xs
xsm
sm
md
lg

เพลิงนรี ตอนที่ 10

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เพลิงนรี ตอนที่ 10

ค่ำคืนอันแสนทรมานนี้ พริริสานั่งหน้าทอดถอนใจอยู่ในห้องนอนเพียงลำพัง สีหน้าหมองเศร้า มีเรื่องมากมายที่เธออยากพูดและอธิบายกับธีภพ แต่เขากลับคอยหลบเลี่ยงไม่ยอมพบหน้า หรืออาจไม่อยากฟังด้วยซ้ำ

สักครู่ต่อมา พริริสาลุกเดินออกไปรับลมที่ระเบียงห้อง ทอดสายตามองลงไปด้านล่าง สำรวจดูว่าธีภพกลับมาหรือยัง แต่กลับเห็นเพียงหมวดทัดเดินถือไฟฉายสำรวจรอบๆ บริเวณบ้าน
อีกสักครู่หนึ่งจอมจับผิดที่เธอรอคอยถึงกลับเข้าบ้านมา หมวดทัดเห็นรีบเข้าไปหา
“มีอะไรผิดปกติไหมหมวด”
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ”
หมวดทัดเดินเลี่ยงออกไปอีกด้าน
ธีภพจะเดินเข้าไปในบ้าน เงยหน้าขึ้นไปที่ระเบียงเห็นพริริสายืนมองตนอยู่ ยิ้มทักด้วยความดีใจ ธีภพกลับหลบตาวูบ เดินเลี่ยงไปอีกด้าน และยังไม่ยอมกลับเข้าไปในบ้าน
พริริสาได้แต่มองตามไป อย่างรู้สึกผิด

พริริสาเดินมาที่ประตูห้องเพื่อออกไปหาธีภพเพื่อคุยกับเขาให้รู้เรื่อง แต่พอก้าวออกมาหน้าห้องแต่กลับเจอไคซัจยืนอยู่
“ไคซัจ”
“เจ้าชายให้กระหม่อมมาช่วยดูที่นี่อีกแรง นี่ก็ดึกแล้วกระหม่อมคิดว่าเจ้าหญิงควรพักผ่อนอยู่ในห้องจะดีกว่า”
พริริสาหน้าตึงไม่พอใจ “ตกลงนี่ฉันอยู่เซฟเฮ้าส์หรือห้องขังกันแน่ แค่จะเดินออกจากห้องก็ไม่ได้หรือไง”
ไคซัจถอนใจ “กระหม่อมไม่ได้หมายความแบบนั้น”
“ถ้าอย่างงั้น ฉันไปได้ใช่ไหม”
ไคซัจพยักหน้าไม่อยากขัดใจ พอพริริสาออกเดินไปไคซัจก็ตามมา พริริสาไม่พอใจเสียงแข็งใส่
“ห้ามตาม”
“คงไม่ได้พะย่ะค่ะ”
“ให้เวลาฉันเป็นส่วนตัวบ้างไม่ได้เลยเหรอไคซัจ”
“ถ้าเป็นเวลาอื่นกระหม่อมคงทำตามใจเจ้าหญิงได้ แต่เวลาแบบนี้คงไม่ได้”
พริริสาฮึดฮัด ถ้าจะไปหาธีภพโดยมีไคซัจไปด้วยคงไม่ดี จึงเดินกลับเข้าห้องอย่างจำใจ ไคซัจได้แต่มองตาม รู้สึกผิดที่ขัดใจแต่ก็ต้องทำ

ธีภพหลบมานั่งใช้ความคิดอยู่ที่โต๊ะสนามหน้าบ้านพัก คอยมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ดูภาพจากกล้องวงจรปิดรอบบ้านไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีอะไรผิดปกติ ธีภพสบายใจเก็บมือถือ อดหันกลับไปมองที่ระเบียงไม่ได้ พอไม่เห็นพริริสาอยู่ตรงนั้นแล้ว ก็อดใจหายไม่ได้
ธีภพมองเลยขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นดวงจันทร์คืนเพ็ญลอยเด่นอยู่บนฟ้ายิ่งสะท้อนใจ คนที่เขารักกลับกลายเป็นเจ้าหญิงแห่งไทรจีส
ธีภพนึกถึงวันแรกที่เจอพริริสาในอุทยานวังไทรจีส ขณะที่พริริสาลุกหนีจากการวาดภาพด้วยอารมณ์ขุ่นมัวกับความหลังในอดีต แม้เห็นเพียงเสี้ยวหน้าเขาก็จดจำวงหน้านั้นไม่ลืม
จนได้เจอกันที่ตึกบูรพเกียรติอีกครั้ง ตอนนั้นลิฟต์หยุดที่ชั้นหนึ่ง ประตูเปิดออก มีคนจากด้านหลังกรูกันเบียดออก กระแทกโดนพริริสา
“ว้าย”
พริริสาเซทำกาแฟหกใส่ธีภพอย่างไม่ตั้งใจ
“เฮ้ย”
จนเมื่อได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ธีภพได้เห็นรอยแผลเป็นที่ข้อมือพริริสาเป็นครั้งแรก ธีภพจับมือพริริสาไว้อย่างอ่อนโยน
จนล่าสุดธีภพเฝ้าไข้พริริสา เขาค่อยๆ โน้มหน้าก้มลงจูบที่หน้าผากอย่างแผ่วเบา มองดูพริริสาที่นอนนิ่ง ไม่กระสับกระส่ายกับฝันร้ายอีกแล้ว

พริริสานั่งอยู่ริมเตียงถือตุ๊กตาแกะไว้ในมือ นึกถึงช่วงเวลาแสนหวานที่ผ่านมากับธีภพซึ่งเขาคอยดูแลปกป้องเธอยามมีภัย
ตอนถูกลูกน้องอาซิสตามล่าธีภพรีบดึงพริริสาหลบไปหลังรถที่จอดอยู่ กอดไว้แน่นอย่างพร้อมจะปกป้องเธอ
ธีภพพาพริริสาวิ่งมาหลบที่ข้างตึกบริเวณนั้น กันพริริสาให้หลบไม่ให้ออกไปพ้นขอบตึก
พริริสาอวดเก่งธีภพเริ่มโกรธที่พริริสาไม่ใส่ใจความปลอดภัยตัวเอง จับเธอตรึงแน่นชิดกำแพงไว้
คืนนั้นที่บ้านบนเขาในไทรจีส ธีภพขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆ พริริสารับผ้าห่มมามาพาดไหล่ตัวเองไว้ รู้ตัวอีกทีทั้งคู่ก็ตัวติดกันใต้ผ้าห่ม ต่างหันมาหน้าใกล้กันจนพริริสารีบหันหน้าหนีใจเต้นโครมคราม
พริริสากลัวใจตัวเองเมื่อได้ใกล้ชิดธีภพจะปลดผ้าห่มออกจากตัว ธีภพตัดสินใจโอบไหล่พริริสาไว้ไม่ยอมให้ออกจากผ้าห่ม
ภาพจำจางไป พริริสาถอนใจเบาๆ อยากให้วันเวลาเหล่านั้นหวนคืนกลับมา

ที่สนามหญ้า ธีภพเองก็กำลังคิดเหมือนกับพริริสาอยากให้เวลาย้อนกลับไป แต่มันคงเป็นไปไม่ได้
อธิรุธเดินผ่านมาเห็นธีภพนั่งมองพระจันทร์บนฟ้า ก็หยุดมองเห็นใจเพื่อน รู้ดีว่าธีภพกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่
“ไอ้ภพเอ๊ย”
อธิรุธตัดสินใจเดินไปนั่งข้างๆ ธีภพ
“เป็นไงไปสืบเรื่องที่คาใจได้มาแค่ไหนแล้ว”
“หลายเรื่อง”
อธิรุธถามขึ้นมาทันที “อะไรมั่งวะ”
ธีภพถอนใจ “ริสา...เจ้าหญิงพริริสา เป็นลูกสาวของอาคณิน”
“แล้วไงอีก”
แววตาธีภพบ่งบอกว่า มีเรื่องราวมากมายที่เขารับรู้มา ซึ่งล้วนไม่ใช่เรื่องดี

เช้าวันต่อมา โรซี่ ชนิตา และบุษกร พากันมาแอบเปิดประตูห้องทำงานธีภพแง้มดู สอดสายตามองเข้าไปส่องดูในห้องแต่ไม่เห็นใคร
“นี่ก็หลายวันแล้วนะ คุณภพกับริสายังไม่มีใครเข้าออฟฟิศมาสักคน ขนาดวันเซ็นสัญญาร่วมทุนก็ไม่เห็นทั้งคู่เลย” ชนิตาปรารภ
“หรือจะวิวาห์เหาะไปด้วยกันแล้ว” บุษกรว่า
โรซี่ชอบใจ “เป็นแบบนั้นก็ดีสิ ฉันจะดีใจกับริสาเลย ถ้าทำได้ ฉันจะเหาะตามไปด้วย”
“เดี๋ยวบัวช่วยหากระด้งให้”
“ขอบใจ” โรซี่เคลิ้ม พอนึกได้ก็แว้ดใส่บุษกร “ยัยบัวฉันไม่ใช่กระหังนะยะ จะได้ใช้กระด้ง อย่างฉันต้องปีกสวยๆ ไม่ก็ขี่หลังซุปเปอร์แมนเหาะไป”
ศจีเดินเข้ามาเห็น กระแอมใส่ ในมือถือซองจดหมายลาออกมาด้วย
“มาเพ้อเจ้ออะไรกันตรงนี้ยะ”
“พวกเราก็แค่มาดูคุณภพกับริสาน่ะค่ะ ว่าเมื่อไหร่จะกลับมาทำงานกันสักที” ชนิตาพูดเชิงถาม
“ไม่ต้องมาดูแล้ว คุณภพลากิจยาว ส่วนริสา” ศจีถอนใจ “ให้คนส่งจดหมายลาออกมา”
สามสาวตกใจอุทานลั่น “ลาออก”

สามสาวเดินตามศจีต้อยๆ มาตามทางเดิน อยากรู้เรื่องเต็มกลืน
“ทำไมริสาต้องลาออกด้วยละพี่ศจี” บุษกรเอ่ยถาม
“ฉันจะไปรู้เหรอยะ”
“แล้วทำไมคุณภพเขาลากิจล่ะพี่ศจี” โรซี่ถาม
ชนิตาซักต่อ “แล้ว...”
ศจีปวดหัว วี้ดลั่น “โอ๊ย เห็นฉันเป็นอะไรยะ ฉันจะต้องรู้ทุกเรื่องหรือไง”
สามสาวประสานเสียง “ใช่ค่ะ”
ศจีแยกเขี้ยวใส่ “ย่ะ แต่งานนี้ ไม่รู้ ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น จบไหม ถ้าไม่จบฉันจะให้พวกเธอๆๆ ทำจดหมายลาออกแบบริสา”
สามสาวรับเอาคำจ๋อยๆ “จบค่ะ”
กานดาเดินเข้ามาได้ยินเข้าพอดี
“ใครลาออก”
ทั้งสี่คนเห็นกานดาก็พากันตกใจ กานดาเห็นซองจดหมายในมือศจีก็ตรงเข้าไปดึงมาดู
“จดหมายลาออกของริสาน่ะค่ะ”
ในสีหน้าฉงนกานดาแปลกใจแต่ดีใจมากกว่า
“มันลาออกแล้วเหรอ”
กานดามองจดหมายลาออกอย่างพอใจ

