หลังการปิดฉากไปของ “ทไวไลท์” แฟรนไชส์แฟนตาซีที่ครองตำแหน่งหนังชุดซึ่งได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่าครึ่งทศวรรษ สายธารแห่งหนังแนวนี้ดูเหมือนจะยังไม่ถูกตัดขาดไปโดยง่าย เพราะจากความจริงที่เห็นและเป็นอยู่ ก็บอกกล่าวชัดถ้อยชัดคำว่า หนังอย่าง “เดอะ ฮังเกอร์ เกมส์” นั้น ได้ก้าวเข้ามารับไม้ต่ออย่างทันท่วงทีในฐานะหนังแฟนตาซีเรื่องใหม่ที่ครอบครองความรักจากคนดูจำนวนมหาศาลไปแล้วเรียบร้อย
โดยส่วนตัว สารภาพครับว่า หลังจากที่ดูภาคแรกแล้ว ความรู้สึกของผมต่อแฟนตาซีเรื่องนี้ออกไปในทาง “ดูเชิง” มากกว่า คือยังไม่ได้ถึงขั้นที่ต้องชมเชยแบบออกนอกหน้า ส่วนหนึ่งนั้นเพราะเห็นว่า แม้ตัวเรื่องจะมีรายละเอียดที่แตกต่างอย่างคนละขั้ว แต่กับเกมหฤโหดแบบที่เอาตัวละครมาไล่ล่าคร่าชีวิตกันเพื่อช่วงชิงความอยู่รอดนั้น ความทรงจำที่มีต่อหนังญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นตำนานของหนังทำนองนี้ไปแล้วอย่าง Battle Royale ยังคงฝังแน่นเป็นความประทับใจอยู่ในความทรงจำ อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังเดินทางมาจนถึงภาคที่สอง The Hunger Games : Catching Fire ผมคิดว่าหนังสามารถปลดเปลื้องตัวเองออกจากพันธนาการร้อยรัดกับคำถามที่หลายคนชอบตั้งข้อสงสัยว่าหนัง (หรือหนังสือต้นฉบับ) ได้ประกายไอเดียมาจากหนังญี่ปุ่นเรื่องดังกล่าวหรือไม่ และที่สำคัญคือสามารถนำเสนอความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจน
เพราะอะไรน่ะหรือ?
ก็เพราะว่า เมื่อหนังเดินหน้าไปเรื่อยๆ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ในภาคสองนี้ เราจะเห็นภาพโครงสร้างทางความคิดเด่นชัดขึ้น ไม่ใช่เพียงในมุมที่ทำให้สามารถตีความโยงใยไปเป็นเรื่องการเมือง (ซึ่งย่อมจะไม่โสภาเท่าไรนัก หากเราจะเลือกชอบหรือไม่ชอบหนังสักเรื่อง เพียงเพราะมันพูดเรื่องการเมือง) หากแต่เป็นเพราะว่า จากการต่อสู้ที่ดูเหมือนจะถูกจำกัดให้เป็นเพียง “เกม” ของคนตัวเล็กตัวน้อยซึ่งถูกลากดึงเข้ามาสู่ “การสร้างมหกรรมความบันเทิง” ให้กับคนบางกลุ่ม หนังขยายขอบเขตให้กว้างขวางลึกซึ้งไปอีกขั้น ด้วยการกล่าวถึงจิตวิญญาณของคนตัวเล็กๆ ในสังคมซึ่งถูกข่มเหงบีบคั้นมาโดยตลอดจากอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ลูกธนูของแคตนิส เอฟเวอร์ดีน ซึ่งเคยดื่มกินเลือดของผู้บริสุทธิ์ จึงเกิดการพลิกผันหันสู่หมุดหมายใหม่ นั่นก็คือ ผู้ปกครองทรราช และอำนาจอันอยุติธรรมนั้น
