xs
xsm
sm
md
lg

Boxing Boy โชว์ไทยที่ไร้กำแพงภาษา

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เอกชัย เื้อื้อครองธรรม
ถ้าคุณไม่เคยเรียนการอ่านภาษาไทย ไม่เคยศึกษาการประสมกันของพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ คุณก็คงจะไม่สามารถเข้าใจสกู๊ปพิเศษบทนี้ได้เลยแม้แต่น้อย หรือหากคุณเคยศึกษาภาษาไทยมาบ้างแต่ยังไม่แตกฉานถ่องแท้นักคุณก็อาจจะเข้าใจสกู๊ปพิเศษบทนี้คลาดเคลื่อนไปจากสารที่แท้จริงได้ ความเข้าใจในบทความนี้ก็เช่นเดียวกับการเข้าใจในภาพยนตร์ต่างประเทศที่ต้องมีบทบรรยาย(Sub-Title) ภาษาไทยอยู่ด้านล่าง ซึ่งละครเวทีหรือโชว์จากต่างแดนบางเรื่อง บางรอบก็จำเป็นต้องใช้เสียงของทีมพากย์คนไทยแทรกเข้าไปเพื่อสื่อสารกับผู้ที่กำลังนั่งชมอยู่

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน “ภาษา” คือหนึ่งในอุปสรรคที่ขวางกั้นและทำให้คนเสพเดินทางไปถึงแกนแก่นของสิ่งที่คนสร้างประสงค์จะถ่ายทอดได้ไม่ง่ายนัก ที่ผ่านมาภาพยนตร์จากชาติอื่นๆ จึง”ทำรายได้” น้อยเสียยิ่งกว่าน้อยในตลาดภาพยนตร์สหรัฐ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่มีผู้ทำวิจัยมาแล้วว่า “คนอเมริกันไม่นิยมดูหนังที่ต้องอ่าน Sub-Title “ !!

Non Verbal Performance การสื่อสารที่ไร้พรหมแดน
Stomp คือชื่อการแสดงที่ปราศจากการพูดคุยชุดแรกๆ ของโลก นักแสดงหลายสิบชีวิตก้าวขึ้นมาบนเวทีแล้วเคาะถังตีเหล็กกระทบฝาและอุปกรณ์ต่างๆ จนเกิดจังหวะที่สามารถสะกดผู้ชมให้นั่งอยู่กับที่ได้นานเป็นชั่วโมง นับเป็นโชว์แปลกใหม่ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชมทั่วโลก และกลายเป็นโชว์ที่มีผู้นำมาทำใหม่รอบแล้วรอบเล่านับครั้งไม่ถ้วน

แต่นั่นก็คือการแสดงในรูปแบบไร้บทสนทนาที่ยังไม่มีเรื่องราว(Story) ซึ่งหลังจากที่ Stomp โด่งดังและได้รับความนิยมอย่างสูง ผู้สร้างโชว์และละครเวทียุคใหม่จึงค่อยๆ ผนวกเรื่องราวเพิ่มเข้าไปในโชว์ที่ไร้บทสนทนาเหล่านั้น จนเกิดเป็นรูปแบบโชว์ที่รู้จักกันในแวดวงคนทำละครเวทีและโชว์ต่างๆ ว่า Non Verbal Performance

“เอกชัย เอื้อครองธรรม” คือผู้กำกับที่กำลังจะนำละครเวทีแนว Non Verbal Performance แบบไทยๆ มาให้เราได้เสพชมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย

เอกชัยคือผู้กำกับละครเวทีฝีมือเยี่ยม ซึ่งมีผลงานละครเวทีที่ทำการแสดงทั่วโลกจำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยเรื่อง(ล่าสุดคือ ลมหายใจ เดอะ มิวสิคัล) นอกจากนี้ยังมีผลงานกำกับภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศ(Beautiful Boxer,The Coffin, The Wedding Game) ฝีมือของเขายอดเยี่ยมถึงขนาดนิตยสาร Asia's Week จัดให้เขาเป็น 1 ใน 20 ผู้นำชาวเอเชียแห่งสหัสวรรษในด้านศิลปวัฒนธรรมและสังคมเลยทีเดียว

“ผมอยากทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกว่า Non Verbal Performance เป็นการแสดงที่ไม่พึ่ง Dialog เป็นการใช้ Body Language ใช้ภาษาเต้น ใช้ภาษาร่างกาย จริงๆ ผมอยากทำโชว์ Non Verbal Performance มานานแล้ว เพราะเมื่อสิบปีก่อนตอนที่ผมทำงานอยู่ที่ซิดนีย์ ผมเคยเห็นโชว์ที่ชื่อว่า Tap Dogs”

การแสดงที่มีตัวละครเป็นกรรมกรชาย 5-6 คน ซึ่งออกมาเต้นแท็ปสร้างจังหวะ เรียกเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และสามารถสะกดให้ผู้ชมรู้สึกไหลลื่นติดตามตัวละครแต่ละตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ที่ชื่อ Tap Dogsกลายเป็นการแสดงที่ติดอยู่ในความทรงจำของเอกชัยมานานหลายปี และมันก็คือแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาคิดที่จะกำกับละครเวทีในรูปแบบ Non Verbal Performance ที่ชื่อ Boxing Boy เรื่องนี้

“ผมชอบความกวนของเขามากเลย เขาเปิดเรื่องเปิดฉากคุณเห็นแค่ขาคนเต้นๆ อยู่ (ขยับเท้าเป็นจังหวะ)เต้นไปแป๊บเดียวมีคนฉี่ ทำให้ทุกคนต้องเต้นเร็วๆๆ (ขยับเท้าเร็วขึ้น)ผมชอบความกวนลักษณะนั้น”

Boxing Boy ทำเพราะรัก ทุ่มเพราะเลิฟ
นอกจากโจทย์แรกว่าต้องการทำโชว์ในรูปแบบ Non Verbal Performance แล้ว โจทย์อื่นๆ ที่ทยอยเข้ามาเสริมไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมไทยอย่างมวยไทย โขน ลิเก การสักยันต์ หรือวัฒนธรรมตะวันตกอย่างสตรีทแด็นซ์ ก็ล้วนแต่แตกแขนงมาจากแนวคิดในการทำโชว์ที่ว่าด้วยเรื่องการดำรงอยู่ของรากเหง้าในยุคโลกาภิวัฒน์ซึ่งเป็นแก่นของ Boxing Boy

“มันคือการตีความว่าอะไรที่สุดแสนจะขลังแล้วเป็นรากเหง้าของเราจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร นั่นเป็นโจทย์ที่ผมให้กับตัวเอง ธีมหลักจึงเป็นเรื่องของความเป็นรากเหง้าของเราใน Globalization ว่ามันจะอยู่ได้ไหม ถ้าเราทำโชว์มวยไทยจริงๆ คงไม่มีใครดูมั้ง เพราะประเทศไทยเห่อฝรั่งมากกว่า ผมเลยทำโชว์ที่สะท้อนรากเหง้า แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปิดหูปิดตาว่าเราต้องรักแต่ของเรา แต่ว่าเรากลับมาคิดว่าทำอย่างไรให้คงความเป็นรากเหง้าของเราอยู่ แต่ขณะเดียวกันไม่ให้คนอื่นมาหล่อหลอมจนเราหายไปเลย ผมว่าอันนั้นน่าสนใจกว่า”

“ผมว่าเราหนี Globalization ไม่ได้ มันเข้ามาประดังใส่เราอย่างแรงมาก แล้วมันมีเสน่ห์มาก แต่ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องมอบตัวให้มันหมด เราเก็บจิตวิญญาณความเป็นไทยของเราเอาไว้ได้ แล้วเราก็ใช้ประโยชน์จากพวกนี้นี่แหล่ะ”

ผู้กำกับที่หลงใหลความเป็นไทยคนนี้บอกว่า สาเหตุที่ทำให้เขารู้สึก “โหยหา” ความเป็นไทยถึงขนาดแอบเหยาะแอบหยอดสิ่งเหล่านั้นลงไปในงานต่างๆ ของเขามาโดยตลอดเป็นเพราะว่าเขาไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในบ้านเกิดเมืองนอนอย่างเต็มที่เท่าไรนัก และหากตัวเขาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยก็อาจจะทำให้เขามองข้ามและหยามเหยียดวัฒนธรรมของไทยก็เป็นได้