กรนันท์และจินตนารู้ข่าวว่าพริริสาลาออกจากบริษัทก็พากันดีใจ
“มันลาออกไปแล้วจริงๆ เหรอคะคุณแม่”
“ฉันคงต้องไปทำบุญกรวดน้ำให้นังเด็กนั่นอีกสักรอบ ให้มันไปแล้วไปลับ ไม่ต้องกลับมาอีก” จินตนาว่า
“เกรซว่าเผาพริกเผาเกลือขับไล่มันแทนดีกว่าค่ะคุณย่า คนอย่างนังริสา บุญทานต้านความร้ายกาจของมันไม่อยู่หรอกค่ะ”
จินตนาพยักพเยิดเห็นด้วยกับหลานสาว
“ในเมื่อมันลาออกไปแล้ว ก็ถือเป็นโอกาสดีของเราแล้วนะยัยเกรซ” กานดาว่า
“ยังไงคะคุณแม่”
“ก็เรื่องเจ้าชายคามินของเราไงล่ะ เรื่องสัญญาบริษัทอะไรก็เรียบร้อยหมดแล้ว เราต้องรีบรุกเจ้าชายก่อนที่จะกลับไทรจีส”
“แน่ใจนะยัยเกรซว่าเจ้าชายเขาสนใจเราจริงๆ ย่าละกลัวใจ นั่นเจ้าชายแห่งไทรจีสเชียวนะ ไม่ใช่คนธรรมดา”
กรนันท์มั่นหน้ามั่นใจมาก “เกรซแน่ใจยิ่งกว่าแน่อีกค่ะคุณย่า ก่อนเจ้าชายจะกลับ คุณย่ากับคุณแม่เตรียมรอฟังข่าวดีได้เลย”
กรนันท์หันไปสบตากับกานดาอย่างรู้กันว่าได้เตรียมแผนการไว้หมดแล้ว

คามินเซ็นเอกสารที่ไคซัจเอามาให้ พลางมองหน้าไคซัจเป็นเชิงตำหนิ
“ฉันให้นายไปอยู่เฝ้าพริริสาด้วย แล้วกลับมาทำไม”
“ทางนั้นมีทีมอารักขาอยู่แล้วนี่พะย่ะค่ะ”
คามินรู้ทัน “โดนริสาไล่มาสิท่า”
ไคซัจเศร้าลึกๆ
“ฉันไม่อยากให้ริสาอยู่ใกล้ชิดนายธีภพ นายก็รู้”
“แต่ถ้ากระหม่อมทู้ซี้อยู่ต่อ เจ้าหญิงคงโกรธกระหม่อมยิ่งกว่านี้ อีกอย่างกระหม่อมก็มีหน้าที่ทางนี้อยู่”
“อย่าเอางานทางนี้มาอ้างเลย นายใจอ่อนกับริสาอยู่เรื่อยมากกว่า งั้นฉันจะไปดูริสาเอง”
คามินลุกขึ้นจะไปหาพริริสาที่บ้านพัก แต่เจ้าหน้าที่เข้ามาพอดี
“ขอประทานอภัยเพคะ คุณกรนันท์มาขอพบเจ้าชายเพคะ”
“กรนันท์”
คามินแค่ได้ยินชื่อกรนันท์ก็ทำหน้าเบื่อหน่าย แต่จะไม่ยอมเจอก็ไม่ได้

กรนันท์เกาะแขนคามินฉอเลาะออดอ้อนตามแผนที่รับมาจากมารดา
“นะคะ เจ้าชาย อีกไม่กี่วันเจ้าชายก็จะกลับไทรจีสแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะได้พบกันอีก เกรซคงคิดถึงเจ้าชายจนทนไม่ไหว”
“แล้วคุณเกรซอยากไปไหนล่ะครับ”
“ดินเนอร์ริมแม่น้ำดีไหมคะ”
“ก็ได้ครับ”
กรนันท์ยิ้มดีใจ มีแผนมากมายในวันที่จะไปดินเนอร์กับคามิน

ขณะที่คามินกำลังจะเดินกลับเข้าไปในตึกสถานทูต เห็นไคซัจยืนรออยู่ในสวน
“เจ้าชายไปรับปากคุณเกรซแบบนั้น กระหม่อมกังวลเรื่องความปลอดภัย”
“แล้วจะให้ทำยังไง ถ้าฉันไม่รับปากก็คงโดนตื้อไม่เลิก”
“แต่...”
“อย่ากังวลให้มากไปเลยน่า ยังไงก็มีตำรวจไทยเข้ามาช่วยดูแลแล้ว”
“แต่เราก็ไม่ควรทำให้เรื่องยุ่งยาก หรือพาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ๆเสี่ยงเกินไปนะพะย่ะค่ะ”
“ฉันว่าฉันเริ่มเข้าใจริสาแล้ว ทำไมถึงได้ไล่นายกลับมา”
คามินเดินหนีเข้าตึกสถานทูตไป ไคซัจได้แต่ถอนใจ ทั้งคามินและพริริสานิสัยเหมือนกันไม่มีผิด

เช้าวันนี้ พริริสาง่วนอยู่ในครัวตั้งแต่ตื่นแล้ว เวลานี้กำลังเทกาแฟใส่แก้วห้าใบ มิราเดินถือจานแซนด์วิชตามมาที่โต๊ะ ไล่นับแก้ว
“หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า”
“ก็ทำเผื่อทุกคนไง”
“แล้วจะยกไปให้ด้วยตัวเองหรือเปล่า”
มิรามองอย่างรู้ทันว่าพริริสาอยากพบหน้าธีภพ แต่อีกฝ่ายดูจะเอาแต่หลบ ไม่ยอมให้เห็นหน้าง่ายๆ
“เขาเห็นหน้าฉันจะพาลกินไม่ลงเอา เธอยกไปให้เขาเถอะมิรา”
“ก็ได้”
มิราจัดกาแฟและแซนด์วิชใส่ถาดยกออกไป

อธิรุธและหมวดทัดที่ยืนคุยกันอยู่ที่สนามหญ้า มิรายกกาแฟและแซนด์วิชออกมาให้
“อาหารเช้าค่ะ”
“ผมกำลังหิวเลย คุณนี่รู้ใจผมจริงๆ เลย” อธิรุธยิ้มกระหยิ่ม
“น้อยๆ หน่อยเหอะผู้กอง ที่เอามาให้ไม่ใช่ให้คุณกินคนเดียว หมวดทานด้วยกันค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
อธิรุธและหมวดทัดพากันลงมือหยิบกิน
“แล้วคุณภพล่ะคะ”
ธีภพเดินเข้ามาสมทบพอดี
อธิรุธบุ้ยใบ้บอก “นั่นไงครับ มาพอดีเลย”
“กาแฟกับแซนด์วิชค่ะ”
“ขอบคุณครับ ความจริง มีคนจัดการเรื่องอาหารให้พวกเราอยู่แล้ว คุณมิราไม่ต้องลำบากทำเองก็ได้”
ธีภพยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม มิราเอ่ยขึ้นว่า
“ฉันไม่ได้เป็นคนทำหรอกค่ะ ฉันเป็นแค่ลูกมือของเจ้าหญิง”
ธีภพชะงักเมื่อรู้ว่าพริริสาเป็นคนทำมาให้ อธิรุธเข้าไปกระซิบธีภพ
“ฉันว่ามีอะไรก็รีบเคลียร์กันให้จบดีกว่า”
ธีภพเองก็คิดเช่นเดียวกัน ถึงเวลาที่ต้องพูดกับพริริสาให้รู้เรื่อง เขาวางแก้วลง
“ฉันไปดูด้านโน่นก่อน เหมือนกล้องแถวนั้นจะเสีย”
ธีภพเดินออกไปอีกทาง
พริริสาแอบดูจากทางหน้าต่างในบ้าน เมื่อเห็นธีภพไม่ยอมกินกาแฟและแซนด์วิชที่ตัวเองทำให้ก็หน้าเศร้า ทั้งน้อยใจ และเสียใจ

มิราดึงอธิรุธมาคุยกันอีกด้านอย่างสงสัย
“เมื่อกี้กระซิบอะไรกับคุณภพ เขาถึงได้ไม่ยอมกินของที่ริสาทำ”
“ที่ตอนผมถามคุณ คุณยังไม่ตอบ เรื่องอะไรผมจะบอก” อธิรุธเล่นลิ้นยักท่าใส่
“นี่คุณ” มิราตีแขนอธิรุธ “อย่ามากวนตอนนี้ได้ไหม”
“โอเคๆ ผมบอกให้ไอ้ภพมันไปเคลียร์กับเจ้าหญิงซะ”
“เคลียร์เรื่องอะไร” มิรางุนงง
อธิรุธมองเหล่ “ก็ถามตัวเองดูสิครับ ว่าคุณกับเจ้าหญิงทำอะไรกันไว้บ้าง”
“คุณพูดแบบนี้ หมายความว่า...”
“เจ้าภพมันรู้หมดแล้ว เรื่องเจ้าหญิงเป็นลูกสาวคุณคณิน แล้วตอนนี้พวกคุณก็กำลังไล่ซื้อหุ้นบูรพเกียรติจากผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ อยู่ ถามจริงๆ เหอะว่าพวกคุณทำแบบนี้ไปทำไม”
มิราหน้าเสียไม่คิดว่าธีภพกับอธิรุธจะสืบจนรู้เรื่องหมดแล้ว
“เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของริสา ฉันเองก็ไม่ได้เห็นด้วยหรอกนะ”
“ไม่เห็นด้วยก็ห้ามสิคุณ”
“ขนาดเจ้าชายคามินยังห้ามไม่ได้ แล้วฉันจะไปห้ามได้ยังไง”
มิราลองคิดอีกที หากให้ธีภพได้พูดกับพริริสาอะไรๆ อาจจะดีขึ้นก็ได้
“แต่คุณภพอาจจะทำได้ก็ได้”
มิรายิ้มให้อธิรุธ สีหน้ามีความหวัง

