xs
xsm
sm
md
lg

“ต้อย” มาแปลก บอกให้อภัย “นศ.” ยันไม่ได้ปล้ำด้าน “ติ๋ม” โดดป้องสับผู้หญิงอยากดัง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ต้อย แอ็คเนอร์
“ต้อย แอ็คเนอร์” ยันตัวเองบริสุทธิ์คดีนักศึกษาฝึกงานฟ้องข้อหาลวนลาม เชื่อมีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง ด้านกลุ่มเพื่อนน้องโอ๋ ประท้วงหน้าสำนักพิมพ์ ขณะที่ “ติ๋ม ทีวีพูล” โดดป้องอดีตสามี บอกเหยื่อแค่อยากดัง

เป็นเรื่องเป็นราวมาสองวันแล้ว สำหรับกรณีนักศึกษาสาว “โอ๋ เพชรคัมภรณ์” นักศึกษาฝึกงานนิตยสารมายาแชนแนล โดยการควบคุมของ “นายเกรียงศักดิ์ สกุลชัย” หรือ “ต้อย แอ็คเนอร์” โดนคู่กรณีแข้าแจ้งความโดน บก.ชื่อดังลวนลามกลางคอนโดส่วนตัว ย่านลาดพร้าว ตั้งแต่เกิดเรื่องเกิดราว “ต้อย แอ็คเนอร์” ยังไม่ได้ออกมาพูดใดๆ จนออกมาแถลงข่าวพร้อมทนาย โดยยืนยันฝ่ายอดีตนักศึกษามีคนชักใยอยู่เบื้องหลังแน่นอน

“เรื่องนี้มันต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังแน่นอน มันมีความไม่ชอบมาพากลอยู่ ทนายก็บอกว่า ฟังมากกว่าพูดดีกว่าเยอะ คำชี้แจงของพี่วันนี้มันก็ไม่ได้มีอะไร เพราะว่าเราเป็นผู้ใหญ่ เราก็ไม่ได้อยากไปทะเลาะกับเด็ก เรารู้อยู่แล้วเราจะพูดอะไร ถ้าเกิดพี่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง จำเป็นมั้ยที่พี่จะต้องนัดใคร นัดทนายความ นัดเพื่อนเขามาที่คอนโด มันก็คือ ที่ทำงานของพี่ เพราะพี่มีตั้งหลายที่ไม่ได้มีตรงนั้นตรงเดียว เจตนาเราไม่ได้มีตรงนั้นอยู่แล้ว สิ่งที่พี่ไม่สบายใจหนักว่านั้นการกล่าวอ้างเพื่อนสนิทของตัวเอง ซึ่งคบค้าสมาคมกันมาตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4 ว่า เป็นนางนกต่อร่วมกับคนขับรถอย่างเนี้ย เขาต้องรู้เพื่อนดีกว่าที่พี่รู้พี่จะไปรู้ได้ไงว่าเป็นอย่างไร”

“ในความรู้สึกของผม เชื่อว่า น้องโอ๋เขาไม่ได้ได้คิดแบบนี้ มันน่าจะมีใครสักคนมาชี้นำมีใครมาให้เขาทำ เพื่อหวังผลอะไรพี่ก็ไม่ทราบ ถามว่า พี่โกรธมั้ยแรกๆ พี่โกรธแต่พอรุ่งขึ้นมาอีกวันนึง พี่ก็มาประมวลเหตุการณ์ พอมีเเมสเสจมา มีคนมาบอกว่าพี่ต้อยมีคนเเมสเสจมาหานะ มาหาว่าไงว่ะ อ่านให้ฟังหน่อย ตอนนั้นพี่อยู่ที่เขาใหญ่ เพราะว่ามีงานที่เขาใหญ่ มีนักศึกษาอะไรเนี่ย พี่ก็ยังงงอยู่เลย”

“ตลอดระยะเวลาที่พี่ทำงานมาร่วม 30 ปี พนักงานฝึกงานอยู่ในบริษัทของพี่เนี่ย นับร้อยคนถามพฤติกรรมของพี่ได้เลยว่าพี่เคยมีอะไรกับนักศึกษาเหล่านี้มั้ย แม้แต่คนเดียวก็ยังไม่เคยมีเลย ฉะนั้น นี้คือ ข้อเท็จจริงคือก็อย่างที่ อาจารย์เสรี สุวรรณภานนท์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายเขาบอกว่า ณ วันนี้เราเป็นผู้ถูกกล่าวหา ไม่ได้เป็นผู้ต้องหา ยังไม่ได้ชี้มูลความผิดว่าผิดหรือถูกแล้วอยู่ๆ คนที่แจ้งความจะถูกเสมอไป”