“ผมอาจจะคิดว่าเชยด้วยซ้ำ ว๊าย มวยไทยเชย แต่ผมกลับคิดว่าทำไมมวยไทยสุดยอด ผมว่าเป็นเหตุผลเดียวกันว่าทำไมต่างประเทศเขาชอบของไทยของเรา ไม่ว่าจะเป็นมวยไทย รำไทย อาหารไทยเขาตื่นเต้นกับมันมาก ผมว่าความคุ้นเคยบางครั้งทำให้เราไม่เห็นค่าในสิ่งที่เราคุ้นเคย”

ในยุคที่โลกเชื่อมต่อกันด้วยระบบเวิลด์ไวล์เว็บและเทคโนโลยีเช่นนี้ เอกชัยได้แต่หวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อ Boxing Boy ได้ออกไปเปิดการแสดงที่ต่างแดน “สาร” ที่เขาสื่อออกมาด้วยรูปแบบซึ่งได้ทุบทำลายกำแพงภาษาออกไปอย่างสิ้นเชิงแล้วนี้ จะกลายเป็นแรงผลักดันให้คนไทยที่กำลังวิ่งตามวัฒนธรรมต่างชาติจนห่างไปจากรากเหง้าของตัวเองได้มีโอกาสเดินกลับเข้ามา “ภายใน” บ้าง แม้จะเป็นการวิ่งตามหลังคนต่างชาติกลับเข้าบ้านตัวเองก็ตาม!!

Copy ? บังเอิญคล้ายหรือตั้งใจเหมือน
การแสดงบนเวที + ศิลปะการต่อสู้ + สตรีทแด็นซ์ + ปราศจากบทสนทนา เพียงเท่านี้ก็ทำให้ใครหลายคนตั้งข้อสงสัยกับละครเวทีเรื่อง Boxing Boy ว่าบังเอิญคล้ายโชว์เกาหลีที่ชื่อ Jump กับ Break Out ที่เข้ามาเปิดการแสดงในบ้านเราเมื่อ 2-3 ปีก่อนมากเกินไปหรือเปล่า?

แต่เอกชัยยืนยันว่าแรงบันดาลใจที่สำคัญของเขามาจากการแสดงชุด Tap Dogs อันโด่งดัง แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือต่อต้านหากใครจะมองว่า Boxing Boy คล้ายคลึงกับโชว์จากประเทศเกาหลี
“ผมไม่กลัวคนจะมองว่าเหมือนกันนะ ผมกลับคิดว่าดีออก ถ้าเขาคิดว่ามันคล้ายๆ กันอย่างนั้น เพราะเขาเห่อเกาหลีกันอยู่ จริงๆ มันเป็นโชว์กลุ่มเดียวกันเท่านั้น เป็น Non Verbal Performance ผมไม่มายด์นะจริงๆ ขายไปว่าเหมือน Jump อะไรแบบนั้นก็ได้ แต่เป็นมวยไทย คนอาจจะเก็ททันทีมั้ง ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องถือโอกาสนิดหน่อย(หัวเราะ)”

“ที่ผมเคยดู ผมรู้สึกว่า Jump จะพึ่ง Slapstick Comedy มากๆ ซึ่งเป็นศาสตร์อีกแบบนึง ผมไม่ใช่ Slapstick ขนาดนั้นเพราะส่วนตัวผมไม่ถนัดด้านนั้น เทอมที่ใช้อยู่จริงๆ จะอยู่ physical Comedy ผมจะบอกนักแสดงตลอดเวลาว่าเราไม่ได้พยายามทำตลก แต่ว่าเราเล่นจริงแล้วมันตลกมาก(เน้นเสียง)“

We Are The One เพราะเราล้วนคือหนึ่งเดียว
สำหรับผู้ที่เคยชมการแสดงปราศจากบทสนทนาเฉพาะของเกาหลี อาจจะเกิดความรู้สึกว่า Boxing Boy จงใจลอกเลียนโชว์จากเกาหลีกลุ่มนั้นมาอยู่บ้าง แต่ในยุคที่โลกไร้พรหมแดนขวางกั้นเช่นนี้ หากเปิดหูเปิดตาเพิ่มขึ้นสักหน่อยจะพบว่า Non Verbal Performance เป็นการแสดงที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่มานานมากแล้ว ซึ่งสิ่งที่ทำให้การแสดงรูปแบบนี้ได้รับความนิยมนั้นก็คือความไร้กำแพงภาษาของมันนั่นเอง