พริริสาเดินออกมาที่สวนสวยหลังบ้าน ด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายและไม่สบายใจ โดยไม่รู้ว่าธีภพเดินตามหลังมา มองพริริสาพลางทอดถอนใจ พริริสาหันมาเห็นธีภพก็ดีใจและแปลกใจ
“คุณภพ”
“เจ้าหญิงมายืนทำอะไรตรงนี้พะย่ะค่ะ”
“พูดกันเหมือนเดิมไม่ได้เหรอคะ”
พริริสาตัดพ้อ พร้อมกับขยับเดินเข้าไปหา แต่ธีภพกลับถอยหลังไม่ให้เข้าใกล้
“ไม่ได้...พะย่ะค่ะ”
“ไม่ได้ ฉันก็ไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ”
พริริสาน้อยใจ หันหลังจะเดินกลับเข้าบ้าน
ธีภพตัดสินใจเรียกไว้ “เจ้าหญิงกระหม่อมมีเรื่องอยากจะถาม”
พริริสาหันกลับมา ยื่นข้อเสนอออกไป
“ฉันจะไม่ตอบอะไรคุณทั้งนั้น ถ้าคุณไม่พูดกับฉันเหมือนที่ผ่านมา”
“แต่...”
“นะคะคุณภพ”
ธีภพจำยอมรับเอาคำ “คุณแน่ใจนะว่าจะตอบคำถามผม”
พริริสายิ้มดีใจ “คุณก็ถามมาก่อนสิ”
“สิ่งที่คุณกำลังจะทำ เป็นการทำร้ายครอบครัวบูรพเกียรติใช่ไหม
พริริสาอึ้ง นิ่งงันไป “คุณพูดเรื่องอะไร”
“มันคงไม่มีความลับอะไรอีกต่อไปแล้วเจ้าหญิงพริริสา เรื่องที่คุณมาที่นี่ เข้าไปทำงานที่บูรพเกียรติ ผมไม่รู้ว่าอดีตเกิดอะไรขึ้นกับคุณบ้าง แต่สิ่งที่กำลังจะทำคือ การทำร้าย...พ่อของคุณเอง” ธีภพจงใจเน้นคำตอนท้าย
ราวกับถูกธีภพเอาเข็มมาทิ่มเข้าที่กลางหัวใจ มันเจ็บแต่ไม่เจ็บเท่าที่สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต พริริสาแค่นยิ้ม พูดประชดเขา
“ฉันลืมไปว่าคุณเป็นว่าที่ลูกเขยของบูรพเกียรติ คงห่วงครอบครัวคู่หมั้นมากสินะ”
ธีภพประชดกลับ “คุณจะคิดแบบนั้นก็ได้”
พริริสายิ่งน้อยใจ

มิราอยู่กับอธิรุธอยู่ในบ้าน คอยชะเง้อมองออกไปทางหลังบ้าน นึกเป็นห่วงพริริสา และตัดสินใจจะออกไปดู อธิรุธรีบดึงแขนเอาไว้
“คุณจะไปไหน”
“ก็ออกไปดูว่าริสาคุยกับคุณภพเป็นยังไงบ้าง”
“คนเขาจะเคลียร์กันคุณจะไปยุ่งทำไม ไหนว่าอยากให้เจ้าภพมันช่วยพูดกับเจ้าหญิงไง”
คามินและไคซัจเดินเข้ามาในบ้านทันได้ยินคำตอนท้ายพอดี
“ช่วยพูดเรื่องอะไร”
“เจ้าชาย”
มิราและอธิรุธพากันตกใจ คามินส่งสายตาคาดคั้นมายังมิรา

ธีภพเห็นแววตาเศร้าปนเจ็บปวดของพริริสาก็อดสงสารไม่ได้
“ตอนนี้มีคนจ้องจะทำร้ายคุณกับเจ้าชายคามิน เขาประสงค์ร้ายกับไทรจีส คุณควรหยุดทุกอย่างแล้วกลับไปเพื่อความปลอดภัย”
พริริสายิ่งรู้สึกเจ็บ เหมือนกำลังถูกไล่ให้ไปไกลๆ กระนั้น
“คุณไม่ต้องห่วงความปลอดภัยของฉันหรอก ความจริงคุณไม่จำเป็นจะต้องมาอยู่ที่นี่ มาทำหน้าที่ที่คุณไม่เต็มใจด้วยซ้ำ ฉันจะบอกท่านพ่อเอง”
“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าผมไม่เต็มใจ”
“จริงสิ คุณจะต้องมา เพื่อหยุดฉัน เพื่อบูรพเกียรติ” เธอประชดด้วยความน้อยใจ
“ไม่ใช่เพื่อบูรพเกียรติ แต่เพื่อคุณต่างหาก”
สายตาของธีภพที่มองว่าดูจริงจังมาก จนพริริสาชักหวั่นไหว
ไคซัจเดินเข้ามา หยุดมองภาพบาดตานั้น ยิ่งได้เห็นสายตาของพริริสาที่มองธีภพ ยิ่งทำให้ไคซัจเศร้าเจ็บลึกในใจ พริริสาหันมาเห็น
“ไคซัจ”
“เจ้าชายให้กระหม่อมมาพาเจ้าหญิงไปพบพะย่ะค่ะ”
พริริสายังไม่อยากไปแต่ต้องจำใจเดินนำไคซัจออกไป
ธีภพได้มองตาม หวังว่าพริริสาจะเปลี่ยนใจหยุดทำร้ายบูรพเกียรติ และคณิน

พริริสานั่งอยู่กับคามิน ที่เอาแต่จดสายตามองจ้องเขม็งราวกับกำลังคาดคั้นอีกฝ่าย
“อาซิสมันหนีไปได้ ตำรวจไทยกำลังตามตัวอยู่ แต่เราก็นิ่งนอนใจไม่ได้ มันอาจจะกลับมาอีก ดังนั้นเราควรรีบกลับไทรจีส เพื่อไม่ให้อะไรๆ ยุ่งยากไปกว่านี้”
“แต่เรื่องของริสายังไม่จบ”
“เราไม่มีเวลามากนักหรอกนะริสา”
“ทุกอย่างกำลังจะเรียบร้อยค่ะ ขอเวลาอีกหน่อย...”
คามินคิดปราดเดียว ก่อนจะสวนขึ้นมาว่า “พี่ให้เวลาสามวัน จัดการทุกอย่างให้จบ แล้วกลับไทรจีสพร้อมกัน”
“สามวัน” พริริสาตกใจ
“ทำไมในเมื่อทุกอย่างก็เตรียมพร้อมหมดแล้ว หรือว่าสามวันมันน้อยไปเพราะอาลัยใครอยู่”
“ไม่ใช่นะคะ”
“ถ้าไม่ใช่ก็ให้เป็นไปตามที่พี่พูด หรือถ้าเปลี่ยนใจก็รีบบอกมา”
พริรานึกถึงคำพูดธีภพหลายครั้งหลายคำ
“มันคงไม่มีความลับอะไรอีกต่อไปแล้วเจ้าหญิงพริริสา เรื่องที่คุณมาที่นี่ เข้าไปทำงานที่บูรพเกียรติ ผมไม่รู้ว่าอดีตเกิดอะไรขึ้นกับคุณบ้าง แต่สิ่งที่กำลังจะทำคือการทำร้ายพ่อของคุณเอง”
อีกครั้งพริริสาย้อนแย้งเขาไปว่า “จริงสิ คุณจะต้องมา เพื่อหยุดฉัน เพื่อบูรพเกียรติ”
“ไม่ใช่เพื่อบูรพเกียรติ แต่เพื่อคุณต่างหาก”
พริริสาจะไม่ยอมให้คำพูดของธีภพมาหยุดความตั้งใจของตัวเอง

ตรงมุมแต่งตัวภายในห้องนอนอันหรูหราโออ่าของกรนันท์ยามนี้ เห็นมีเสื้อผ้าหลายชุดถูกเอามากองไว้กรนันท์หยิบเลือกชุดสวยจากตู้เสื้อผ้ามาทาบที่หน้ากระจก ไม่ชอบก็โยนกลับไปที่เตียง แล้วหยิบชุดใหม่ออกมา
“ชุดนี้ดีไหมคะคุณแม่ คุณย่า”
“หลานย่าใส่ชุดไหนก็สวยอยู่แล้ว นี่เลือกไปเป็นสิบแล้วนะ”
“ไม่ได้สิคะคุณย่า เย็นนี้มีนัดสำคัญกับเจ้าชาย เกรซจะต้องสวยที่สุด”
“ใช่ค่ะ ยัยเกรซจะต้องสวยจนเจ้าชายไม่อยากกลับไทรจีสเลยล่ะค่ะ”
จินตนาได้ยินคำพูดสองแง่สองง่ามของกานดาก็ไม่ชอบใจ กรนันท์ไม่ได้ใส่ใจเลือกชุดต่อ จินตนาดึงกานดาไปคุยที่มุมห้อง
“พูดแบบนี้เหมือนเราจะเอาลูกสาวไปประเคนให้เขา”
“คุณแม่ก็คิดมากไปได้ ดาหมายถึง อยากให้เจ้าชายประทับใจ จนมาขอยัยเกรซของเราต่างหากล่ะคะ”
“ถ้ามันเป็นแบบนั้นก็ควรจะจัดการเรื่องผูกมัดตัวยัยเกรซให้เรียบร้อยไปซะ ใครๆ จะมาครหาเราไม่ได้”
“ก็เหมือนที่นังริสามันเคยพูดไว้นั่นล่ะค่ะ แค่แหวนหมั้นวงเดียว มันไม่ได้มีความหมายอะไร แต่ยังไงดาก็จะจัดการเรื่องนี้ให้ เพื่อความสบายใจของคุณแม่”
แววตากานดาดูแข็งกร้าวไม่แคร์ใคร จนจินตนาเริ่มรู้สึกว่าสะใภ้คนโปรดดูน่ากลัวขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

ธีภพยืนมองขึ้นไปด้านบนอย่างไม่สบายใจว่าคามินจะคุยอะไรกับพริริสา อธิรุธเดินเข้ามา
“เคลียร์ไหม”
ธีภพส่ายหน้าแทนคำตอบ
“เจ้าชายก็ดันมาขัดเสียได้”
“ฉันพอเข้าใจนะว่าริสาอาจจะโกรธที่ตัวเองกับแม่ถูกครอบครัวบูรพเกียรติทอดทิ้ง แต่มันก็ไม่น่าจะมากพอให้เขาต้องทำขนาดนี้ มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ” อธิรุธประเมินเรื่องราว
“มันต้องมีเรื่องร้ายแรงอะไรสักอย่าง จนเขารู้สึกว่าให้อภัยไม่ได้”
มิราแอบฟังสองหนุ่มคุยกัน ออกอาการลังเล สองจิตสองใจอยากเล่าเรื่องอดีตของพริริสาให้ธีภพฟัง มิราทำท่าจะออกไปหา แต่จู่ๆ ไคซัจเดินมาจับบ่าเอาไว้
“คุณจะทำอะไร”

มิราถูกไคซัจขัดเอาไว้ จึงไม่กล้าออกไป

อ่านต่อตอนต่อไป

เพลิงนรี ตอนที่ 10 (ต่อ)

สุดท้ายไคซัจดึงมิรากลับเข้ามาในบ้านมาหยุดที่มุมหนึ่ง มิราสะบัดแขนออก

“อะไรของนายเนี่ยไคซัจ”
“คุณไม่ได้คิดจะบอกเรื่องของเจ้าหญิงกับคนอื่นหรอกใช่ไหม”
มิราอึกอัก “ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่าฉันจะทำอะไร”
“แต่ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่”
“ฉันหวังดีกับริสา ทำไมนายไม่คิดว่า การที่พวกเขาได้รู้ว่าพวกบูรพเกียรติร้ายกาจแล้วเลวร้ายแค่ไหน ที่ทำร้ายผู้หญิงกับเด็กที่ไม่มีทางสู้ คุณภพอาจจะเข้าใจริสามากขึ้นก็ได้”
“แต่ผมว่าเขาไม่จำเป็นที่จะต้องมาเข้าใจอะไรเจ้าหญิง”
“ทำไมจะไม่จำเป็นก็ในเมื่อเขาสองคน....” มิราเกือบจะพลั้งปากไป
ไคซัจเตือนสติ “หรือคุณคิดว่าเจ้าชายคามินจะยอม ถึงยังไง นายธีภพกับเจ้าหญิงไม่มีทางที่ลงเอยกันได้”
มิราสงสารพริริสาและธีภพขึ้นมาจับใจ