บอกโดยลักษณะเด็กฝึกงาน ไม่ใช่แค่ให้ถ่ายเอกสารอย่างเดียว จึงได้ออกพื้นที่ทำข่าวเหมือนนักข่าวจริงๆ ส่วนวันเกิดเหตุอยู่กันหลายคน โต้แทน “ส้ม” ไม่ใช่นางนกต่อ
“นักศึกษาฝึกงานสถาบันทุกสถาบัน เราเคารพเราให้เกียรติเสมอ การฝึกงานของผมเองผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับเด็กมาก ทุกคนที่มาฝึกงานไม่ได้มาเพื่อถ่ายเอกสารอย่างเดียว แต่ทุกคนถ้าเกิดเรียนมาให้มันตรงสาขา เขาต้องเขียนข่าวเป็น ต้องถ่ายภาพเป็น ต้องออกสังคมเป็น แต่เผอิญว่าน้องโอ๋เขาเป็นคนคล่อง เขาเคยเป็นพริตตี้คนที่เป็นพริตตี้จะพูดเก่ง เวลาไปไหนมาไหนก็จะไปด้วยกันตลอด กับส้มวันนั้นเขาก็มีส่วนสำคัญว่าจะต้องช่วยอะไรเราได้ แต่เขาก็ไม่ได้ไปบ่อยนะ ก็คือ เคยไปแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้นเอ งเพราะว่าเขาเพิ่งมา เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งอะไรต่างๆ ที่เราอยู่เนี่ยมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เรามีความบริสุทธิ์ใจเราไม่จำเป็นต้องพาเขาไปคอนโด ซึ่งเป็นที่ทำงานของเรา เราก็ให้เกียรติสถาบัน ถามนักศึกษาฝึกงานได้อยู่กับพี่เป็นสิบคนไม่ใช่มีแค่สองคนคนอื่นก็มี เพราะฉะนั้นในจุดนี้เราถึงมั่นใจไม่น่าจะเป็นเขาคิดต้องมีคนชี้แนะ”

ไม่ตอบจงใจพานักศึกษาสาวขึ้นห้องหรือไม่ ก่อนจะเผยว่าเรื่องทุกอย่างให้ทนายจัดการ และยังไม่ได้ติดต่อคู่กรณี
“ตอนที่ไปมันมีทนายความไปอะไรต่างๆ ไปด้วย เพราะว่าเราจะต้องเดินทางไปหอสมุดแห่งชาติ แล้วทนายเขาก็มีเพื่อนเขาก็มาก็อย่างที่บอกไปแล้ว ไม่ได้พูดคุยเคยโทร.ไปวันงานปีใหม่ เรามีงานปีใหม่ ส่วนเรื่องของทนายเขาก็บอกไม่เป็นไรอย่างนี้มันไม่เป็นคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง เราก็ไม่ได้ไปถูกเนื้อต้องตัวเขาไม่ได้ไปทำให้เขาต้องเสียไม่ได้ไปโดนโดนหน้าอกเขา”

“ตอนนี้ผมกำลังเข้าประเด็นอยู่นะครับอันนี้ คือ ข้อที่หนึ่ง ส่วนข้อที่สองในเรื่องส่วนของรถยนต์ที่บอกว่าพาขับไปทำข่าวที่นั้นที่นี้ คือ จริงๆ แล้วยังไม่มีการไป น้องเขาก็รู้อยู่แก่ใจ ถ้าเกิดว่าเขามีความรู้สึกว่าได้ไปจริง ทั้งเพื่อนเขาทั้งคนขับรถเขาจะรู้อยู่แล้วว่าไม่เคยมีใครเคยขึ้นนั่งอยู่แล้วแล้วพี่ก็ขับไปเวลาเล่นกอล์ฟ เพราะมันนั่งได้แค่สองคนข้อมูลเหล่านี้น้องเขารู้อยู่แล้วว่าน้องเขาไม่ได้นั่งแล้วเขาก็ไปยืนชึ้รถเพื่ออะไร ลักษณะอย่างนี้ถ้าเกิดไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง ไม่มีใครชี้นำ ไม่มีทางที่จะต้องทำได้ โอ๋เขาเป็นคนฉลาดเป็นคนที่มีแนวความคิด”

“เรื่องของป้ายคอนโด ซึ่งอันนี้พี่เสียใจมากนะ เพราะว่าป้ายถ้าเกิดแกะออกมันก็ต้องมีรอยเพราะมันเป็นประตูแล้วเพิ่งเปลี่ยนใหม่ เพราะปกติแล้วซื้อคอนโดประตูมันก็จะเป็นออริจินัลเราก็มาเปลี่ยนใหม่ตัวเลขที่ตรงประตูที่เขาให้ไว้มันก็ไม่มีเพราะว่าไม่ค่อยสวยเราก็เลยมาทำใหม่เพื่อจะให้สวยแต่ว่าเรายังไม่ได้ติดถ้าเกิดมีการแกะออกก็เอากองพิสูจน์หลักฐานมาพิสูจน์กันสิเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ซึ่งเราจะทำทำไมเอาแค่นี้และกัน”

เชื่อมีคนอยู่เบื้องหลังแน่นอน.. “ว่ามันต้องมีที่มาที่ไปว่าอะไรมันเกิดขึ้นเท่านั้นเอง เขาอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้ อาจจะเข้าใจอะไรผิด มันอาจจะมีใครบางคนที่อยู่ในลักษณะที่กำหนดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วก็ทำตัวละครขึ้นมาให้เขามาเป็นตัวเอกตอนนี้เราเป็นผู้ถูกกล่าวหาเราต้องพิสูจน์ให้ความจริงนั้นกระจ่าง”