'Jae Yong - Lim' Company Manager ของการแสดงชื่อ Nanta จากประเทศเกาหลี ซึ่งเคยเข้ามาเปิดการแสดงในประเทศไทยเมื่อ 2 ปีก่อนพูดถึงการแสดงในลักษณะนี้ว่า “เนื่องจากการแสดงแบบ Non Verbal Performance จะไม่มีภาษาเป็นกำแพงขวางกั้นการเข้าใจ เมื่อไม่มีภาษาก็สามารถดูแล้วเข้าใจได้ทุกชาติ ไม่จำเป็นต้องตีความด้วยคำพูด พูดง่ายๆ ก็คือไม่มีกำแพงไม่มีภาษาเป็นตัวขวางกั้น สามารถสื่อสารกับคนทั่วโลกได้เหมือนกันหมด อย่างโชว์นันทาของเราก็มีความสนุก ความตลก ขบขัน สอดแทรกอยู่ด้วย เลยทำให้ทุกคนสามารถชมได้อย่างสนุกสนานและเข้าใจได้โดยง่าย”

เช่นเดียวกับ “นีล ทอมสัน” รองกรรมการผู้จัดการ บมจ. บีอีซี เทโร เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ผู้ชื่นชอบการแสดงประเภทนี้และเป็นคนที่นำการแสดงแบบ Non Verbal Performance จากประเทศเกาหลีเข้ามาเปิดการแสดงในประเทศไทยถึงสามชุด(Jump, Break Out และ Nanta) ก็พูดถึงการแสดงในลักษณะนี้ว่า

“สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือการเป็นโชว์ที่ไม่มีอุปสรรคเรื่องภาษา ถือว่าเป็นโชว์ที่ไร้ภาษา แต่ทุกคนที่เข้ามาชมจะหัวเราะเสียงดัง จนน้ำตาไหลตั้งแต่ต้นจนจบได้ ตลอดจนสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ด้วยน่ะครับ”
ถ้าโชว์จากเกาหลีที่แสดงโดยคนเกาหลีซึ่งไม่สามารถพูดและเข้าใจภาษาไทยได้แม้แต่คำเดียวสามารถสื่อสารเรื่องราวให้คนไทยเข้าใจได้ตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว Boxing Boy ซึ่งเป็นโชว์ของคนไทย บอกเล่าเรื่องราวของไทย โดยผู้กำกับและนักแสดงชาวไทยที่ฟังพูดอ่านเขียนภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรในการสื่อสาร

นักมวยไทยคนหนึ่งตกหลุมรักสาวสวยในค่ายมวย ซึ่งสาวเจ้านางนี้มีหนุ่ม B-Boyสุดเท่เข้ามาจีบเธอเช่นกัน ท่าเต้นหวือหวาของพ่อหนุ่มสตรีทแด็นซ์ดึงดูดความสนใจของสาวเจ้าผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในค่ายมวยและเห็นท่ารำไหว้ครูของนักมวยในค่ายจนชินตา และในสายตาเธอแม้กระทั่งขนมมีรูยี่ห้อดังที่คนมากมายยอมเสียเวลาไปยืนต่อแถวนานนับชั่วโมงก็ดูน่าสนใจยิ่งกว่าทองหยิบ ทองหยอดที่หนุ่มนักมวยนำมามอบให้เป็นไหนๆ

เรื่องราวในละครเวที Boxing Boy ใกล้ตัวเรามากจนเข้าใจได้ไม่ยาก เว้นเสียแต่ว่าคุณปิดใจไม่กล้ายอมรับว่า ที่ผ่านมาคุณเองก็คิดเผลอไผลหลงใหลเสน่ห์ของหนุ่มสตรีทแด็นซ์ หลงลืมละเลยหนุ่มนักมวยไทยไปจากความรู้สึกไม่ต่างไปจากหญิงสาวในค่ายมวยไทยในเรื่องสักเท่าไรเลย



Stomp

.............



Tap Dogs

.............



Jump
…..................................................................



+ Boxing Boy ต่อยเพราะรัก เต้นเพราะเลิฟ เปิดการแสดงในระหว่างวันที่ 10 -15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 (ทั้งหมด 6 รอบการแสดง) ที่เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ สำรองที่นั่งได้ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา
Tap Dogs

 Jump

ภาพการซ้อม Boxing Boy