xs
xsm
sm
md
lg

ศิลปินไทย(ตรงไหน)ในกระแสเค-เวฟ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


แม้เรื่องของดนตรีจะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไร้พรมแดน

แม้เรื่องของแฟชั่นจะถูกมองว่าเป็นเรื่องรสนิยมของแต่ละบุคคลที่จะเลือกเสพ


แต่กับสภาพที่เห็นและที่เป็นอยู่ของนักร้องเพลงป็อปส่วนใหญ่ในบ้านเรา ณ ปัจจุบัน ทั้งที่มาเดี่ยว มาเป็นคู่ มา 3 คน และมาเป็นแบนด์ เช่น ซี-ควินท์, Nice 2 Meet U, โฟร์มด, เฟย์ ฟาง แก้ว, Neko Jumb, Black Vanilla, Forte', April Fools Day, ขนมจีน, เกิร์ลลี่ เบอร์รี่,พายุ, เซเว่น เดย์, K-OTIC ฯลฯ จากตระกูลอาร์เอสฯ รวมไปถึงยี่ห้อแกรมมี่ฯ อาทิ กอล์ฟไมค์, บี้ เดอะสตาร์, ชิน ชินวุฒิ, B-O-Y, รุจ เดอะสตาร์, เตชินท์, PRINCE, ไอซ์ ศรัณยู, JKI ฯ หรือแม้กระทั่งสาวมั่นอย่าง ทาทา ยัง ฯลฯ

เราสามารถบอกกับใครๆ ได้อย่างเต็มปากเต็มคำด้วยความภาคภูมิใจได้หรือไม่ว่า พวกเขาและเธอเหล่านี้คือ "ศิลปินไทย"
...
ว่ากันตามความเป็นจริง เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตแม้วงการเพลงเมืองไทยจะได้รับอิทธิพลจากดนตรีสมัยใหม่ของอเมริกาและอังกฤษมาตั้งแต่เริ่มต้น ทว่าโดยรวมก็ยังคงมีกลิ่นไอของความเป็นเพลงไทยอยู่ทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นในยุคของ สุนทราภรณ์ ที่มีการนำดนตรีในแบบบิ๊กแบนด์และสวิงแจ๊ซมาผสมกับท่วงทำนองเพลงไทยเดิม และเขียนเนื้อร้องที่มีความสวยงามทางสัมผัสและกินใจในเนื้อความ เรื่อยมาจนถึงยุคที่เพลงป็อปไทยขยับขยายสู่ตลาดเพลงวัยรุ่น, กระแสของวงดนตรีป็อปไทยสมัยใหม่ที่เรียกกันว่า เพลงสตริง, การเกิดขึ้นของไนท์สปอร์ต บัตเตอร์ฟลาย-นิธิทัศน์

กระทั่งเข้าสู่ยุค คีตา, แกรมมี่-อาร์เอส ซาวด์ ทั้ง ดร.คิดส์, ที-สเกิ๊ต, เต๋า, มอส, เจมส์,นุ้ก ฯลฯ มาจนถึง เบเกอรี่มิวสิค ฯ เหล่านี้แม้จะมีส่วนผสมของดนตรีที่มาทั้งจากอเมริกา-อังกฤษ จีน ฯ หรือแม้กระทั่งการเข้ามาของดนตรี เจ-ป็อป แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ยังต้องถือว่ามีกลิ่นของความเป็นไทยอยู่สูง

เนื่องด้วยความเข้มแข็งของเนื้อร้องที่เขียนเป็นภาษาไทยซึ่งบังคับด้วยวรรณยุกต์ต่างๆ ทำให้มีกลิ่นอายของไทยที่เด่นออกมาอย่างเป็นของตัวเอง

ทว่าเมื่อมีเค-เวฟ หรือคลื่นวัฒนธรรมเกาหลีเข้ามา ดนตรีเค-ป็อปก็เข้ามาอิทธิพลในเพลงไทยป็อปอย่างจริงจัง ชนิดที่เรียกว่าครอบงำ ดูเหมือนว่าวงการเพลงบ้านเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว

เพราะมันมิใช่เฉพาะเรื่องของแฟชั่น การแต่งตัว ทรงผม ท่าเต้น เท่านั้น หากแต่เมื่อมองไปถึงท่วงทำนองของดนตรี การร้อง สำเนียง การเลือกใช้คำเขียนเพลง ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นเกาหลีทั้งสิ้น

"มันมีการเลียนแบบทุกอย่าง ทั้งดนตรี การประดิษฐ์ประดอยทางคำและคำร้องให้อิงเกาหลีแบบพยางค์สั้นๆ กระชากห้วนๆ เป็นดนตรีป็อปแด๊นซ์และทีนป็อปลูกกวาดที่แทบจะถอดแบบเกาหลีมาจนเป็นพิมพ์เดียวกันเลย" พอล เฮง หนึ่งในนักวิจารณ์เพลงของบ้านเราที่เป็นที่รู้จักกันดีแสดงความคิดเห็น

แน่นอนว่า มันอาจจะเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งของอาการเห่อ แต่ก็ต้องถือว่าอยู่ในภาวะน่าห่วง ถ้ามองไปถึงรูปแบบการจัดการของแดนโสม

"ข้างในวงการเพลงบ้านเขาเป็นอย่างไรเราไม่รู้นะ แต่ว่าหากมองแบบคนนอกเราต้องบอกว่าของเขามีระบบที่ค่อนข้างจะดี มีการออดิชั่นดึงเอานักร้องบ้านเราไปเป็นศิลปินบ้านเขา เอานักร้อง เอาดาราบ้านเขาเข้ามาทำกิจกรรมบ้านเรา ทีนี้มันก็เลยเกิดความกลมกลืน"

"ดูเหมือนไม่มีผลเสียอะไร แต่เยอะเลยนะ ทั้งเรื่องของความคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ที่แทบจะไม่มี การเป็นผู้ตาม ต้องคอยดูว่าจะมีกระแสอะไรใหม่ๆ มา เสน่ห์ของเพลงป็อปไทยหรือไทยป็อปในปัจจุบันที่แทบไม่มีอยู่ เพียงแต่เค-ป็อปฮิตอะไร วัยรุ่นไทยก็จะได้ฟังเพลงไทยป็อปในสไตล์นั้นอย่างเหมือนกันกับแกะ"

"ทั้งการร้อง ทรงผม เสื้อผ้า ท่าเต้น คือดูอย่างไรก็เป็นของบ้านเขาหมด ซึ่งก็ต้องถามว่า แล้วเราจะยังภาคภูมิใจกันได้อีกหรือ" พอล เฮง ทิ้งท้าย

ก็คงจะต้องดูกันต่อไปว่า เมื่อถึงจุดอิ่มของกระแสเค-ป็อปแล้ว วงการเพลงของบ้านเราจะเป็นไปในทิศทางใด? แต่ที่ฟันธงได้ ณ วันนี้ก็คือ มันคงมิได้ถูกกำหนดหรือกำเนิดด้วยศิลปินไทยอย่างแน่นอน