ส่วนกรณีหมายเรียก เจ้าตัวยันไม่เคยได้หมายใดๆ ทั้งสิ้น.. “ทนายเข้าก็ไปถึงโรงพักเลยเพื่อไปขอหมายคือตำรวจนี้แหละที่เป๋ไปเป๋มาหลอกนักข่าวไม่ที่นั้นที่นี้ ถ้ามีหมายมาเราก็ไป มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ความผิดอะไรนักหนา ยังไม่ได้มีหมายเรียกครับคือวันที่ 20 นี้เขาก็จะออกหมายเรียกแต่ว่ายังไม่ได้ออกหมายเรียกหมายเรียกเรามีสิทธ์จะไปหรือไม่ไปก็ได้”

บอกหากคดีเสร็จสิ้นก็ให้อภัยอีกฝ่ายได้เสมอ และไม่คิดฟ้องกลับ ส่วนตัวการนั้นให้ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม
“ให้อภัยเขาเสมอพี่มั่นใจนะว่าเขาไม่ใช่เป็นตัวการเป็นต้นคิดในการทำเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นงานนี้จะจบอย่างไรก็แล้วแต่พี่ก็ไม่ได้ฟ้องกลับอยู่แล้ว ณ วันนี้เราเสียชื่อ เราเสียเขาไม่ได้เสียแล้วพอออกมาปุ๊บสื่อก็พุ่งมาที่เราอย่างเดียว คือเราไม่ควรจะฟ้องร้องตอนนี้เราให้อภัยโอ๋ เราก็เขาใจโอ๋ จริงๆ สิ่งที่น้องเขาพูดไปว่าเพื่อนเขาเป็นนกต่อถ้าคนที่เป็นเพื่อนกันเข้าใจกันและกันจริงๆ และเหตุการณ์นี้ก็ไม่ควรจะเกิดขึ้นพี่ไม่ได้ติดใจจะเอาความ”

“ส่วนตัวการมันเป็นกระบวนการยุติธรรม เรามีทีมทนายอยู่สี่ห้าคนซึ่งเขาต้องทำแยกแยะกันไปเพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีด้วยเพราะว่าคนเราจะเอาขาวเป็นดำจากดำเป็นขาวไม่ได้หรอกกระบวนการยุติธรรมมันต้องมีอยู่แล้วเราก็ต้องพูดถึงความจริงกัน ก็เมื่อเราไม่ได้ทำอะไร เรามีหลักฐานอะไรต่างๆ เราไม่ได้บอกว่าน้องให้การเท็จหรอกนะแต่ว่าสิ่งพวกนี้มันพิสูจน์ได้”

ลั่นหากอีกฝ่ายมั่นใจจะเอาเรื่องตนให้ถึงที่สุด "ต้อย" บอกทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย แถมฝากถึงว่าหากอยากกลับมาฝึกงานต่อก็ได้ และยินดีให้คำปรึกษา

“ก็ให้กำลังใจเขาให้เขาทำให้สำเร็จ เพราะว่าในสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันเป็นเรื่องของกระบวนการทุกคนมีสิทธิ์คิดส่วนน้องเขา ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรน้องโอ๋ น้องเขาจะมาฝึกงานต่อไปก็ได้ไม่เป็นไร ทุกคนอยู่ในออฟฟิศก็ให้ความสำคัญกับเขานะ ก็ไม่ได้ว่าไม่ได้มีใครว่าเขา พี่ก็ไม่ได้ไปใส่ใจอะไรหรอกหลังจากที่มันมีข่าวมันก็จะมีข้อมูลอะไรต่างๆ ส่งมาส่งมาปุ๊บพี่ก็ส่งมาให้ทนายข้อมูลต่างนี้จะเป็นอย่างไรทำให้น่าคิดได้ว่ามันน่าจะมีใครสักคนซึ่งอยู่เบื้องหลังเขาเราเองพอหลังจากข้อมูลเหล่านั้นเขาน่าจะมีปัญหาอะไรต่างๆ มารุมเร้าในครอบครัวนะแต่ถ้ามีปัญหาปรึกษาพี่ได้ทุกเรื่องงนะ ก็ต้องคุยกันมีอะไรก็ต้องมานั่งปรึกษากัน”

บอกไม่สมควรพูดเรื่องคนบงการ แต่ยอมรับจากกรณีดังกล่าวทำให้ตนเองเดือดร้อนหลายประการ
“เรื่องคนบงการมันเป็นเรื่องที่พี่ไม่ควรจะพูดนะพูดไปมันก็ไม่เพราะมันเป็นเรื่องคดีกันอยู่ ตอนนี้ก็เดือดร้อนทำให้ผลต้องออกมาพูดเพราะว่าไม่พูดไม่ได้พูดอยู่ฝ่ายเดียวผมก็เสียหายเหมือนมีความรู้สึกว่าเราเป็นผู้กระทำ เราเป็นผู้ถูกกระทำมาตลอดนะ บางคนก็มามองว่าอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้แล้วกันอย่างตำรวจไปสอบต้องไปตรงนั้นตรงนี้ต้องให้นักข่าวไป นักข่าวก็ไปหลงไปนั้นไปนี้ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีนักข่าวโทร.หาพี่เยอะแยะ พี่จะไปโกหกทำไมก็มันเป็นเรื่องจริง จะไปแถลงข่าวที่ไหนก็ไปเท่านั้นเองเอาย่างนี้แล้วสำหรับรายละเอียดเราคุยกับทนายได้ เพราะพี่ต้องไปประชุมต่อ”