ทางด้านราห์มานเก็บตัวอยู่ในเซฟเฮ้าส์ที่ไทรจีส เห็นอาซิสเงียบหายไปก็เริ่มเป็นกังวล
“อาซิส ติดต่อมาบ้างหรือเปล่า”
“ไม่เลยครับท่าน”
“ข่าวสารขาดหายไปแบบนี้ หรือว่างานจะล้มเหลว”
ทหารกบฏ ลูกน้อง เดินเข้ามาพร้อมโทรศัพท์
“ท่านอาซิสติดต่อกลับมาแล้วครับ”
ราห์มานรีบเดินไปรับโทรศัพท์มา
“จัดการได้หรือยัง”
สีหน้าราห์มานเครียดลงถนัดตาเมื่อรู้ว่าอาซิสทำงานไม่สำเร็จ

จากอีกมุมของกรุงเทพฯ ประเทศไทย ทหารกบฏลูกน้องอาซิสใส่หมวกปิดหน้า ยืนดูลาดเลาให้อาซิสที่หลบมุมโทรศัพท์คุยกับราห์มาน
“ทางไทรจีสติดต่อตำรวจไทย ให้มาอารักขาเจ้าชายคามินและเจ้าหญิงพริริสาไว้ก่อน ทำให้คนของเราถูกจับไปได้คนนึง เป็นความผิดของกระหม่อมเอง”
ราห์มานเจ็บใจ
“แล้วยังไง มันเปิดปากพูดอะไรหรือเปล่า”
“กระหม่อมเอาหัวเป็นประกัน ต่อให้ต้องตาย คนของเราไม่มีทางพูดอะไรแน่ แต่ตอนนี้จะเข้าถึงตัวเจ้าชายและเจ้าหญิงเป็นเรื่องยากกว่าที่เราคิดเสียแล้ว”
“ยังไงมันก็ต้องมีโอกาส ในเมื่อพวกนั้นยังอยู่เมืองไทย ฉันจะไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ไปเด็ดขาด อย่าทำให้ฉันผิดหวังอีกอาซิส”
ราห์มานวางสายไปด้วยสีหน้าอันหงุดหงิด

วิวทิวทัศน์บรรยากาศ ริมแม่น้ำแสนสวยยามกลางคืนของกรุงเทพฯ ปรากฏต่อสายตาสองหนุ่มสาว กรนันท์นั่งเซ็งอยู่กับคามินตรงโต๊ะอาหารมุมส่วนตัวมาสักพักแล้ว ผิดหวังที่นึกว่าจะได้อยู่กันสองต่อสอง สุดท้ายปรายตามองไคซัจและองครักษ์อย่างเบื่อหน่าย และรำคาญ
“มีคนมายืนจ้องแบบนี้ตลอดเวลา เกรซคงทานอะไรไม่ลงแน่ๆ ค่ะ”
คามินมองไคซัจเป็นเชิงบอกให้ออกไปก่อน ไคซัจและองครักษ์โค้งให้แล้วเดินออกไป
กรนันท์เห็นคามินตามใจตนก็ยิ่งได้ใจ จับมือคามินมากุมไว้
“แบบนี้ค่อยเป็นส่วนตัวหน่อยนะคะ แต่ต่อไปเกรซคงต้องหัดให้ชินเข้าไว้กับการมีคนคอยติดตามอารักขาแบบนี้ จริงไหมคะ”
คามินไม่ตอบ เพิ่งสังเกตเห็นว่าที่นิ้วมือกรนันท์ไม่ได้สวมแหวนหมั้นเหมือนที่ผ่านมา
“คุณไม่ได้สวมแหวน”
“แหวนอะไรคะ”
“ก็แหวนหมั้น”
“ถอดทิ้งไปแล้วล่ะค่ะ หมั้นก็เหมือนไม่ได้หมั้น เจ้าชายไม่ต้องห่วงนะคะเกรซกับคุณแม่คุยกันแล้วว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้จบๆไป เพราะตอนนี้หัวใจของเกรซมีให้กับคนสำคัญแค่คนเดียว ก็คือเจ้าชาย”
กรนันท์จับมือคามินมาแนบแก้มตน ส่งสายตาหวานฉ่ำออดอ้อน คามินยิ้มในสีหน้า มองผู้หญิงจิตใจโลเลตรงหน้าอย่างสมเพชใจ

ฝ่ายหมวดทัดเดินตรวจตราที่สนามบ้านพักตามปกติ อธิรุธเดินเข้ามาหาพร้อมส่งใบหมายกำหนดการให้
“หมวดนี่เป็นหมายกำหนดการของเจ้าหญิงพรุ่งนี้ ยังไงก็เตรียมตัวไว้ด้วย”
“ครับผู้กอง”
“แล้วเจ้าภพล่ะ”
“เห็นว่าจะไปดูความเรียบร้อยที่ด้านหลังน่ะครับ”
อธิรุธพยักหน้ารับรู้

ธีภพถือไฟฉายส่องดูความเรียบร้อยอยู่ที่บริเวณทางเดิยริมรั้วด้านหลังบ้านพัก จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าคนและเงาคล้ายคนเดินตามหลังธีภพมาห่างๆ ท่ามกลางแสงสลัว
ธีภพชะงัก ค่อยๆ ชักปืนออกมากระชับในมือเตรียมพร้อม
“นั่นใคร”
ธีภพกวาดปืนไปรอบๆ คิดว่าเป็นคนร้าย ไม่นานต่อมาพริริสาก็เดินพาตัวเองออกมาจากมุมมืด
“ฉันเอง”
ธีภพรีบลดปืนลง
“ทำไมมาเงียบๆ คุณไม่ควรออกมามืดๆ แบบนี้”
“ถ้าไม่ออกมาฉันจะได้เจอคุณเหรอ เมื่อกลางวันเรายังคุยกันไม่จบ”
“มีอะไรค่อยคุยพรุ่งนี้จะดีกว่า ถ้าทางเจ้าชายคามินรู้ว่าผมให้คุณออกมานอกบ้านเวลากลางคืนแบบนี้ คงโดนหาว่าทำงานหละหลวม กลับเข้าบ้านเถอะ”
ธีภพจะพาพริริสากลับไป แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเดินเดิน เธอตัดสินใจบอกออกมาว่า
“อีกสามวันฉันจะกลับไทรจีส”
ธีภพใจหายวาบ

สองคนเดินมาตรงมุมม้านั่งยาว พริริสานั่งลง ธีภพยืนห่างมาอีกนิด
“ฉันกลับไปแล้วคุณคงสบายใจขึ้น”
“ที่ไทรจีสจะมีคนปกป้องคุ้มครองคุณได้ดีกว่าที่นี่”
“ท่าทางคุณอยากจะให้ฉันกลับไปจริงๆ”
“ทุกอย่างก็เพื่อตัวคุณไม่ใช่ใคร”
“แต่ก่อนที่ฉันจะกลับ ฉันจะต้องทำสิ่งที่ฉันตั้งใจให้สำเร็จก่อน”
“คุณซื้อหุ้นบูรพเกียรติไปแล้ว คุณยังต้องการอะไรอีก”
พริริสานิ่งขึงไม่ตอบ ธีภพตัดสินใจมานั่งข้างๆ พริริสา
“บอกผมได้ไหมว่า คุณกำลังจะทำอะไรแล้วทำไมคุณต้องทำแบบนี้”
“ดูเหมือนเรื่องที่ฉันจะไปจากที่นี่คงไม่สำคัญเท่าเรื่องนี้สินะคะ”
“ผมรู้ว่าคุณไม่อยากได้ยินความจริง แต่ผมคงต้องพูดว่าอาคณินเป็นพ่อของคุณ”
“พ่อที่ไม่ต้องการลูก”
“เท่าที่ผมได้คุยกับอาคณินเขาไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด เขาพยายาม...”
พริริสาปฏิเสธที่จะรับฟัง “พอเถอะค่ะฉันไม่อยากฟัง ไม่ว่าเขาจะสร้างภาพกับคุณกับคนอื่นยังไง มันก็เปลี่ยนความจริงที่ฉันกับแม่เจอมาไม่ได้หรอก”
ธีภพรวบรวมความกล้า ตัดสินใจจับบ่าพริริสาให้หันมาเผชิญหน้ากับตน
“บอกผมสิว่าคุณเจออะไรมา ถ้ามันสมเหตุสมผลที่คุณจะกลับมาเรียกร้องความยุติธรรม ผมก็จะไม่ห้ามคุณเลย แต่คุณก็ต้องให้ความยุติธรรมกับอาคณินด้วยเหมือนกัน”
“ถ้าฉันบอกคุณ คุณสัญญาได้ไหมว่าจะไม่บอก...” พริริสาไม่อยากเอ่ยชื่อคณิน “เขา เรื่องของฉัน ให้ฉันได้เป็นคนบอกกับเขาเองเมื่อถึงเวลา”
ธีภพมองพริริสาอย่างลังเลใจก่อนตัดสินใจ
“ผมสัญญา”
พริริสายิ้มเศร้าๆ เพราะในใจไม่ได้คิดจะบอกธีภพอย่างที่พูดจริงๆ

ฟากกรนันท์ชนแก้วไวน์กับคามิน สีหน้าฟินสุขเหลือล้นที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับคามินสองต่อสอง คามินมองนาฬิกาเห็นว่าดึกพอสมควรแล้ว
“นี่ก็ดึกแล้ว พรุ่งนี้มีงานสำคัญที่ผมต้องจัดการอีก ยังไงเรากลับกันดีกว่า ผมจะให้คนไปส่งคุณ”
กรนันท์เสียดายทำกิริยากระเง้ากระงอดพอน่ารัก
“งานสำคัญมากเหรอคะ”
คามินยิ้ม “ครับ มันสำคัญขนาดที่คุณคาดไม่ถึงเลยล่ะ”
“เจ้าชายพูดซะเกรซอยากจะรู้เลยว่าเป็นงานอะไรถึงได้สำคัญกว่าเกรซอีก เกรซกลับก็ได้ค่ะ”
กรนันท์แกล้งยอมกลับดีๆ ไม่เซ้าซี้ แต่พอลุกขึ้นก็ทำทีเป็นซวนเซยืนไม่ไหว จนคามินต้องเข้ามาประคอง
“เป็นอะไรหรือเปล่าคุณ”
“เกรซปวดหัวจังเลยค่ะ สงสัยจะดื่มมากไปหน่อย”
กรนันท์สบช่องได้โอกาสรีบซบคามิน ในขณะที่คามินมองอย่างรู้ทันมารยากรนันท์

