ่งจะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาลอย่างดีที่สุด เรื่องการอำนวยความสะดวกให้ญาติผู้ใหญ่ทุกฝ่าย ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เราสามารถทำได้ จนถึงตอนนี้พี่เขาเสียชีวิต ไอซ์ก็ได้มอบเงินสดจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ และอำนวยความสะดวกทุกอย่างในเรื่องการย้าย ประสานงานนำผู้เสียชีวิตไปบำเพ็ญกุศลที่ จ.สุรินทร์ รวมถึงไอซ์และครอบครัวก็ได้ไปร่วมเป็นเจ้าภาพในการสวดอภิธรรมศพ และได้เจอกับญาติของผู้เสียชีวิต ทุกคนก็เข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุ ผู้หลักผู้ใหญ่ผูกข้อไม้ข้อมือให้เรา ทางคุณแม่ของผู้เสียชีวิตก็บอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ขอให้หลังจากนี้มีแต่เรื่องดีๆ ไอซ์ไม่คาดคิดว่าเราจะได้จากตรงนั้น เพราะว่านั่นคือครอบครัวของผู้เสียชีวิต แต่เราได้ความเมตตา ได้ความเข้าใจตรงนั้นกลับมา ทั้งที่เราตั้งใจไปเพื่อที่จะขอขมา ขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น และรับผิดชอบจริงๆ นะครับ"
อีกคำถามหนึ่งที่รู้ว่าถ้าถามแล้ว เหมือนจะเป็นการตอกย้ำความผิด แต่ก็จำเป็นต้องถาม ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ ให้บทเรียนอะไรแก่ไอซ์บ้าง ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบคำถามนี้พร้อมน้ำตาที่พรั่งพรูลงมาเป็นสาย
“ไม่รู้จะพูดยังไง อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ไม่มีใครอยากให้เกิดการสูญเสีย แต่เมื่อเกิดขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดคือการรับผิดชอบครับ ถามว่าเข็ดไหมกับการขับรถ ตอนนี้ไอซ์ยังไม่ได้ขับรถเลย เอาแค่นั่งรถไปแล้วเห็นทางข้างหน้ามืดไอซ์ก็กลัวแล้ว”
ถึงแม้จะอุบัติครั้งนี้ จะทำให้คู่กรณีเสียชีวิต แต่อย่างน้อยที่สุด ไอซ์ก็ยืดอกยอมรับผิดทุกกรณี โดยไม่มีเจตนาจะหลบเลี่ยง หลีกลี้หนีหาย หรือแม้กระทั่งใช้เส้นสายในการวิ่งเต้น เพื่อพลิกคดี ต่างจากบรรดาลูกท่านหลานเธอที่นิยมทำกัน
Astv. ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอเป็นกำลังใจให้กับ “ไอซ์-ศรัณยู วินัยพานิช” ให้ผ่านพ้นฝันร้ายในชีวิต และกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสเฉกเช่นที่ผ่านมาในเร็ววัน
ล้อมกรอบ
ย้อนรอย คนบันเทิงกับอุบัติเหตุขับรถชนบาดเจ็บ-เสียชีวิต
“โดม ปกรณ์ ลัม’ ซิ่งรถเบนซ์สปอร์ตคันหรู กลับจากเที่ยวที่สถานบันเทิงแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อกลับบ้านย่านลาดพร้าว ก่อนจะขับฝ่าสัญญาณไฟแดงบริเวณแยกตึกชัยฯ ขยี้รถแท็กซี่พังยับ ทำให้มีผู้โดยสารดับคาที่ 2 ศพ บาดเจ็บ 4 ราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 พ.ย. พ.ศ. 2544
“แอนนิต้า พงศ์ทรง” ขับรถเก๋งพุ่งชน 2 แม่-ลูก ประทานพร บุญปิตานนท์ ซึ่งกำลังอุ้ม โรส ลูกสาววัย 1 ขวบ 2 เดือนข้ามถนน พร้อมกับ หทัยรัตน์ จันทร์ศิริ ผู้เป็นเพื่อน จนบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่นางประทานพรเสียชีวิตในที่สุด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2547
“หนุ่ม-ศรราม เทพพิทักษ์”ขับรถแหกเลน ปีนฟุตปาตพุ่งเข้าชน นางพิศเพลิน ตะโกมา อายุ 49 ปี ขณะกำลังเก็บของเก่าในถังขยะริมถนนแถวแยกวังหินจนเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. พ.ศ. 2550
ที่มา นิตยสารASTV สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 289 16-22 พฤษภาคม 2558