แต่พอถามว่า “ติ๋ม ทีวีพูล” ไล่ให้ไปเปลี่ยนนามสกุลนั้น “ต้อย แอ็คเนอร์” ถึงขั้นเดินหนีไปไม่ตอบคำถามใดๆ

ทนายมั่นใจ “ต้อย” บริสุทธิ์ ลั่นมีหลักฐานเพียบ ยันไม่เคยติดต่อแม่คู่กรณี

“ปรีชา ณ เชียงใหม่” ทนายความของต้อย ยืนยันกำลังหาหลักฐานพิสูจน์ความจริง ซึ่งมั่นใจว่าลูกความบริสุทธิ์

“ในแง่ของกฎหมายพี่ต้อยเขาก็ไม่ได้มีพฤติกรรมที่จะหลบหนีคดี อย่างนี้มันไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต หรือว่าอย่างคดียาเสพติด หรือยาบ้า เรายินดีที่จะไปพบพนักงานสืบสวนแต่ในเวลาที่เหมาะสม ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานอยู่เรารอหมายเรียกอยู่หมายเรียกมาเมื่อไหร่เรายินดีที่จะไปหรือว่าทนายอาจจะไปเองผมจะเป็นคนเดินทางไปรับหมายให้พี่ต้อยเองบางอย่างเราก็ได้มาจากอินเทอร์เน็ตซึ่งมีคนส่งมาให้เยอะแยะไม่สามารถเปิดเผยได้”

“ตอนนี้มันอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานและหลักฐานอยู่เพราะว่าผมมีพยานและหลักฐานเยอะที่ผมมีอยู่แล้วก็มีคนส่งมาให้เยอะแยะที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคดีนี้มันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังแต่ตรงนี้เรามาสารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นพยานและหลักฐานที่เราต้องใช่เป็นสำนวนแต่ว่าในตอนนี้ที่ผมเป็นทนายความผมก็ไม่อยากให้พี่ต้อยให้ความอะไรมากมันเกี่ยวกับในสำนวน ในฐานะที่เป็นทนายผมแนะนำว่าอยากให้น้องเขาหันหน้ามาคุยกับพี่ต้อยดีกว่าเพราะว่าเราไม่อยากทำกันรุนแรงเขาเป็นน้องนักศึกษาคุยกับพี่ต้อยเขาก็บอกยินดีให้อภัยถ้าเข้าใจกันผิดก็สามารถปรับความเข้าใจกันได้ เรื่องการฝึกงานต่อก็ฝึกงานต่อได้ไม่เป็นไรคือเขาอยากเห็นน้องเขามีอนาคต

“เรามีหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าใครผิดใครถูก แต่ผมยืนยันว่าคดีนี้คุณต้อยเขาบริสุทธิ์จากพยานหลักฐานที่ผมรวบรวมมาว่ามันมีอะไรอย่างไรเหมือนที่พี่ต้อยพูดแต่ขออย่าให้สังคมลงโทษหรือตัดสินพี่ต้อยวันไหนที่ผมพาคุณต้อยไปให้การกับตำรวจคุณจะเห็นพยานหลักฐานเองที่มาที่ไปมันเป็นอย่างไรสุดท้ายฝากความหวังดีในฐานะผมเป็นทีมทนายของพี่ต้อยน้องมีอะไรขัดข้องหมองใจหรือว่ามีการเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือว่าพี่ต้อยเองทีมทนายเองยินดีที่จะปรับความเข้าใจกันติดต่อมาที่ผมหรือจะที่พี่ต้อยก็ได้หรือไม่ก็ที่มายาแชนแนลก็ได้ก็อยากให้จบนะเพราะเรื่องนี้มันไม่ใช่คดีคอขาดบาดตายมันสามารถคุยกันได้ผมยืนยันว่าทุกฝ่ายอยากให้จบลงได้ด้วยดีเพราะตัวเพื่อนน้องนักศึกษาเองก็กลายเป็นเข้าเดือดร้อนมากมาพร้อมกันรู้จักพร้อมกันจู่ๆมาบอกว่าพี่ต้อยให้เป็นนางนกต่ออย่างคนขับรถเขาก็ไม่รู้เรื่องหลักฐานเราก็พิสูจน์ได้ว่าพี่ต้อยบริสุทธิ์นะครับ”

ยืนยันยังไม่เคยติดต่อไปคุยกับแม่คู่กรณีแต่อย่างใด .. “ยังครับแต่เราติดต่อทางพนักงานไปว่าเรายินดีที่จะคุยเสมอว่าน้องเขาก็ยังเป็นน้อง ถ้าไม่ยอมก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการผมก็มีพยานหลักฐานอยู่เราก็อยากให้มีการปรับความเข้าใจกัน เป็นข่าวอย่างนี้มันเสียทั้งน้องเขาและก็พี่ต้อยและก็เพื่อนเขากระทบไปหมดก็ฝากสื่อนะครับถ้าเจอน้องเขาหรือแม่เขาเรายินดีพร้อมเสมอที่จะคุยผ่านตำรวจก็ได้นะครับ”

เพื่อน "โอ๋" ยันมีคลิปเสียงเป็นหลักฐานเอาผิด "ต้อย"

ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้นหน้าสำนักพิมพ์มายาแชนแนล มีกลุ่มเพื่อนของ “โอ๋” เดินทางถือป้ายประท้วง โดยมีข้อความเรียกร้องหยุดคุกคามทางเพศ และใช้ชื่อกลุ่มตนเองว่า “กลุ่มเสียงนิสิต” รวมตัวขึ้นหลังจากการเกิดเหตุคุกคามกับเพื่อนสาวเรียกร้องมโนธรรมสำนึกจาก ต้อย แอ็คเนอร์ โดยเพื่อนของโอ๋คนที่พาไปแจ้งความ และชี้จุดเกิดเหตุยืนอ่านคำแถลงการณ์ ซึ่งมี 5 ข้อ ยกย่องโอ๋ว่ามีความกล้าหาญที่ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีกับปัญหานี้ที่มีมานาน แต่โอ๋เลือกที่จะแลกชื่อเสียงกับเรื่องดังกล่าว โดยยืนยันมาในนามส่วนตัวของมหาวิทยาลัยศรีปทุม และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่เกี่ยวกับทางมหาวิทยาลัย

ด้านเพื่อนสนิทของโอ๋ "นาย เมรัตน์ มาลัย" เผยว่ามีหลักฐานที่เป็นคลิปเสียงที่ตนได้พูดคุยกับเพื่อนชื่อ "ส้ม" ซึ่งเชื่อเอาผิด "ต้อย แอ็คเนอร์" ได้ และให้กับทางตำรวจไปแล้ว
"ที่เขาบอกว่าโอ๋จัดฉากก็มีหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่อยู่กับทางตำรวจ พิสูจน์ได้ว่าเอาผิดได้ เป็นคลิปเสียงที่คุยกับเพื่อนที่ชื่อส้ม หลังจากเกดจากเหตุการณ์แล้ว ให้ตำรวจเรียบร้อยแล้ว ผมก็เป็นเพื่อนส้มด้วย ซึ่งทางตำรวจบอกว่าส้มมาให้ปากคำแล้ว ส้มก็ให้ปากคำเป็นกลางครับเห็นว่าอย่างนั้น กับโอ๋มีการพูดคุยกับเขาเพิ่งเข้าไปในมหาวิทยาลัย ตอนนี้เขาดีขึ้น เขารอคุณต้อยแถลง รอดูทางตำรวจต่อไปแล้วกัน"

“ติ๋ม” ป้องผัวไม่ทำตัวเสื่อมเสีย เชื่อเด็กอยากดัง

“ติ๋ม ทีวีพูล” ให้สัมภาษณ์ในงานแถลงข่าวรางวัลท็อปอวอร์ด ด้วยอาการหายโกรธอีกฝ่ายแล้ว พร้อมทั้งป้องอดีตสามี บอกนักศึกษาฝึกงานที่เข้าแจ้งความโดนลวนลาม ไม่ใช่สเปกของอีกฝ่าย บอกมีดาราให้เลือกตั้งเยอะแยะ ตนจึงไม่เชื่อว่า สามีจะลวนลามเด็กฝึกงาน อีกทั้งเผยว่า อดีตสามีกำลังจะแต่งงานกับอาจารย์มหาวิทยาลัย คงไม่ทำเรื่องเสื่อมเสียแน่นอน เชื่อเด็กแค่อยากดัง

แถมยังเผยต่อว่า ตนและอดีตสามีเลิกกันมา 14 ปี แต่ก็ยังมั่นใจว่าอดีตสามีเป็นคนดี

“น้องเขาไม่ใช่สเปกพี่ต้อย ไม่น่าว่าจะทำแบบนั้น เพราะถ้าเกิดจะทำอะไรลักษณะนี้ เพราะว่าคนในวงการไม่ดีกว่าหรือ มีให้เลือกตั้งเยอะแยะ และที่สำคัญ พี่ต้อยก็กำลังจะแต่งงานกับอาจารย์มหาวิทยาลัย คงไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน เรื่องเกิดตั้งแต่วันที่ 15 ทำไมเพิ่งมาแจ้งวันที่18 มกราคม”

“เลิกกับเขามา 14 ปีนะแล้วลูกก็อยู่กับตัวพี่ เพราะฉะนั้นเนี่ยเราก็ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกันมานานมากแล้ว พี่ก็จะเจอเขาตามงานก็จะทักทายกัน เพราะว่าเราไม่ได้โกรธกันก็เป็นเพื่อนกัน และก็ยังมั่นใจในตัวเขานะว่าไม่น่าจะทำอย่างนั้นค่ะ แต่ยังไงก็ตามมันก็ต้องขึ้นอยู่ที่ศาลว่าจะเป็นยังไง และก็คิดว่าเรื่องราวอย่างนี้มันไม่ควรที่จะจบแค่ว่ายอมความกัน ก็น่าจะให้ศาลเป็นตัวพิสูจน์ว่าผิดจริงไหม ถ้าผิดจริงก็ควรที่จะได้รับการลงโทษ แต่ถ้าเผื่อว่าไม่ผิดก็ควรจะฟ้องกลับค่ะ”

“โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะค่ะ ก็คิดว่าเขาไม่ได้ทำ พี่คิดว่าเมื่อสองเดือนที่แล้วต้อยเขามาหาพี่แล้วเขาก็บอกว่าเขาจะแต่งงานเขาจะมีครอบครัวใหม่พี่ก็ยินดีด้วย เพราะตัวพี่เองพี่ก็มีครอบครัวมานานแล้ว พี่ก็คิดว่าการที่มีครอบครัวใหม่มันก็ดีกับผู้ชายที่มีหัวเรือ เขาจะได้มีเป้าหมายในชีวิต มีลูกมีเต้าอีกครอบครัวหนึ่งขึ้นมา มีภรรยาที่จะต้องเลี้ยงดู พี่ก็สนับสนุนเขาให้แต่งเลย เขาก็ว่าเขาจะแต่งงานปีนี้ ซึ่งเหตุการณ์เมื่อสองเดือนที่แล้วแสดงว่าเขามีเป้าหมายหลักอยู่แล้ว”

“ ตัวต้อยเองเราอยู่ในวงการนี้เราก็รู้นะค่ะว่าเรื่องที่จะอดอยากเนี่ยมันไม่มี มันไม่อดอยากหรอกในวงการนี้อย่างต้อย แอ็คเนอร์นี่เขาก็เป็นคนที่แบบป็อปปูล่ามีชื่อเสียง ขับรถสปอร์ตนะค่ะ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้อดอยากหรอกค่ะ เหตุผลอะไรที่ต้องไปทำอย่างนี้เนี่ยนะค่ะ พี่ก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ แต่ยังไงก็ตามจะต้องให้ศาลเป็นคนดูและก็ใช้พยานตัดสิน เพราะว่าพี่ก็ไม่ได้เจอเขานานแล้วและก็ไม่ได้คุยกับเขาเรื่องนี้ด้วย เพราะคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเขาเป็นคนทำเขาก็ต้องรู้ตัวเขาเองว่าควรจะแก้ยังไง และพี่ก็เพิ่งกลับจากต่างจังหวัดพี่ก็ไม่ได้รับรู้อะไรด้วย”

“ส่วนตัวต้อยเขาเป็นคนสนุกสนาน แต่เรื่องเจ้าชู้เนี่ยนะพี่เองก็ไม่เห็นว่าเขาจะเจ้าชู้แบบจริงจังไปเป็นแบบยักษ์มารหรือเฒ่าหัวงูอะไรอย่างนี้ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ว่าเขาเป็นคนสนุกสนาน ก็พี่เนี่ยไปแต่งงานกับเขาทั้งๆ ที่พี่เนี่ยมีความพร้อมมากเลยในยุคนั้นน่ะค่ะ เขาเป็นคนสนุกเขาเป็นคนคุยแล้วเอ็นเตอร์เทนคน มันทำให้ผู้หญิงรู้สึกตลกไปด้วยโลกมันสดใสเวลาคุยกับเขา เขาจะเป็นคนโจ๊กเก่ง แต่เรื่องที่จะไปเป็นเฒ่าหัวงูพี่จะไม่เชื่อ เพราะเขาเป็นคนตลกเก่งได้ทุกมุกเป็นคนมุกมาก”

เชื่อวงการหอมหวล และอาจจะเป็นการอยากดังของคู่กรณีก็เป็นได้ เชื่อทุกวงการมีเรื่องไต่เต้าทั้งนั้น บอกเรื่องดังกล่าวเป็นคดีเล็ก แต่เหมือนละครน้ำเน่าที่คนสนใจ

“ไม่รู้จักตัวเขาเลยว่า เขาอยากจะดังด้วยวิธีไหน แต่พี่ว่าสำคัญที่สุดคือต้อยเขาเป็นคนดังใครจะมาเกี่ยวข้องกับเขามันก็จะเป็นข่าวดังอย่างนี้ทุกครั้ง แม้กระทั่งเดินไปชนกับใครในผับก็ยังเป็นข่าวดังไปได้วงการนี้มันหอมหวล ได้ทั้งชื่อเสียงเงินทองได้การยกย่อง วิธีการเข้าวงการบันเทิงมันก็มีหลายรูปแบบมาก ก็บางคนก็อาจไปเดินตามห้างบ่อยๆ ก็ได้เข้าวงการบันเทิงเขาก็จะไปเจอกับ อุ๊บส์ เจอกับ ชาย เจอกับ เอ หรือจะไปเจอกับ โกโก้ เหมือนที่โกโก้ได้มาริโอ้มาอย่างนี้นะค่ะ แต่วิธีการหลายอย่าง ก็มีบางคนบอกกับพี่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ไม่อยากจะไปเอ่ยนาม เขาบอกว่าใช้ตัวเข้าวงการก็มีมันก็มีทุกอัน แม้กระทั่งคนที่ใช้ตัวเองเพื่อไต่เต้าให้ได้ตำแหน่งเนี่ยมันก็เห็นเป็นข่าวอยู่ ทั้งในวงราชการวงการเมืองมันก็มีใช้ตัวเองเข้าแลก เพราะฉะนั้นจะมาว่าวงการบันเทิงไม่ได้ มันมีทุกวงการแต่วงการบันเทิงเป็นวงการที่ใครๆ ก็จ้องจับมันเป็นข่าวที่ทอล์คออฟเดอะทาวน์ เป็นข่าวที่ใครๆ ก็ให้ความสนใจ”