ไม่นานต่อมา คามินประคองกรนันท์เข้ามาพักในห้องของโรงแรม
“เกรซต้องขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้เจ้าชายต้องเสียเวลา ต้องพาเกรซมาพักแบบนี้”
“ก็คุณปวดหัวมาก จะกลับตอนนี้คงไม่ไหว ยังไงพักที่นี่ก่อนแล้วค่อยกลับก็ได้”
“เกรซไม่น่ามาปวดหัวเอาเวลาแบบนี้เลย”
กรนันท์เอนซบบ่าออเซาะ มือเริ่มจับที่คอเสื้อเจ้าชาย แต่คามินจับมือกรนันท์ยั้งไว้อย่างรู้ทัน
“เดี๋ยวผมไปหายามาให้คุณก่อนดีกว่า คุณรอก่อนนะ”
“รีบไปรีบมานะคะเจ้าชาย”
คามินเดินออกไปจากห้อง กรนันท์เซ็งที่คามินผละไปก่อน แต่คิดอีกทียังมีเวลาที่จะยั่วยวนคามิน กรนันท์มองไปรอบๆ ห้อง เห็นเชิงเทียน และเครื่องหอมที่วางอยู่มุมห้อง ก็ยิ้มเจ้าเล่ห์หวังสร้างบรรยากาศ
กรนันท์จุดเครื่องหอม และเทียน ปิดไฟในห้องแล้วถอดเสื้อคลุมออก เดินไปเอนตัวลงนั่งที่โซฟาในท่าที่คิดว่าเซ็กซี่สุดชีวิต รอเวลาให้คามินกลับเข้ามาในห้อง

อีกฟาก กานดานั่งยิ้มกระหยิ่มมองแหวนหมั้นของกรนันท์ในมือ ที่บัดนี้มันไร้ค่าและไม่มีความหมายอีกต่อไป กำลังจะเก็บเข้ากล่องเพื่อนำไปคืนให้วิวรรณในตอนเช้า คณินเดินเข้ามาในห้องนอน ถามขึ้นอย่างไม่ชอบใจ
“ยัยเกรซไปไหน ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับมาอีก”
“ปกติ ยัยเกรซไปไหนมาไหน คุณไม่เห็นจะสนใจ คืนนี้คิดจะมาสนใจเวลากลับของลูกทำไม”
“แล้วคุณล่ะ ปกติคุณต้องคอยโทร.ตาม โทร.ถามว่ายัยเกรซจะกลับเมื่อไหร่ แต่คืนนี้กลับไม่สนใจ”
“เพราะฉันรู้ว่าลูกอยู่กับเจ้าชายคามิน ฉันถึงไม่จำเป็นต้องห่วง จะกลับเช้าเลยฉันก็ไม่ว่า”
คณินโกรธจัด “กานดา ยัยเกรซเป็นผู้หญิง คุณสนับสนุนลูกให้ทำเรื่องไร้ยางอายแบบนี้ได้ยังไง เกียรติยศ ศักดิ์ศรีของยัยเกรซใครจะรับผิดชอบ นึกจะหมั้นกับคนนี้ก็หมั้น นึกจะแต่งกับคนนั้นก็แต่ง”
“ก็ได้ พรุ่งนี้ฉันจะเอาแหวนหมั้นนี่ไปคืน จะได้ไม่ต้องมีใครยกเอาคำว่าคู่หมั้นมาค้ำคอขัดขวางความสุขของยัยเกรซอีก”
กานดาเดินหนี คณินได้แต่มองตามอย่างโมโหแต่ทำอะไรไม่ได้

ฟากกรนันท์สยายผมท่วงท่าสุดเซ็กซี่ รอคามินกลับเข้ามาท่ามกลางแสงเทียนสลัวแสนโรแมนซ์ในห้อง เสียงประตูห้องเปิดเข้ามา พร้อมเสียงฝีเท้าคนเดิน กรนันท์ยิ้มกริ่มคิดว่าเป็นคามิน รีบตรงเข้าไปกอดพูดออดอ้อนยั่วยวน
“ทำไมไปนานนักล่ะคะเจ้าชาย ไหนว่าจะไปเอายามาให้เกรซไงคะ เกรซรอจนหายปวดหัวแล้วนะคะ”
กรนันท์เห็นเงียบไปก็เอะใจ เงยหน้าขึ้นมองพบว่าคนที่หล่อนกอดอยู่เป็นไคซัจ ก็รีบผละออกมองไคซัจอย่างไม่พอใจ
“นาย เข้ามาได้ยังไง”
“เจ้าชายให้ผมเอายามาให้คุณ”
ไคซัจส่งยาแก้ปวดให้ กรนันท์ปัดมือเขาออก
“เจ้าชายไปไหน ทำไมถึงต้องให้พวกคนรับใช้มาแทน”
กรนันท์เดินไปเปิดไฟ หยิบเสื้อคลุมมาสวมมองไคซัจอย่างรังเกียจ
ไคซัจเคืองไม่น้อย เห็นกรนันท์ไม่ยอมรับยาไปจึงวางไว้ที่โต๊ะแถวนั้น
“เจ้าชายรอผมอยู่ที่รถ ถ้าคุณหายปวดหัวแล้วอยากกลับ รถของโรงแรมพร้อมไปส่งแต่ถ้าคุณจะนอนพักที่นี่สักคืนพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับก็ได้นะครับ เจ้าชายสั่งคนที่นี่ไว้ให้แล้ว ขอตัวนะครับเพราะคุณคงไม่ชอบให้มีคนมาคอยยืนจ้อง”
ไคซัจจะเดินออกไป กรนันท์ไม่ยอม ก้าวไปขวางหน้าหน้า
“ทำไมเจ้าชายถึงทิ้งฉัน เพราะนายใช่ไหมที่สาระแนคอยขวาง”
“ผมคงไปทำอะไรแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ”
“ในเมื่อเจ้าชายมีใจให้ฉัน ยอมมากับฉันคืนนี้แล้วทำไมถึงทิ้งกันง่ายๆ มันต้องมีพวกยุยง พูดอะไรกับเจ้าชายแน่ๆ”
“ผมคงเอายามาให้คุณผิด ผมควรเอายาสลายมโนมาให้คุณมากกว่า ไม่มีใครเขาทำอะไรแบบที่คุณว่าหรอก”
กรนันท์กรี๊ดใส่ “แอร๊ย ไอ้บ้า คนรับใช้เจ้าชายอย่างนายพูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง ฉันจะฟ้องเจ้าชายให้ไล่นายออก ไม่สิเนรเทศนายออกจากประเทศไทรจีสไปเลย”
ไคซัจมองกรนันท์อย่างสังเวชใจที่ไม่รู้อะไรเลย
“คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร”
กรนันท์วางท่าเย่อหยิ่ง “ฉันก็คือคนรักของเจ้าชายคามินไง ไม่อย่างงั้นเจ้าชายจะตามใจฉัน ดูแลฉันดีขนาดนี้หรือไง”
“ผมจะบอกคุณให้เอาบุญที่เจ้าชายยอมออกมากับคุณคืนนี้ มันก็เป็นแค่...”
ไคซัจยักท่าจนกรนันท์โมโหโพล่งถาม “แค่อะไร”
“การเลี้ยงปลอบใจคุณล่วงหน้าก็เท่านั้นเอง”
“เลี้ยงปลอบใจฉัน เรื่องอะไร...”

ไคซัจเดินออกไปเลยปิดประตูลง ทิ้งให้กรนันท์ยืนค้างเติ่ง งุนงงอยู่อย่างนั้น

อ่านต่อหน้า 3

เพลิงนรี ตอนที่ 10 (ต่อ)

รุ่งเช้า พริริสายืนหน้ากระจกในห้องดูความเรียบร้อย วันนี้เจ้าหล่อนแต่งตัวงามสง่าโก้และดูภูมิฐานสมมาดผู้บริหาร เพื่องานสำคัญปิดบัญชีแค้นบูรพเกียรติ มิรายื่นแฟ้มเอกสารให้

“เอกสารทุกอย่างอยู่ในนี้แล้ว”
“ขอบใจ”
“จะให้ฉันไปช่วยด้วยหรือเปล่า”
“ฉันไปเองได้ ขอบใจนะมิรา เธอรอฟังข่าวอยู่ที่นี่เถอะ”
พริริสามองตัวเองในกระจกอีกรอบ วันนี้จะเป็นวันที่ชื่อบูรพเกียรติจะหายไปจากสารระบบของแวดวงจิวเอลรีของประเทศไทย และไม่เหลืออะไรเลย

อธิรุธ หมวดทัดเตรียมรถรอพริริสาที่จะออกไปข้างนอก ธีภพยืนคิดถึงเรื่องที่คุยกับพริริสาเมื่อคืน
เขานั่งคุยอยู่กับพริริสาที่ม้านั่งหลังบ้าน
“แต่คุณก็ต้องสัญญากับผมด้วยว่าคุณจะไม่ตัดสินใจทำอะไรจนกว่าเราจะได้คุยกันจนเข้าใจ”
พริริสาท่าทางลังเลก่อนจะตอบตกลง
“ค่ะฉันสัญญา พรุ่งนี้ฉันจะบอกคุณทุกเรื่องหลังจากไปเจอพี่คามินแล้ว พอคุณรู้ความจริงแล้ว คุณอยากจะขัดขวางฉันเพื่อช่วยพวกบูรพเกียรติก็ตามใจคุณ”

อธิรุธเดินมาตบบ่าธีภพที่เอาแต่ยืนเหม่อ
“เฮ้ย! ยืนคิดอะไรอยู่วะ”
“เปล่าไม่มีอะไร”
“เมื่อคืนฉันเห็นนายคุยกับเจ้าหญิง”
ธีภพไม่ตอบ พริริสาก็เดินออกมาพอดี หมวดทัดเปิดประตูรถให้
พริริสาสบตากับธีภพแว่บหนึ่งก่อนขึ้นรถ หมวดทัดขึ้นไปทำหน้าที่เป็นคนขับรถ
“ตกลงว่าไงวะเพื่อน นายยังไม่บอกฉันเลย”
“ทำงานเหอะน่า”
ธีภพดันอธิรุธให้ไปขึ้นรถอีกคันเพื่อขับตามไป อธิรุธได้แต่เซ็งที่ธีภพไม่ยอมเล่า

พริริสาเดินเข้ามาในล็อบบี้โรงแรม มีธีภพและอธิรุธเดินประกบคอยอารักขา คนในโรงแรมพากันมองความงามสง่าโก้เก๋ ไคซัจเดินเข้ามารับ
“เจ้าชายรออยู่ที่ด้านโน้นพ่ะย่ะค่ะ”
พริริสาพยักหน้ารับรู้ เดินไป ธีภพและอธิรุธจะเดินตาม ไคซัจกางมือกั้นไว้
“พวกคุณรออยู่ที่นี่ ถ้าเจ้าหญิงจะเดินทางต่อ ผมจะมาบอกเอง”
อธิรุธยักไหล่ผายมือให้ไคซัจว่าตามสบาย ปล่อยให้ไคซัจเดินตามพริริสาไป
“ทำไมเจ้าชายคามินต้องนัดเจ้าหญิงมาที่นี่ด้วย”
ธีภพเองก็สงสัยเหมือนกัน

พริริสาเดินมาหาคามินที่นั่งดื่มกาแฟรออยู่อีกมุมในโรงแรม คามินรับรู้การมาถึง เงยหน้ามองตำหนิ
“ทำไมต้องทำอะไรให้ยุ่งยากด้วย”
“ริสาไม่ต้องการให้ใครมาขวางงานวันนี้”
พร้อมกับว่า พริริสาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา

ธีภพและอธิรุธนั่งรอพริริสาอยู่ที่ล็อบบี้ เสียงโทรศัพท์มือถือธีภพดังขึ้น
“รอฉันที่สวนของโรงแรมนะคะ แล้วฉันจะตามไป”
ธีภพวางสาย หันไปหาอธิรุธ ขยับลุกขึ้น
“เดี๋ยวฉันมา มีอะไรโทรมาได้เลย”
“จะไปไหนวะ”
อธิรุธมองตามเกลออย่างสงสัยว่ามันจะไปไหนของมัน

พริริสาเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋า ไคซัจเดินเข้ามา
“ทุกอย่างพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ไปกันได้แล้ว”
พริริสาเดินตามคามินออกไป

กานดาทำตามที่พูดกับสามี นำเอาแหวนหมั้นมาคืนวิวรรณอย่างเมินเฉย ไม่รู้สึกผิดแม้นสักน้อย
“คุณทำแบบนี้ได้ยังไงคุณกานดา” วิวรรณโกรธแต่พยายามคุมอารมณ์
“ดิฉันทำอะไรคะ” กานดาลอยหน้าถาม
“คุณเป็นคนวางแผนให้ฉันบังคับตาภพหมั้นกับหนูเกรซ แต่มาตอนนี้คุณมาคืนแหวนหน้าตาเฉย”
“ฉันมาคิดๆ ดูแล้ว ลูกชายคุณวิก็ไม่เคยรักใคร่ใยดีอะไรลูกสาวฉันเลย แถมยังหนีหายไปสำเริงสำราญกับเลขา”
วิวรรณสุดทน “หยุดนะคุณกานดา คุณอย่ามายกเรื่องไม่เป็นความจริงมาเป็นข้ออ้างให้ลูกสาวตัวเองดูดีหน่อยเลย คุณก็รู้อยู่แก่ใจว่าต้องการถอนหมั้นเพราะอะไร คิดจะโยนบาปให้คนอื่นรับแทน ระวังมันย้อนกลับมาหาคุณเป็นสองเท่า”
กานดาหัวเราะเยาะ “ก่อนที่ฉันจะรับบาป ฉันว่าคุณรับแหวนกลับคืนไปก่อนแล้วกันค่ะคุณวิ แต่กว่าบาปที่คุณว่าจะมาถึงลูกสาวฉันคงได้แต่งงานกับเจ้าชายคามินไปแล้วล่ะค่ะ”
กานดาลุกเดินฉับๆ ออกไป ปล่อยให้วิวรรณที่ทั้งโกรธทั้งผิดหวังอยู่ลำพัง

กลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่และบอร์ดกรรมการบริหารแบกหน้าเครียด เดินเรียงแถวกันเข้ามาในโถงตึกบูรพกียรติ ตรงไปขึ้นลิฟต์ผู้บริหาร โรซี่ บุษกรและพนักงานคนอื่นๆ พากันงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น
“นั่นพวกกรรมการกับผู้ถือหุ้นนี่เขามาทำอะไรกัน” โรซี่เพ่งมอง
“หรือวันนี้มีประชุมสำคัญ” บุษกรเดา
“แล้วทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
“แหม พูดจาอย่างกับเป็นระดับผู้บริหาร”
“อะ แน่นอน ฉันน่ะผู้บริหารแผนกเผือกเรื่องชาวบ้านอยู่แล้ว ตามค่ะ”
โรซี่เดินบิดตูดนำไป บุษกรรีบตามไปดู

เห็นกานดาเดินเข้ามาในห้องทำงาน คณินมองผู้เป็นเมียอย่างแปลกใจ
“คุณมาทำไม”
“ฉันจะมาบอกว่าฉันเอาแหวนหมั้นคืนบ้านนั้นแล้ว หรือจะให้ฉันประกาศลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งให้คนทั้งเมืองเขารู้ด้วย คุณจะได้สบายใจหมดกังวลกับเรื่องนี้สักที”
“ทางโน้นเขาคงโกรธเรามาก” คณินรู้สึกแย่เอามากๆ
“ก็ช่างเขาประไร ต่อไปยัยเกรซแต่งงานกับเจ้าชายคามินขี้คร้านจะกลับมาพินอบพิเทาเรายิ่งกว่าเดิม”
คณินได้แต่ส่ายหน้าระอาใจกับความคิดของกานดา ระหว่างนี้มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา”
ศจีเปิดประตู ก้าวยาวๆ เดินหน้าตื่นเข้ามาหาคณิน
“ท่านประธานคะ”
“มีอะไรคุณศจี”
“มีประชุมด่วนคะ”
“ประชุมอะไรกัน ใครเรียกประชุม”
“ผู้ถือหุ้นกับกรรมการค่ะ”
“แล้วทำไมผมไม่รู้เรื่องนี้”
“ศจีก็เพิ่งทราบเมื่อกี้เหมือนกันค่ะ”
คณินงุนงงสังสัยว่าเกิดอะไรขึ้น กานดาเองก็แปลกใจไม่น้อย

ฝ่ายกรนันท์เพิ่งตื่นมานั่งดื่มกาแฟพลางครุ่นคิดเรื่องเมื่อคืน
“ผมจะบอกคุณให้เอาบุญที่เจ้าชายยอมออกมากับคุณคืนนี้ มันก็เป็นแค่...”
“แค่อะไร”
“การเลี้ยงปลอบใจคุณล่วงหน้าก็เท่านั้นเอง”
คิดหัวแทบแตกก็ยังไม่เข้าใจคำพูดไคซัจอยู่ดี กรนันท์กระแทกแก้วกาแฟลงกับโต๊ะ จินตนาเดินเข้ามาเห็น
“หงุดหงิดอะไรอีกหลานย่า”
“แล้วคุณแม่ละคะคุณย่า เกรซตื่นมาก็ไม่เห็นคุณแม่เลย”
“ออกไปจัดการเรื่องของเรานั่นล่ะ ว่าไงหงุดหงิดเรื่องอะไรไหนบอกย่าสิ ไหนว่าเมื่อคืนไปดินเนอร์กับเจ้าชายคามิน ย่าว่าจะอยู่รอแต่ก็รอไม่ไหว เลยขึ้นไปนอนซะก่อน”
“จะว่าดีก็ดีค่ะ จะว่าแย่ก็แย่”
“มันยังไงกัน ตกลงหนูกับเจ้าชายคามิน...”
เอาเข้าจริงๆ จินตนานึกกระดากปากที่จะพูด หากหลานสาวกับคามินจะมีสัมพันธ์กันลึกซึ้ง
กรนันท์กลอกตาทำหน้าเซ็ง เพราะมันดันไม่เป็นอย่างที่คิด จึงไม่อยากพูดถึง
“อย่าไปพูดถึงมันเลยค่ะคุณย่า นี่เกรซยังเคืองอีตาคนรับใช้เจ้าชายไม่หาย มันหาว่าเจ้าชายยอมออกไปกับเกรซเมื่อคืน ก็เป็นแค่เลี้ยงปลอบใจล่วงหน้า”
“เลี้ยงปลอบใจอะไรกัน”
“ก็นั่นสิ คนอย่างเกรซจะมาต้องมาปลอบใจอะไรกัน”
กรนันท์ยังขัดเคืองใจไม่หาย ในขณะที่จินตนาเริ่มใจคอไม่ดีกับคำพูดดังกล่าวนั้น

คณินเดินเข้ามาในห้องประชุมพร้อมกานดา ในนั้นมี ประสาน วิทิต สุภาพ และกรรมการระดับสูงนั่งรออยู่พร้อมหน้าแล้ว
คณินกระซิบถามกานดาที่ตามเข้ามาด้วยความอยากรู้
“คุณจะเข้ามาทำไม”
“ฉันเป็นภรรยาประธานบริษัท มีเรื่องสำคัญทำไมฉันจะอยู่ฟังด้วยไม่ได้”
กานดาไม่สนใจเดินไปหาเก้าอี้นั่งที่ท้ายโต๊ะ
คณินเดินมานั่งที่เก้าอี้หัวโต๊ะ มองหน้ากลุ่มผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทนั่งรออยู่ บรรยากาศอึมครึมตึงเครียด เพราะสายตาทุกคนบ่งบอกว่ามาที่นี่เพื่อรุมกินโต๊ะคณินเพียงคนเดียว
“ตกลงจะมีใครบอกผมได้บ้างว่า ที่มีการนัดประชุมกะทันหันโดยที่ผมไม่รู้เรื่อง”
วิทิตมองหน้าประสานให้เป็นคนพูด
“พวกเรามาวันนี้ก็เพื่อจะบอกคุณว่า ตอนนี้บูรพเกียรติไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”
คณินงง “ไม่เหมือนเดิม หมายถึงอะไร”
“ที่ผ่านมาเราไว้ใจให้พวกบูรพเกียรติบริหารงานโดยไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวอะไรเลย” สุภาพว่า
วิทิตเสริมว่า “แต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็นอย่างที่พวกเราคิด”
คณินงงใหญ่ “ปัญหาที่มันเกิดขึ้นผมก็แก้ไขไปหมดแล้วนี่”
สุภาพกลับแย้งว่า “แต่อนาคตใครจะบอกได้ว่าปัญหาแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก”
“พวกเราไม่มีใครอยากอยู่บนเรือที่มีแต่รอยรั่วหรอกนะคุณคณิน” ประสานบอกน้ำเสียงมีวี่แววเยาะหยัน
คณินชักโกรธ “พูดแบบนี้พวกคุณต้องการอะไร อย่าลืมนะว่ายังไงบูรพเกียรติก็เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทนี้มาแล้วก็ยังเป็นหุ้นใหญ่อยู่”
ประสานหัวเราะในลำคอ
“บูรพเกียรติไม่ใช่ของคุณคนเดียวอีกต่อไปแล้วคุณคณิน ที่สำคัญคุณไม่ใช่หุ้นใหญ่ของบริษัทแล้วด้วย”
คณินและกานดาต่างตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ศจีนั่งฟังกดมือถือบันทึกเสียงการประชุมพลอยตกใจไปด้วย กานดาไม่สามารถอดทนฟังอย่างเดียวได้อีก
“ถ้าบูรพเกียรติไม่ใช่หุ้นใหญ่แล้วใคร อย่าบอกนะว่าพวกคุณรวมตัวกัน แต่ยังไงก็ไม่มีทางมากไปกว่าหุ้นที่เรามีได้หรอก”
ทุกคนมองคณินและกานดาอย่างสมเพชที่ไม่รู้ตัวเลย

ฟากธีภพดูนาฬิกามายืนรออยู่ในสวนสวยของโรงแรมพักใหญ่แล้ว แต่ยังไม่เห็นวี่แววว่าพริริสาจะมา นึกถึงตอนที่ได้คุยกับพริริสาเมื่อคืนนี้
เขาถามพริริสาไปว่า “บอกผมได้ไหมว่าคุณกำลังจะทำอะไรแล้วทำไมคุณต้องทำแบบนี้”
“ถ้าฉันบอกคุณ คุณสัญญาได้ไหมว่าจะไม่บอกคุณคณินเรื่องของฉัน ให้ฉันได้เป็นคนบอกกับเขาเองเมื่อถึงเวลา”
ธีภพมองพริริสาอย่างชั่งใจ
“ผมสัญญา”
“แต่คุณก็ต้องสัญญากับผมด้วยว่าคุณจะไม่ตัดสินใจทำอะไรจนกว่าเราจะได้คุยกันจนเข้าใจ”
พริริสาท่าทางลังเลก่อนจะตอบตกลง
“ค่ะฉันสัญญา”
ธีภพยืนรอต่อ ยังเชื่อว่าพริริสาจะมาพบเขาตามที่นัดกันไว้

ที่บูรพเกียรติ คามินเดินเข้ามาในห้องประชุม
“แต่ตอนนี้มีคนที่ถือหุ้นใหญ่บริษัทนี้แทนที่คุณไปแล้วล่ะคุณคณิน”
คณินเห็นไม่พอใจ ลุกพรวดขึ้น
“เจ้าชายคามิน”
“ไม่ใช่ผมหรอกคุณคณิน”
กานดางงใหญ่ “นี่มันอะไรกันคะ”
“ผมว่าทุกคนในที่นี้ต่างก็รู้ดีว่าปัญหาใหญ่จริงๆของบูรพเกียรติ มันมาจากการย่ำอยู่กับที่นานเกินไป จนไม่ต่างอะไรกับการเดินถอยหลัง เพราะความมั่นใจผิดๆ ของประธานบริษัทที่อ่อนแอ”
กรรมการทุกคนพากันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
คณินโกรธเหมือนถูกหยาม “เจ้าชายคามิน”
“คุณควรยอมรับกระจกสะท้อนจากสายตาคนนอกบ้าง”
“ในเมื่อเจ้าชายวางตัวเองเป็นคนนอกแล้วจะวิพากษ์การทำงานของผมไปเพื่ออะไร”
“ก็เพื่อให้คุณยอมรับความจริงไงล่ะ และยอมรับผู้ถือหุ้นใหญ่คนใหม่ด้วย เพราะผมโอนหุ้นให้เขาไปหมดแล้ว”
คณินและกานดาพากันตกใจ
“ใครกันคะ”
“ตอนนี้คนที่ถือหุ้นใหญ่ของบูรพเกียรติเอาไว้ก็คือ...”