ด้วยเหตุนั้น เมื่อกล่าวในแง่นี้ เราจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ประเด็นเนื้อหาที่หนังพยายามสื่อสารออกมานั้น มีความทะเยอะทะยานสูงมาก และถ้าจะยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมา ผมคิดว่าตัวหนังเองก็ทำได้ถึงในเป้าหมายที่ต้องการ
มาถึงบรรทัดนี้ หลายคนอาจมีคำถามว่า ทำไมมันฟังดูเหมือนซีเรียสขนาดนั้น จะดูสนุกหรือเปล่า หรือกระทั่งว่า “เราดูหนังเรื่องเดียวกันหรือเปล่า?” (คำถามแบบสุดท้ายนี้ เป็นปรากฏการณ์ปกติครับ) ซึ่งก็ตอบตามความจริง ว่าหนังสนุกอย่างที่ควรจะเป็น ความเอ็นเตอร์เทนของความเป็นแอ็กชั่นแฟนตาซียังมีอยู่ครบ หนังยาวสองชั่วโมงครึ่ง นอกจากรู้สึกปวดกลั้นปัสสาวะนิดหน่อยแล้ว นอกนั้นไม่มีความน่าเบื่อใดๆ ปรากฏให้เห็นในหนัง
ขออนุญาตใช้คำเดิมๆ อีกสักครั้งครับว่า ไม่ขอเล่าเรื่องย่อ เพราะถึงเล่าไปก็ไม่สนุกเหมือนกับดูเอง แต่แง่มุมที่อยากจะแบ่งปันกันในบัญชรนี้ก็คือ ผมคิดว่าหนังทำออกมาได้กลมกล่อมครบรส ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องรัก ยิ่งถ้าหากคุณยังมีความสุขกับความทรงจำแห่งรักในแบบสามเส้าเราสามคนของทไวไลท์แฟรนไชส์ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ก็สานต่อทอถักรักแบบนั้นไว้รองรับ ซึ่งเริ่มเห็นเค้าลางความเป็นไปได้ที่ประเด็นนี้จะต้องถูกนำมาบดบี้ขยี้ใจในภาคต่อไปอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะหวานหยดย้อย อ้อยสร้อยและแอบเศร้ามากเท่ากับเรื่องรักของเบลล่า เอ็ดเวิร์ด และเจค็อบหรือไม่ ก็คงต้องติดตามกันต่อไป
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ผมคิดว่าเรื่องรักนั้น ณ ขณะนี้ ถูกจัดวางไว้เป็นลำดับรองลงไปจากพล็อตใหญ่ที่คุมหนังทั้งเรื่องไว้ ดุจเดียวกับโดมไร้รูปที่ห่มคลุมสนามการต่อสู้ของเหล่าเกมเมอร์ล่าชีวิต และผมคิดว่าหนังนั้นแยบยลมาก หากจงใจใช้โดมที่ว่านี้เป็นสัญลักษณ์แทน “อำนาจมืด” (ถ้าจะมองว่าการพรางตาให้มองไม่เห็น เป็นความมืดอย่างหนึ่ง) ซึ่งครอบงำอาณาเขตทั้ง 12 เขตที่เรียกว่า “พาเน็ม” และจะว่าไป หนังยังมีการใช้สัญลักษณ์อย่างชาญฉลาดอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น “การชูนิ้วสามนิ้ว” ของมวลมหาประชาชน เป็นการเครื่องหมายแห่งการอารยะขัดขืนต่ออำนาจที่ไม่ชอบธรรม และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือชุดเจ้าสาว “ม็อกกิ้งเจย์” ของเอฟเวอร์ดีน ซึ่งจะตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ
ทั้งหมดทั้งมวล ไล่ตั้งแต่เรื่องราวไปจนถึงบรรยากาศของหนัง ล้วนถูกห่มคลุมด้วยความคับแค้นที่สุมแน่นและรอวันปะทุระเบิด หนังภาคนี้อาจไม่ได้ให้น้ำหนักมากนักไปที่ “เกมล่าเกม” แบบที่เราเห็นในภาคที่หนึ่ง จนถึงอาจกล่าวได้ว่าเกมล่าชีวิตนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบก็ว่าได้ เพราะมันมีเกมที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าของมวลมหาประชาชน เป็นเกมแห่งการโค่นอำนาจแห่งอธรรม
ปกติ หนังแฟนตาซีมักจะถูกดูแคลนเป็นอันดับแรกๆ ว่าเป็นหนังเด็กๆ หรือเลวร้ายกว่านั้นก็คือหนังหลอกเด็ก อย่างไรก็ดี กล่าวสำหรับเดอะ ฮังเกอร์ เกมส์ ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายของซูซาน คอลลินส์ เรื่องนี้ ผมว่าคนเขียนเรื่องมีความรอบคอบรัดกุมอย่างยิ่งในการวางพล็อตและทิศทางของเรื่องที่จะดำเนินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเล่นกับชื่อเมืองอย่าง “แคปิตอล” ซึ่งเป็นชื่อเมืองหลวงในหนัง และเมืองแห่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับศูนย์กลางแห่งอำนาจ ส่วนอาณาเขตอื่นๆ อย่าง “พาเน็ม” ทั้ง 12 เขต ก็คือผู้อยู่ใต้ปกครองซึ่งหนังก็สามารถสื่อให้เห็นถึงบริบททางสังคมอันถือเป็นชนวนไฟในใจคนซึ่งจะนำไปสู่การจลาจลครั้งประวัติศาสตร์ ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น ความไม่เท่าเทียมอย่างน่าเกลียด (ขณะที่คนพวกหนึ่งล้นเหลือไปด้วยของกินเต็มโต๊ะถึงขนาดที่กินแล้วต้องอาเจียนออกมาเพื่อกินของที่เหลือ แต่คนอีกจำนวนมหาศาลกลับอยู่อย่างอดๆ อยากๆ) หรือกระทั่งความคิดเผด็จการของผู้มีอำนาจที่มองเห็นชีวิตผู้อื่นเป็นเพียงผักปลาและสามารถจะเข่นฆ่าเมื่อใดก็ได้ สิ่งเหล่านี้ถูกนำเสนอออกมาได้น่าสะเทือนใจ และทำให้เราเข้าใจว่าเพราะเหตุใด ตัวละครเหล่านั้นจึงต้องยกระดับการต่อสู้
โดยไม่ถือว่าเป็นความพยายามที่จะลากเรื่องนั้นมาโยงกับเรื่องนี้ แต่มันมีความเด่นชัดในตัวของมันเองว่านี่คือหนังที่คนไทยน่าจะมีอารมณ์ร่วมได้ไม่ยากในสภาวการณ์บรรยากาศบ้านเมืองตอนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอการเมืองทั้งหลายยิ่งสมควรต้องได้ดู (ยกเว้นแต่ว่าคอการเมืองพันธุ์แท้ตอนนี้ อาจจะยังไม่มีโอกาสไปดูหนัง เพราะมันมี ฮังเกอร์ เกมส์ อยู่บนท้องถนน ให้ต้องเล่นเพื่อโค่นล้มทรราชอยู่)
แต่ไม่ว่าจะดูตอนนี้หรือดูตอนไหน เดอะ ฮังเกอร์ เกมส์ ก็ยังคงเป็นเดอะ ฮังเกอร์ เกมส์ มันคือหนังแฟนตาซีที่มากกว่าแฟนตาซี และไม่ใช่หนังเด็กๆ อย่างแน่นอน มันมาพร้อมกับเนื้อหาที่เปี่ยมด้วยวุฒิภาวะ หนักแน่น เข้มข้นและคมคาย ทั้งนี้ ภายใต้เสื้อคลุมของความเป็นหนังแฟนตาซีที่ดูไม่ยากและเสิร์ฟพร้อมกับความสนุกสนานบันเทิง