“ พลอตนี้มันก็ดันไปคล้ายคลึงกับละครน้ำเน่าทั้งหลายที่เขาชอบทำกันทำแล้วมันสนุก มันก็เลยเป็นเรื่องที่คนคุยกันมากมาย ทั้งๆ ที่พี่เองถามกับพวกทนายความหรือผู้พิพากษาทั้งหลายที่รู้จักกันนะค่ะว่า คดีอย่างนี้ถือว่าเป็นคดีเล็กมากๆ ถ้าเกิดมันเป็นเรื่องจริงนะค่ะ มันเป็นคดีอนาจารที่เล็กมากๆ เพราะว่าถูกปรับประมาณ 5,000-20,000 บาท แต่ว่าอันนี้เนี่ยเรื่องชื่อเสียงมันสำคัญเผอิญพี่ว่าสำคัญที่ตัวต้อยเนี่ยเป็นคนมีชื่อเสียง และมันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่โด่งดังขึ้นมา”

“พี่ก็ไม่รู้จะอย่างไร เพราะไม่เคยเจอตัวเขาว่าน้องเขาเป็นคนยังไงนะค่ะ ไม่เคยรู้จักเขาไม่เคยรู้จักชื่อ ชื่อยังไม่รู้เลยว่าอะไร รู้แต่ประเด็นข่าวเท่านั้นเองว่ามีการไปโอบ ประเด็นข่าวรู้เท่านี้นะค่ะ ซึ่งวิธีโอบเนี่ยจริงๆ ตามกฏหมายไม่ใช่ว่าแค่โอบแล้วจะผิดอนาจารเขามีสิทธิ์จะไปแจ้งความนะ แค่พูดก็ผิด แค่ส่งสายตาก็ผิดถ้าเผื่อว่าเขาส่อเจตนาว่าจะมีอารมณ์ใคร่ด้วย อย่างเราเจอเพื่อนเนี่ยเราก็กอดเพื่อนเราหอมแก้มซ้ายหอมแก้มขวา ก็ไม่สามารถแล้วเพื่อนจะไปแจ้งความแล้วบอกว่าเรานี่ไปทำอนาจารเขาเขาทำไม่ได้นะเพราะมันไม่ได้สื่อว่าไปจ้อง แต่บางคนแค่จ้องก็ไปแจ้งความได้ว่าจ้องแล้วมีอารมณ์ใคร่ด้วยรึเปล่า คือบางทีเขาดูกันที่ความตั้งใจค่ะกฎหมาย”

ก่อนเคลียร์เรื่องนามสกุลว่า ขอฝ่ายสามีให้เลิกใช้นามสกุล “สกุลชัย” ดังกล่าวหลังหย่า แต่ไม่จัดการเสียที

“เรื่องนามสกุลพี่เคยพูดกับเขานานมากแล้วคือเขามาใช้นามสกุลพี่เมื่อตอนที่แต่งงานกันใหม่ๆ นะค่ะ แล้วก็ใช้มาตอนที่เลิกกันเมื่อสิบสี่ปีที่แล้วเนี่ยพี่ก็อยากจะให้เขาเปลี่ยนนามสกุล เพื่อสังคมจะได้รับรู้อย่างเร็ว แต่ว่าเขาก็ยังให้เหตุผลว่าอยากจะใช้นามสกุลเดียวกับลูกซึ่งพี่ก็คิดว่าโอเคไม่มีปัญหาอะไร แต่พี่คิดว่าในเบื้องต้นเขาจะมีครอบครัวใหม่แล้ว ซึ่งเขาก็มาบอกพี่เรื่องเปลี่ยนนามสกุลไม่ได้เกิดตอนนี้แต่เกิดตั้งแต่วันที่เขามาบอกพี่ว่าเขาจะมีครอบครัวใหม่ ซึ่งพี่คิดว่าเดี๋ยวเขาก็ต้องมีลูกมีเต้ากันซึ่งพี่ก็ไม่ได้คิดว่าดูแลลูกเขาเหมือนดูแลลูกพี่ พี่ก็ไม่รู้ว่าคุณภาพชีวิตลูกเขาจะเป็นยังไงต่อไป พี่ก็เลยคิดว่าเขาน่าจะไปเปลี่ยนนามสกุลเพื่อสร้างครอบครัวใหม่ซึ่งเขาจะได้สร้างความสุขสันต์และมีความภูมิใจในครอบครัวใหม่ของเขา ในเมื่อครอบครัวสกุลชัยมันเป็นครอบครัวของดิฉันไม่ใช่ครอบครัวของเขา เขาก็น่าจะไปสร้าง ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ คือเขาบอกกับพี่เมื่อสองเดือนที่แล้วพี่ก็ให้เขาไปทำแล้วแต่เขาก็โอเคว่าจะไปเปลี่ยนแต่ก็ยังไม่ทำซะที”

บอกยังไม่มีโอกาสได้เจอกับอดีตสามี แต่ยอมรับโทรมาปรึกษาจึงแนะนำว่าหากไม่เป็นความจริงก็แนะนำให้ฟ้องกลับ

“ไม่ได้คุยกับต้อยนะ เพราะว่าปกติก็ไม่ค่อยได้คุยกันอยู่แล้ว ยกเว้นว่าเจอกันตามงาน ก็ยังไม่ได้คุย แต่ก็ไม่ได้โกรธอะไร ก็ยังเชื่อมั่นว่าเขาไม่น่าที่จะทำ”

