xs
xsm
sm
md
lg

10 สุดยอดผลงานนักแสดงแห่งประวัติศาสตร์ "แดเนียล เดย์-ลิวอิส"

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หากวัดความสำเร็จจากรางวัลการันตี "แดเนียล เดย์-ลิวอิส" ก็อาจะเรียกได้ว่าเป็นนักแสดงชายอันดับ 1 ตลอดกาลของฮอลลีวูดไปแล้ว กับการคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายได้ถึง 3 ครั้งมากที่สุดแบบไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน

"ตั้งแต่เราแต่งงานกันมา 16 ปี ภรรยาของผม รีเบคกา ต้องใช้ชีวิตกับพวกคนประหลาดมากมาย ผมว่าแค่คนเดียวก็แย่พอแล้ว แต่นี่ยังมาเป็นกลุ่มอีก โชคดีที่เธอเป็นฝ่ายที่ต้องคอยปรับตัวในครอบครัวของเรา และคอยเป็นเพื่อนคู่คิดกับเจ้าพวกนั้นทั้งหมด" แดเนียล เดย์-ลิวอิส เจ้าของรางวัลออสการ์คนล่าสุด เอ่ยปากระหว่างขึ้นรับรางวัลนักแสดงนำชาย กล่าวขอบคุณแบบติดตลกถึงภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ที่ต้องใช้ความอดทนกับการเปลี่ยนบุคลิกไปตามบทต่าง ๆ ของเขามาตลอด

ตลอด 40 ปีในวงการภาพยนตร์ เดย์-ลิวอิส ไม่ใช่นักแสดงที่เปิดเผยเรื่องราวในชีวิตส่วนตัวให้ใครรับรู้นัก ผู้ชมดูจะรู้จักเขากับบทบาท "นักแสดง" แต่เพียงอย่างเดียว และยังเป็นนักแสดงผู้ทุ่มเทให้กับงานอย่างหนักหน่วง เป็น "นักลงทุน" ในหมู่นักแสดง ที่ทุ่มให้กับบทบาทที่ได้รับชนิด "สุดตัว" และไม่ใช่เพียงหนัง 3 เรื่องที่ทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์เท่านั้น ที่ถือว่าเป็นงานชั้นยอด แต่เขายังฝากฝีมือในการแสดงกับบทต่าง ๆ มากมาย



My Beautiful Laundrette (1985)

หลังเริ่มต้นอาชีพนักแสดงมาตั้งแต่ยังเด็ก เคยปรากฏตัวในหนังดังอย่าง Ghandi เดย์-ลิวอิส เริ่มฉายแวว "ยอดนักแสดง" ใน My Beautiful Laundrette หนังที่เล่าถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มคนจากชุมชนชาวอังกฤษ และเอเชียในลอนดอน ที่ เดย์-ลิวอิส สร้างความประทับใจให้กับผู้กำกับ สตีเฟน เฟรียส์ และผู้ชมหนังเรื่องนี้ทุกคน กับการแสดงเป็นเกย์หนุ่มเหลือขอ ซึ่งเรียกว่าแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับบทชายหนุ่มผู้เคร่งเครียดจากสังคมชั้นสูงใน A Room With a View ที่เข้าฉายในปีเดียวกัน



The Unbearable Lightness of Being (1988)

ว่ากันว่า เดย์-ลิวอิส สร้างความตกตะลึงให้กับทีมงาน และเพื่อนนักแสดงคนอื่นระหว่างถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ด้วยการ "อยู่ในบทบาท" ตลอดระยะเวลาระหว่างถ่ายทำหนังที่มี ฟิลิป คอฟแมน เป็นผู้กำกับ และถึงกับพยายามเรียนภาษาเชคเพื่อเข้าถึงบทบาทการแสดง จนไม่สามารถสลัดตัวตนของตัวละครออกจากชีวิตจริงได้ โดยหนังสร้างจากนิยายของ มิลา คุนเดอรา ที่หลายคนเชื่อว่าไม่น่าจะดัดแปลงเป็นหนังได้ กับเรื่องราวของแพทย์ศัลยกรรมสมองจอมเจ้าชู้ ที่อยู่ในอาการตกหลุมรักระหว่างช่วงที่สาธารณะรัฐเช็ค กำลังปลดแอกจากการปกครองแบบคอมมิวนิสต์



My Left Foot: The Story of Christy Brown (1989)

หนังที่ทำให้ เดย์-ลิวอิส ได้ออสการ์เป็นตัวแรกเมื่อปี 1989 ที่เขาต้องสวมบทบาทเป็นชายที่ขยับเขยื่อนได้เพียงแค่เท้าซ้ายของตัวเองเท่านั้น โดยหนังดัดแปลงมาจากอัตชีวประวัติของ "คริสตี บราวน์" นักเขียน/ศิลปินวาดภาพที่มีอาการโรคสมองพิการจนไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้ นอกจากเท้าซ้ายเท่านั้น ซึ่ง เดย์-ลิวอิส กลับสามารถถ่ายทอดการแสดงอารมณ์อันซับซ้อนรุนแรงออกมาได้อย่างเหลือเชื่อจากบทที่ต้องนั่งบนรถเข็นตลอดทั้งเรื่อง มีคำร่ำลือกันถึงขั้นที่ว่าเขาหักซี่โครงของตัวเองสองท่อนเพื่อการรับบทดังกล่าว อย่างไรก็ตามเจ้าตัวปฏิเสธถึงเรื่องนี้ในอีกหลายปีต่อมา