สิ้นคำนั้นประตูห้องก็เปิดให้พริริสาเดินเข้ามาในห้องประชุม ท่วงท่าสง่างาม ทว่าดวงตากล้าแข็งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา มีไคซัจถือแฟ้มเอกสารเดินตามหลังมา
คณิน กานดาและศจีเห็นเป็นพริริสาก็พากันประหลาดใจ
ศจีอุทาน “ริสา”
กานดาคำรามคาดไม่ถึง “นังริสา”
“นี่มันอะไรกัน” คณินงง
ไคซัจยื่นแฟ้มเอกสารให้คณิน
“นี่เป็นเอกสารการโอนหุ้นทั้งหมดของเจ้าชายคามินให้กับคุณริสา รวมทั้งการซื้อขายหุ้นจากผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ บางส่วนมาเป็นของคุณริสาทั้งหมด”
คณินรับแฟ้มมาเปิดดูอย่างไม่อยากเชื่อ กานดารีบลุกขึ้นมายืนข้างๆ สามี ก่อนจะหันขวับไปทางพวกประสาน
“นี่พวกคุณแอบขายหุ้นให้คนอื่นงั้นเหรอ พวกทรยศ”
“พูดอะไรแบบนั้นคุณกานดา มันเป็นเรื่องของธุรกิจและผลประโยชน์ที่เข้าใจไม่ยากอยู่แล้ว”
“สถานการณ์ง่อนแง่นของบูรพเกียรติแบบนี้ ใครให้ข้อเสนอดีผมก็รับทั้งนั้นล่ะ จริงไหม”
ผู้ถือหุ้นและกรรมการคนอื่นพากันพยักหน้าเห็นด้วยกับประสาน
กานดาหันมาจ้องหน้าพริริสาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ พริริสายิ้มเยือกเย็นไม่สนใจสายตาคู่นั้น
“ในเมื่อทุกคนเข้าใจทุกอย่างตรงกันหมดแล้ว ดิฉันว่าเรามาคุยในเชิงรายละเอียดกันต่อเลยดีกว่าไหมคะ”
พริริสาเดินไปนั่งที่เก้าอี้หัวโต๊ะแทนคณินหน้าตาเฉย
“แก...”
กานดาแทบกระอักเลือด อยากเข้าไปกระชากพริริสาออกจากเก้าอี้ แต่สายตาไคซัจและคามินที่จ้องมองมาแสดงออกว่าไม่ยอมให้เธอได้เข้าถึงตัวพริริสาแน่ๆ กานดาจึงต้องชะงักเอาไว้ก่อน
คณินพยายามตั้งสติ ดึงกานดาพยักหน้าบอกให้ลงนั่งเพื่อรอฟังว่าพริริสาจะเอายังไง
คามินเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ พริริสา

ธีภพยังคงยืนรอพริริสาอยู่ที่เดิมและเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโดนหลอก มิราเดินเข้ามาหาธีภพอย่างรู้สึกเห็นใจ
“คุณภพคะ”
ธีภพหันไปมองมิราอย่างผิดหวัง พอจะเดาสถานการณ์ออก
“คุณมิรา”
มิรารู้สึกผิดแทนเพื่อน “ฉันจะมาบอกคุณว่า...”
“ผมถูกหลอกให้มารอเก้อสินะ เจ้าหญิงหลอกให้ผมมารอที่นี่ทำไม”
“พริริสาอยากจะมั่นใจว่าคุณจะไม่ไปขวางในที่ประชุมวันนี้”
ธีภพรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรง เหมือนตัวเองเป็นคนโง่ที่ยอมให้พริริสาหลอก เพียงเพราะหวังว่าอีกฝ่ายจะยอมเปิดใจพูดความจริงกับตน แต่สุดท้ายพริริสากลับเลือกที่จะแก้แค้นต่อไป

ธีภพเดินออกไปโดยไม่พูดอะไร มิราได้แต่มองตามไป พลอยรู้สึกแย่ไปด้วย

อ่านต่อหน้า 4

เพลิงนรี ตอนที่ 10 (ต่อ)

อธิรุธนั่งรอธีภพที่ล็อบบี้อยู่นานแล้วจนชักเริ่มสงสัย

“ไอ้ภพหายไปไหนของมัน เจ้าหญิงก็เงียบหายไปเลย ยังไงกันเนี่ย”
มิราเดินทำหน้าแบกโลกเข้ามาในล็อบบี้พอดี อธิรุธเห็นมิราก็แปลกใจรีบเข้าไปหา
“นี่คุณมาได้ไง”
“ก็เดินมาไม่เห็นหรือไง”
“คุณนี่นะหาว่าผมกวนประสาทอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ได้พฤติกรรมดูตัวเองบ้างเลย” อธิรุธเสียงสูงตอนท้าย
“เดี๋ยวเหอะผู้กอง”
“ก็ผมถามดีๆ คุณตอบกวนผมเองนี่นา แล้วคุณมาทำไม ไม่ไปหาเจ้าหญิงเหรอ”
“ฉันก็จะมาบอกคุณว่าไม่ต้องอยู่รอแล้ว ริสากับเจ้าชายคามินไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”
อธิรุธชักงง “ไม่อยู่แล้ว นี่พวกคุณเล่นตลกอะไรกัน”
มิราอึดอัดใจไม่รู้จะอธิบายยังไง เสียงโทรศัพท์อธิรุธดังขัดจังหวะขึ้น
“ได้ตัวแล้วเหรอครับ ขอบคุณมากเลยพี่เดี๋ยวผมจะรีบไป”
อธิรุธวางสาย ทำท่าจะออกไปเฉยเลย มิราดึงแขนไว้
“คุณจะไปไหน”
อธิรุธมองยียวน “อยากไปกับผมปะล่ะ”
มิรามองอธิรุธอย่างสงสัย

ส่วนที่ห้องประชุม พริริสานั่งมองคณินและกานดาด้วยสายตาเย็นชา
“จากนี้เราจะก้าวไปข้างหน้า เพื่อเป็นผู้นำอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับระดับสากล เพื่อเป้าหมายเราจึงต้องไม่มีบูรพเกียรติอีกต่อไป”
คณินตกใจ “นี่เธอ”
“ระบบการบริหารแบบเก่าต้องถูกรื้อทิ้งทั้งหมด เราจะรีแบรนดิ้ง และให้คนรุ่นใหม่ได้ขึ้นมาบริหารงานแทนคนรุ่นเก่า โดยเฉพาะผู้บริหารที่มาจากระบบเก่าทั้งหมดคงถึงเวลาที่ต้องเปิดโอกาสให้คนใหม่บ้าง”
กานดาโกรธจัด “นี่แกคิดจะถอนรากถอนโคนบูรพเกียรติไม่ให้เหลือเลยใช่ไหม”
คามินยิ้มพลางแย้งว่า “คุณก็พูดเกินไป ทุกอย่างเป็นแค่การปรับเปลี่ยนเพื่อให้ดีขึ้น”
“เรื่องพวกนี้เธอคงเตรียมไว้นานแล้วสินะ” คณินประชดเชิงถาม
“ค่ะ ตั้งแต่ฉันเข้ามาทำงานที่นี่ ฉันก็มองเห็นทุกอย่างว่าควรจะจัดการกับมันยังไง แต่ทุกอย่างก็ต้องผ่านความเห็นชอบของเสียงส่วนใหญ่ด้วย” พริริสาบอก
คนอื่นๆ ในที่ประชุมต่างพยักหน้าแสดงให้เห็นว่า อยู่ข้างพริริสากันหมดแล้ว
กานดาคุมแค้น “นี่หมายความว่าพวกคุณจะปลดคุณคณินจากการเป็นประธานบริษัทด้วยงั้นเหรอ”
ในที่ประชุมพากันเงียบ ยังเกรงใจคณินที่จะพูดออกไปตรงๆ จนคามิน ต้องเอ่ยขึ้นว่า
“คุณคณิน คุณควรดีใจนะที่มีคนเข้ามาทำงานแทน มาช่วยแก้ปัญหาที่คุณหมักหมมเอาไว้ ก่อนที่มันจะลุกลามจนที่นี่ต้องล่มสลายไป ตอนที่คุณยังเป็นประธานบริษัทอยู่”
คณินเหมือนคนหมดเรี่ยวแรง รู้คำตอบอยู่แล้วว่าตัวเองถูกยึดอำนาจ สะเทือนใจใหญ่หลวงที่สุดท้ายเขาไม่สามารถรักษาบูรพเกียรติเอาไว้ได้
กานดาจ้องมองพริริสาอย่างแค้นใจ