“เขาโทรมาก็ให้คำแนะนำได้เหมือนที่พูดไปนะว่า ถ้าคิดว่าตัวเองไม่ผิดก็ต้องฟ้องร้องเพราะว่าชื่อเสียงมันเสียเพราะเห็นเป็นข่าวกันมากนะค่ะ เพราะฉะนั้นเราควรที่จะฟ้องกลับทั้งทางแพ่งและก็ทางอาญาด้วยและควรจะเช็คประวัติของอีกฝ่ายหนึ่งว่ามีอะไรที่จะนำมาประจันศึกในศาลว่าเด็กคนนี้หรือว่ายังไงเขาเป็นยังไงกันบ้าง”

เผยผู้หญิงวิ่งเข้าหาตลอด เพราะอดีตสามีเป็นคนสนุกสนาน บอกเรื่องแตะเนื้อต้องตัวเป็นเรื่องธรรมดา
“ผู้หญิงเนี่ยมันธรรมดามันมีเยอะแยะอยู่แล้วนะค่ะ แต่ต้อยเขาเป็นคนที่แบบไม่ได้มองเป็นเรื่องใหญ่เพราะเขาคุ้นเคยกับแวดวงนี้ทั้งนั้น ทั้งนางแบบหรืออะไร แล้วเขาเป็นคนสนุกนะคุยกับคนได้ทุกคน แล้วก็เรื่องแตะเนื้อต้องตัวเนี่ยพี่เขาถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาและมาดูที่เจตนาเขาว่าเขาแตะเพื่อที่จะไปร่วมใคร่ด้วยหรือว่าอะไรรึเปล่า ไอ้เรื่องแตะตัวเนี่ยมันเป็นเรื่องธรรมดา ขนาดเขาเลิกกับพี่ไปตั้งสิบสี่ปีแล้วเขาเจอพี่เขายังตบหลังพี่อยู่เลย พี่ยังไม่ได้ไปฟ้องเลย...(หัวเราะ)”

ก่อนทิ้งท้ายมีกลุ่มเพื่อนของ “โอ๋” มาประท้วง วอนให้ทุกฝ่ายให้ความเป็นะธรรมกับทุกฝ่าย อย่าเพิ่งตัดสินใจ แต่ยอมรับฝ่ายหญิงย่อมเสียหาย

“ก็ต้องดูว่าประท้วงจริงหรือประท้วงปลอม แต่นี่อาจเป็นประท้วงจริงเพราะว่าระบบเมืองไทยเป็นระบบกล่าวหา ซึ่งสังคมไทยเนี่ยต้องยอมรับอยู่แล้วเวลาที่เวลาผู้หญิงมีเรื่องกับผู้ชายเราต้องเข้าข้างผู้หญิงไว้ก่อน แต่ว่าถ้าจะให้ดีจริงๆ อยากให้ทุกฝ่ายอย่าเพิ่งไปเชื่ออะไรที่ฟัง ให้ระบบของศาลเนี่ยช่วยและก็ฟังความหลายๆ ฝ่าย ต้องเช็คด้วยว่าประวัติของผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไงว่ามันจริงรึเปล่า แต่ต้องคิดด้วยที่ฟังแล้วมันเกิดกระแสตามคนอื่นเขา เพราะว่าสมัยนี้เนี่ยเดินเข้าไปแจ้งความตามโรงพักก็เป็นเรื่องขึ้นมาแล้ว ก็เป็นระบบกล่าวหา เขายังไม่ได้ผิดจริงนะ ทุกวันนี้ต้อยก็ยังไม่ได้ผิด เพราะเป็นการกล่าวหาเท่านั้นเองว่าเขาทำ ซึ่งก็ต้องไปสู้กันในศาลว่าทำจริงไหมทำแล้วเขามีเจตนาตั้งใจว่าอยากจะไปมีความใคร่กับเขาจริงรึเปล่า หรือทำเพราะว่าเอ็นดูตบหลังเขาไปถูกเนื้อต้องตัวเขาเป็นแบบไหนแล้วถูกจริงรึเปล่าก็ยังไม่รู้ อันนี้เราก็ไม่รู้เพราะเหตุการณ์อยู่กันกี่คนพี่ก็ไม่รู้มันมีพยานรึเปล่า หรืออยู่กันแค่สองรึเปล่านะค่ะ”

***
“ติ๋ม” งดวิเคราะห์ข่าว “ต้อย” เผยรถหรูที่แท้ยืมมาขับ สุดอายไล่ไปเปลี่ยนนามสกุล

"ต้อย แอ็คเนอร์" ส่งทนายแจงปฏิเสธทุกข้อหา เตรียมแฉกลับ ด้านนศ.ไม่หวั่น มั่นใจบริสุทธิ์

"ต้อย แอ็คเนอร์" เก็บตัวเงียบ หลังนศ.ฝึกงานแจ้งความโดนลวนลาม


นศ.โอ๋ ผู้เสียหาย
ติ๋ม ทีวีพูล

กลุ่มเพื่อนโอ๋ ยืนประท้วงหน้ามายาแชนแนล
กำลังโหลดความคิดเห็น