The Last of the Mohicans (1992)

หนังแอ็กชั่น/ผจญภัย/โรแมนติก ของ ไมเคิล มานน์ เมื่อปี 1992 The Last Of The Mohicans ที่ เดย์-ลิวอิส รับบทเป็นหนุ่มผิวขาวชาวตะวันตก "นาธานีล ฮอว์กอาย" ที่ใช้ชีวิตอยู่กับชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่าโมฮีกันส์ ในยุคล่าอาณานิคมของเมื่อศตวรรษที่ 18 ซึ่งต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างสหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ในแผ่นดินอเมริกา ที่ เดย์-ลิวอิส พยายามเข้าถึงการใช้ชีวิตแบบชาวป่าอเมริกันพื้นเมือง ด้วยการลองไปอาศัยอยู่ในป่าจริง ๆ ทั้งลองหาปลา และล่าสัตว์ รวมถึงฝึกถลกหนังสัตว์แบบเดียวกับที่ตัวละครของเขาในเรื่องทำ และตลอดการถ่ายทำก็ถือปืนไรเฟิลยาวประจำตัวของตัวละคร เอาไว้ตลอดเวลาไม่ว่าจะกล้องจะเดินหรือไม่



In the Name of the Father (1993)

เดย์-ลิวอิส กลับมาร่วมงานกับ จิม เจอร์ริแดน อีกครั้งในหนังที่สร้างจากเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริงเช่นเคย ที่เขาสวมบทบาทเป็น "เจอร์รี คอนลอน " หนึ่งในกลุ่ม Guildford Four ที่โดนยัดข้อหาว่าเป็นสมาชิกกลุ่ม IRA และกลายเป็นแพะในคดีวางระเบิด ที่เขาต้องลดน้ำหนักเพื่อรับบทนี้ และยังพูดสำเนียงไอร์แลนด์เหนือไม่ว่าจะหน้าฉากหรือหลังฉาก รวมไปถึงนอกกองถ่าย ในช่วงตลอดระยะเวลาถ่ายทำ ส่วนขั้นตอนของการเตรียมตัวเพื่อเข้าถึงบทเขาก็ยังลองไปใช้ชีวิตในห้องขังดู และยืนยันให้ทีมงานสาดน้ำเย็นใส่ตัวเขาในขณะที่อากาศก็หนาวเย็นอยู่แล้ว เพื่อเข้าถึงสถานการณ์ที่ตัวละคร เจอร์รี คอนลอน เคยโดนจริง ๆ



The Age Of Innocence (1993)

ในการร่วมงานกับยอดผู้กำกับแห่งวงการหนังสหรัฐฯ มาร์ติน สกอร์เซซี ใน The Age Of Innocence หนังปี 1993 ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ อีดิธ วาร์ตัน เดย์-ลิวอิส ได้กลับมาสู่แวดวงของชนชั้นสูง และภาพชีวิตอันหรูหราอีกครั้ง กับการสวมบทบาทเป็นตัวละคร นิวแลนด์ อาร์เชอร์ ทนายความหนุ่มอนาคตไกล แห่งนิวยอร์กเมื่อช่วงศตวรรษที่ 19 ที่มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับผู้หญิงสองคน (วิโนนา ไรเดอร์ และมิเชล ไฟเฟอร์) เดย์-ลิวอิส ก็ยังให้การแสดงที่น่าเชื่อถือแทบจะเป็นคนละคนจากหนังเรื่องก่อน แม้จะมีปัญหาในการพูดสำเนียงชนชั้นสูงชาวอเมริกันอยู่บ้าง แต่ก็เอาอยู่กับบทที่เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง



The Crucible (1996)

เดย์-ลิวอิส ได้กลับมาร่วมงานกับ วิโนนา ไรเดอร์ เป็นครั้งที่ 2 ในการสวมบทบาทเป็น "จอห์น พรอคเตอร์" ในหนังที่ดัดแปลงจากบทละครดังของ อาร์เธอร์ มิลเลอร์ กับเรื่องราวที่มีฉากหลังอยู่ในแมซาจูเซ็ตต์ ในช่วงปี 1692 เมื่อหญิงสาวหลายคนถูกกล่าวหาว่าริลองคาถามนต์ดำ โดยระหว่างการถ่ายทำ เดย์-ลิวอิส ถึงขั้นขอผู้กำกับสร้างบ้านที่ตัวละครของเขาต้องอาศัยอยู่ในเรื่องด้วยมือของตัวเอง และไม่ยอมอาบน้ำเลยตลอดจนหนังปิดกล้อง เพื่อเข้าถึงวิถีชีวิตของตัวละครที่มีชีวิตอยู่ในยุคสมัยนั้นให้สมบูรณ์แบบที่สุด