อีกฟาก ดร.กฤษคุยโทรศัพท์สีหน้าเครียด แม้จะกลัดกลุ้มใจเพียงใดแต่ชายชราก็พยายามตั้งสติ
“ขอบใจมากที่โทร.มาบอก”
พอกฤษวางสาย จินตนาก็เดินเข้ามาท่าทางร้อนรนไม่แพ้กัน
“คุณรู้เรื่องที่บริษัทหรือยังคะ”
“รู้บ้างนิดหน่อย”
“นิดหน่อยของคุณน่ะแค่ไหน มีคนโทร.มารายงานฉันว่าตอนนี้พวกผู้ถือหุ้นกับกรรมการคนอื่นทรยศหักหลังเรากันหมดแล้ว รวมทั้งเจ้าชายคามินด้วย” คุณหญิงจินตนาโวยวายเสียงดัง
กรนันท์เดินเข้ามาได้ยินพอดี
“เจ้าชายคามินทำไมเหรอคะ”
“ยัยเกรซไหนว่าเจ้าชายรักหลานนักหนา ทำไมถึงโอนหุ้นที่เพิ่งซื้อไปให้คนอื่น”
กรนันท์ทำหน้างุนงง
“เจ้าชายโอนหุ้นอะไรกันคะคุณย่า เกรซงงไปหมดแล้ว”
“ตอนนี้เขากำลังอยู่ในที่ประชุมกัน เดี๋ยวก็คงได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร” กฤษบอก
จินตนาร้อนใจจนทนไม่ไหว
“ฉันจะไปที่บริษัท”
ดร.กฤษปราม “จะไปทำไมให้วุ่นวาย อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง กฤษรีบรับสาย
“เป็นยังไงบ้าง” กฤษตกใจเมื่อได้ฟัง นิ่งงันไปเมื่อรู้ว่าคณินโดนปลด “ปลดคณินจากตำแหน่งประธานด้วยงั้นเหรอ”
จินตนาและกรนันท์ได้ยินก็พากันตกใจ
กฤษวางสายถอนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จินตนาและกรนันท์รีบปรี่เข้าไปหา
“ปลดคณินได้ยังไง ใครปลด”
กฤษได้แต่นิ่งไม่ตอบ จินตนาใจสั่นซวนเซเหมือนคนจะเป็นลม
“คุณย่า”
กรนันท์รีบเข้าไปประคองคุณหญิงย่าเอาไว้

กลุ่มผู้ถือหุ้นและกรรมการทยอยกันเดินออกจากห้องประชุม คามินเดินคุยกับวิทิตออกมา มีไคซัจเดินตามหลัง
ที่มุมทางเดินเห็นบรรดากลุ่มพนักงาน อันมี โรซี่ บุษกรและชนิตา มารวมตัวกันยืนแอบดูอยู่บริเวณนั้น
“อยากจะรู้จริงๆ เลยว่าใครกันที่กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบูรพเกียรติ” โรซี่สงสัยเหมือนคนอื่นๆ
ศจีเดินหน้าซีดออกมา ชนิตาบุ้ยใบ้บอก
“พี่ศจีออกมาแล้ว”
สามสาวปรี่เข้าไปดึงศจีมา บุษกรรีบถาม
“พี่ศจี ข้างในเกิดอะไรขึ้นบ้างคะ”
“ฉันอยากจะเป็นลม”
บุษกร ชนิตารีบประคองโบกมือพัดให้ศจี โรซี่รีบควักยาดมส่งให้
“อย่าเพิ่งลมจับตอนนี้นะคะ ทุกคนรอฟังเรื่องสำคัญกันอยู่”
“เขาว่าในห้องประชุมเดือดมากจริงหรือเปล่าคะ” ชนิตาถาม
“เดือดยิ่งกว่าหม้อไฟชาบูซะอีก” ศจีสูดดมยาดมในมือฟืดฟาด
“แล้วที่ว่ามีผู้ถือหุ้นใหญ่คนใหม่แทนที่ท่านประธาน เป็นใครคะพี่ศจี” บุษกรถาม
พริริสาเดินออกมาพอดี
ศจีบุ้ยใบ้บอก “นั่นไง”
สามสาวทำหน้าช็อกสุดขีด ประสานเสียงอุทานลั่น
“ริสา”
โรซี่ดึงยาดมจากมือศจีมาดมแทน บุษกรและชนิตายื่นมือมาแย่งยาดมไปดมบ้าง

คณินกลับมานั่งนิ่งงันในห้องทำงาน งุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุม อดีตประธานบูรพเกียรติมองดูแฟ้มเรื่องการซื้อขายหุ้นของพริริสานิ่งๆ กานดาออกงิ้วท่าทางโกรธเกรี้ยวอยู่คนเดียว
“คิดไว้ไม่มีผิดว่ามันต้องเป็นงูเห่าที่รอฉกเราอยู่ มันทำทีมาเป็นพนักงานที่นี่ก็เพื่อทำลายบูรพเกียรติของเรา แต่ฉันไม่เข้าใจทำไมเจ้าชายคามินถึงได้ช่วยมัน นังเด็กที่มีแม่เป็นแค่ชาวสวน มันทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง”
คณินไม่ตอบอะไร มองดูชื่อในหนังสือสัญญาโอนหุ้น “พริริสา รวีวุธ” ในใจทั้งเจ็บปวดทั้งดีใจ ที่รู้ว่าริสา คือ พริริสา ลูกสาวของเขา แต่การเจอกันครั้งนี้ลูกสาวที่เขารอคอยกลับกลายเป็นผู้ทำลายเขาเสียเองอย่างย่อยยับ
กานดาเห็นคณินนิ่งไม่ตอบ ไม่แสดงท่าทีเกรี้ยวกราดกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็ยิ่งแปลกใจ
“คุณคณินได้ยินที่ฉันพูดบ้างหรือเปล่า คุณคณิน”
คณินได้สติรีบปิดแฟ้ม แต่กานดาสงสัยเดินไปกระชากแฟ้มมาเปิดดูอย่างสงสัย กานดาเห็นชื่อในหนังสือสัญญาโอนหุ้นแทบช็อก
“พริริสา รวีวุธ นี่มัน...”
สิ่งที่กานดาหวาดระแวงมาตลอด สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เธอคิดไว้จริงๆ “ริสา” คือลูกสาวของคณิน

ทางด้านอธิรุธและมิราเดินขึ้นสถานีตำรวจแห่งนั้น ตรงเข้าในโถง มิราถามไม่เลิก
“คุณมาที่นี่ทำไม”
“ก็มาหาความจริงที่คุณปิดบังเอาไว้ไงล่ะ”
สารวัตรเดินเข้ามาทักอธิรุธอย่างคนมักคุ้นกัน
“มาก็ดีแล้ว นายจะทำอะไรก็รีบทำ ถึงพวกนั้นจะเป็นพวกมีชนักติดหลัง แต่เราไม่มีเจ้าทุกข์คงกักตัวได้ไม่นาน”
“ขอบคุณครับพี่”
สารวัตรเดินออกไป มิรามองอธิรุธเป็นเชิงถามว่าอะไรยังไง อธิรุธยักคิ้วบอกเป็นนัยเดี๋ยวก็รู้เอง

อธิรุธพามิราเดินมาที่หน้าห้องคุมตัว มองส่องผ่านกระจกห้องเข้าไปดูข้างใน มิรามองตามเห็นนักเลงลูกน้องของกานดา 2 คนอยู่กับร้อยเวรในห้อง นักเลง 1 ทำทีเป็นหงุดหงิดโวยวายลั่นห้อง วางมาดหัวหมอถาม
“ตกลงจับพวกเราข้อหาอะไรกันแน่ ว่ามาเลยหมวด”
นักเลง 1 พยักพเยิดตามกัน “มาจับมั่วๆ ระวังจะโดนฟ้องกลับนะจะบอกให้”
ร้อยเวรมองสองคนอย่างเบื่อหน่าย

มิรามองจ้องนักเลง 2 คน ผ่านกระจกกั้นอยู่ครู่หนึ่งจนจำได้
“สองคนนั้น”
มิรานึกถึงภาพจากกล้องวงจรปิดในจอคอมพ์ของห้องคอนโทรลในพลาซ่า ที่เจ้าหน้าที่เปิดให้เธอ อธิรุธ และไคซัจดู ขณะ 2 คนรุมฉุดพริริสา
นักเลง 2 หยิบปืนออกมาจี้ที่ด้านหลังพริริสา และดันให้เดินตรงไปยังรถตู้ที่จอดรออยู่ เห็นพริริสาทำท่าจะขัดขืนจะร้องให้คนช่วย นักเลง 2 ปิดปากพริริสาเอาไว้ทันที นักเลง 1 เดินไปเปิดประตูรถตู้
นึกได้แล้วมิราหันไปมองหน้าอธิรุธ
“ตอนนั้นทุกคนมุ่งเป้าไปที่คนร้ายจากไทรจีส จนลืมเจ้าสองคนนั่น คุณไม่สงสัยเหรอว่าพวกมันเป็นใครแล้วมาจับตัวเจ้าหญิงทำไม”
“จริงด้วย”
มิราเองก็ลืมเรื่องคนร้ายกลุ่มนี้ไปเสียสนิท

ด้านพริริสานั่งอยู่กับกลุ่มโรซี่ในโรงอาหารบริษัท พนักงานที่ผ่านไปมารู้เรื่องในที่ประชุมพากันแอบมองมาเป็นระยะ โรซี่ บุษกร และชนิตานั่งตัวลีบ พากันอึกอักไม่รู้จะพูดอะไร
สุดท้ายโรซี่กระแอมมองค้อนสองสาว “นั่งตัวลีบเป็นปลากัดป่วยกันเลยนะยะ”
“ก็ริสา ตอนนี้ไม่ใช่พนักงานธรรมดาๆ เหมือนพวกเราแล้วนี่นา” บุษกรบอก
“นั่นสิต่อไปคงต้องเรียก...ท่านประธาน” ชนิตาว่า
พริริสาเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องประธานบริษัทคนใหม่ ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนหรอกนะ”
“ไม่สรุป แต่ยังไงริสาก็เป็นคนที่ถือหุ้นใหญ่สุดของบริษัทอยู่ดี ถามจริงๆ เหอะหลังจากนี้พวกเราจะเป็นยังไง ตอนนี้พนักงานคนอื่นๆ พากันระส่ำระสายไปหมดแล้วนะริสา เพราะไม่รู้ชะตาชีวิตตัวเองกับบริษัท” โรซี่ถาม
“นั่นสิ บอกกันล่วงหน้าก็ดีนะ พวกเราจะได้...เตรียมตัวหางานใหม่”
บุษกรทำท่าจะร้องไห้กลัวตกงาน หันไปซบชนิตาที่ก็กลัวและกังวลไม่ต่างกัน
“ถึงจะไม่มีบูรพเกียรติหลงเหลืออยู่อีกแล้ว แต่ทุกอย่างจะเหมือนเดิม พวกเธอไปบอกทุกคนให้สบายใจได้และตั้งใจทำงานกันต่อไป”
แม้สามสาวดีใจ แต่ลึกๆ ก็อดหวั่นๆ ไม่ได้ ที่บูรพเกียรติจะหายไป
ระหว่างนี้ กานดาเดินเข้ามาอีกด้าน หยุดยืนจ้องพริริสาอย่างเกลียดชัง

คณินยืนมองผ่านกระจกออกไปไกลลิตา สับสนมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ธีภพเดินเข้ามาหา รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“คุณอาครับ”
“เธอคงรู้เรื่องที่ประชุมแล้วสินะ”
“ครับ ผมขอโทษที่ไม่ได้บอกคุณอาก่อนว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้”
คณินมองธีภพอย่างแปลกใจ
“ผมผิดเอง ผมควรบอกคุณอาเรื่องของริสาที่เขาสวมรอยเป็นคนอื่นเข้ามาที่นี่”
“นั่นสินะ อาควรจะเอะใจให้เร็วกว่านี้ว่าริสา ก็คือ พริริสา ลูกสาวของอาเอง”
สายตาคณินทั้งรู้สึกผิดทั้งเจ็บปวดสุดจะคณานับ

ธีภพยิ่งเห็นใจและสงสารชายสูงวัยตรงหน้า ที่ต้องมาถูกลูกสาวที่รอคอยมาตลอดทั้งชีวิตทำร้ายแบบนี้

อ่านต่อตอนที่ 11
กำลังโหลดความคิดเห็น...