The Boxer (1997)

สำหรับการสวมบทบาทเป็นนักมวย เดย์-ลิวอิส ถึงกับใช้เวลาเตรียมร่างกาย และลงนวมซ้อมมวย 3 ปีเต็มก่อนหนังจะเปิดกล้อง แน่นอนว่าเขาลงทุนชกจริง และรับหมัดจริง ๆ ในการถ่ายฉากขึ้นสังเวียน สำหรับการสวมบทบาทเป็น "แดนนี ฟลินน์" นักมวยชาวไอริส ที่พยายามกลับขึ้นชกอีกครั้ง หลังต้องโทษจำคุกด้วยข้อหาเข้าไปเกี่ยวข้องกับพวก IRA



Gangs of New York (2002)

เดย์-ลิวอิส ได้กับมาร่วมงานกับ มาร์ติน สกอร์เซซี อีกครั้งกับการแสดงเป็น "บิล 'เดอะ บุชเชอร์' คัตติ่ง" ผู้กระหายเลือด ในหนังที่เล่าถึงชีวิตอันดิบเถื่อนของนิวยอร์ก Gangs of New York ที่ทำให้เขาได้ชิงรางวัลออสการ์อีกครั้ง เป็นรางวัลตอบแทนความทุ่มเท ที่เขาลงทุนไปเรียนและฝึกหัดการชำแหละเนื้อเพื่อการแสดงโดยเฉพาะ และสวมบทบาทเป็นตัวละครตลอดเวลาในกองถ่ายทั้งหลังกล้องหน้ากล้อง รวมถึงการพูดสำเนียงนิวยอร์กอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นในช่วงหนึ่งของการถ่ายทำเขายังมีอาการป่วยจากปอดอักเสบ แต่ก็ไม่ยอมเข้ารับการรักษา หรือสวมเสื้อผ้าหนา ๆ เพราะคิดว่าจะส่งผลต่อการแสดง จนสุดท้ายทีมงานต้องหว่านล้อมให้เขายอมไปพบแพทย์ในที่สุด



There Will Be Blood (2007)

ออสการ์ตัวที่ 2 ของ เดย์-ลิวอิส กับการแสดงเป็น "แดเนียล เพลนวิว" นักธุรกิจน้ำมัน ใน There Will Be Blood ผู้หิวเงิน ที่ เดย์-ลิวอิส รับเล่นเพราะชอบหนัง Punch Drunk Love ของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน มาก ซึ่งระหว่างการถ่ายทำ เขาก็ยังคง "อิน" และเล่นชนิดไม่ยอมหลุดจากบทบาทเหมือนเดิม ถึงขั้นมีข่าวลือว่านักแสดงที่ร่วมรับบทสำคัญ เคล โอนีล ถึงกับถอนตัวจากหนังไป ก็เพราะปรับตัวกับการแสดงแบบจริงจังไม่ยอมหลุดจากบทของ เดย์-ลิวอิส ไม่ได้ จนต่อมาต้องมีการเปลี่ยนตัวให้ พอล ดาโน มารับบทแทน

........

จากเด็กหนุ่มเชื้อสาย อังกฤษ, ไอริช, ยิว ที่เติบโตมาในครอบครัวนักแสดง เดย์-ลิวอิส ได้บเล็ก ๆ ในหนังครั้งแรกตั้งแต่อายุแค่ 14 ปีใน Sunday Bloody Sunday แต่ใน 40 ปีของอาชีพนักแสดงเขากลับมีผลงานเพียง 28 เรื่องเท่านั้น โดยเฉพาะ 15 ปีหลังเขากลับมีงานแสดงเพียงแค่ 5 เรื่อง และได้รับรางวัลทางการแสดงมามากมายถึงเหยียบ 90 รางวัลเข้าไปแล้ว รวมถึงรางวัลออสการ์ 3 สาขานักแสดงนำชาย มากที่สุดและไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน





ข่าวบันเทิง, ถูกต้อง, รวดเร็วฉับไว ทั้งไทย และเทศ http://www.superent.co.th

ติดตามความเคลื่อนไหวอินสตาแกรมดาราทั้งไทยและเทศตลอด 24 ชั่วโมงได้ที่ ซูเปอร์สตาแกรม

เกาะติดข่าวบันเทิงและร่วมวงเมาท์ดารากับ ""ซ้อ 7"ก่อนใคร ผ่าน SMS โทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย
ระบบ dtac - เข้าเมนู write Message พิมพ์ R แล้วส่งไปที่หมายเลข 1951540
ระบบ AIS - กด *468200311 แล้วโทร.ออก
ระบบ True Move และ Hutch - เข้าเมนู write Message พิมพ์ ENT แล้วส่งไปที่หมายเลข 4682000
*ค่าบริการเพียง 29 บาท ต่อเดือน ทดลองใช้ฟรี 15 วัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก