xs
xsm
sm
md
lg

เพลิงนรี ตอนที่ 3

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เพลิงนรี ตอนที่ 3

เวลาเดียวกันนี้ ที่ประเทศไทรจีสเป็นเวลากลางคืน คามินเข้ามาในห้องนอนพริริสา ยืนใช้ความคิดหนักว่าพริริสาไปอยู่ที่ไหนกันแน่ องค์ชายรัชทายาทเดินตรงไปจะเปิดตู้ใบหนึ่งในห้องดู แต่พบว่ามีตู้นั้นถูกล็อคเอาไว้

คามินจึงเปิดกล่องและลิ้นชักแถวนั้นหากุญแจแต่ก็ไม่มี จนหันไปสะดุดตาแจกันที่ตั้งอยู่ ลองยกแจกันขึ้นเขย่าดู แต่กลับไม่มีเสียงอะไร กำลังจะวางลงตามเดิม แต่คิดได้หงายก้นแจกันขึ้นดู เห็นกุญแจติดเทปสีใสซ่อนอยู่
“เจ้าเล่ห์นักนะริสา แต่พี่ก็รู้ทันเราทุกเรื่องล่ะ”
คามินยิ้มขำ หยิบกุญแจมาไขเปิดตู้ใบนั้นเห็นกล่องใบหนึ่งวางอยู่จึงหยิบมาดู มีเสียงเคาะประตูห้องที่เปิดทิ้งไว้ดังขึ้น คามินหันไปเห็นไคซัจยืนอยู่
“ว่ายังไงไคซัจ”
“ทราบแล้วพะยะค่ะ ว่าเจ้าหญิงพริริสาอยู่ที่ไหน”

คามินกลับห้อง เปิดกล่องที่เอามาจากตู้ในห้องพริริสาออกดู เห็นภาพข่าวจากนิตยสารและตามหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับครอบครัวบูรพเกียรติมากมาย ถูกตัดเก็บเรียงกันไว้ในนั้น
“ตอนนี้เจ้าหญิงพริริสาอยู่ที่กรุงเทพฯ พะยะค่ะ”
คามินหยิบข่าวขึ้นมาดู “ก็คิดไว้แล้วล่ะ ว่าต้องเป็นที่นั่น”
“ทำไมเจ้าหญิงต้องโกหกด้วย”
“ก็คงวางแผนทำอะไรสักอย่างที่ไม่อยากให้ใครรู้อยู่น่ะสิ”
คามินวางกระดาษข่าวที่พริริสาตัดเก็บไว้ ชี้ให้ไคซัจดู
“ครอบครัวบูรพเกียรติ” ไคซัจทวนชื่อ
“การที่ริสาโกหกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่นอน”
คามินมั่นใจ และนึกเป็นห่วงกับสิ่งที่พริริสาพยายามทำอยู่ แม้จะยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ที่งานประมูลในเมืองไทย แขกพากันทยอยออกจากงาน ทีมงานและการ์ดพาคนที่ประมูลเครื่องประดับไปรับของอีกห้อง
ธีภพ กานดา คณิน กรนันท์ ศจี โรซี่ ชนิตา บุษกร พากันมายืนล้อมกรอบพริริสาเอาไว้สายตาเต็มไปด้วยคำถาม
“อย่าบอกนะว่า คนอย่างแกมีปัญญาประมูลสร้อยกระจอกๆ นั่นในราคาสองล้าน หรือคิดจะเรียกร้องคนสนใจ ถึงได้กล้าขานราคาขนาดนี้” กรนันท์จ้องพริริสาอย่างชิงชังและดูแคลน
โรซี่กระซิบกระซาบกับพวกตัวเอง “หรือว่าริสาเป็นพวกลูกสาวมหาเศรษฐีปลอมตัวมา”
“เพ้อเจ้อ คิดได้ไง” ศจีกระซิบด่า
กานดาสังหรณ์ใจโดยประหลาด จ้องพริริสาเขม็ง “แล้วทำไมต้องเป็นสร้อยเส้นนั้นด้วย มันมีค่าอะไรมากสำหรับเธอหรือไง”
“ฉันไม่ได้เป็นคนประมูลหรอกค่ะ มีคนให้ฉันบอกราคาแทน”
คำตอบนั้นทำเอาทุกคนพากันงง และเงิบไปอีกรอบ

คณินรีบรุดเดินไปตามทางเดินเพื่อจะไปที่ห้องรับของ กานดารีบตามมาดึงคณินรั้งเอาไว้ กรนันท์เดินตามมาติดๆ ท่าทีงุนงง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“คุณคณินฉันไม่ให้คุณไปนะ”
“กานดา ปล่อย”
“มันเรื่องอะไรกันคะคุณพ่อคุณแม่ ผู้หญิงชื่อพีรดาเป็นใคร แล้วทำไมเขาต้องประมูลสร้อยเส้นนั้นตั้งสองล้านด้วย”
คณินและกานดาพากันนิ่งไม่ยอมตอบคำถามลูก
“ยัยเกรซไปรอที่รถก่อน แม่กับคุณพ่อมีเรื่องจะคุยกัน”
กรนันท์หงุดหงิด “นี่จะไม่มีใครบอกเกรซบ้างเหรอคะ”
กานดาดุเสียงเข้มอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “แม่บอกให้ไปรอที่รถ”
กรนันท์ได้แต่ฮึดฮัดเดินออกไป คณินผละจากกานดาจ้ำเดินไป
กานดารีบตาม “คุณคณิน”

ธีภพดึงพริริสามาคุยกันอีกด้าน ซักถามด้วยความสงสัยตามนิสัยนายตำรวจ
“ตกลงเรื่องนี้มันยังไงกันแน่ จู่ๆ ผู้หญิงชื่อพีรดามาให้คุณประมูลสร้อยให้ แล้วเขาเป็นใคร”
“ฉันก็บอกไปแล้วไงคะว่าไม่ทราบ ฉันเห็นเขาเป็นแขกของงาน แถมให้ราคาตั้งสองล้าน ไม่ดีเหรอคะ เราจะได้มีเงินสมทบทุนบริจาคมากๆ”
ธีภพมองพริริสาอย่างจับผิดคาดคั้น จนพริริสาเริ่มหวั่นๆ
“แล้วถ้าผมไม่เชื่อที่คุณพูดล่ะ”
“นั่นมันก็เรื่องของคุณแล้วค่ะ”
พริริสาจะรีบหนี แต่ธีภพขยับมาขวางดักหน้าไว้ไม่ให้ไป พริริสาเบี่ยงตัวเดินหนี ธีภพก็ขวางไว้อีก และตัดสินใจจับตัวพริริสาไว้จะเค้นให้ตอบให้ได้
พริริสาจนมุมเห็นท่าไม่ดี เพราะธีภพมีท่าทางเอาจริงมาก พริริสาคิดปราด แกล้งทำเป็นตกใจเห็นกรนันท์
“คุณเกรซ”
ธีภพหลงกลหันไปมอง พริริสาสบโอกาสรีบเดินหนีออกไปทันที ธีภพหันกลับมาพริริสาก็ลับตัวไปแล้ว
“ร้ายแบบนี้ ใครจะเชื่อคำพูดคุณ”
พร้อมๆ กับที่ความสงสัยในตัวพริริสาเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ในใจธีภพก็ยิ่งนึกสนุกเป็นทวีที่ได้คอยจับผิดอีกฝ่าย

แขกในงานมารับของเสร็จเดินออกไปพร้อมการ์ดที่มาคอยดูแล สมุดเซ็นชื่อรับของบนโต๊ะ มีคนกำลังเซ็นรับในชื่อ “พีรดา” พนักงานช่วยกันนับเงินสดสองล้านจนครบอย่างประหลาดใจ ด้วยไม่มีใครเอาเงินสดจำนวนมากขนาดนี้มาจ่าย เมื่อพนักงานยื่นกล่องใส่สร้อยให้ จึงพบว่าคนรับของไปคือมิรา
“เรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ”
“ค่ะ” พนักงานยกมือไหว้ “ขอบพระคุณมากค่ะ”
มิราเดินออกไปจากห้อง สวนกับคณินและกานดาพุ่งเข้ามาติดๆ กัน
คณินรีบกับพนักงาน “คุณพีรดามารับของหรือยัง”
“รับไปแล้วค่ะ นั่นไงคะ” พนักงานชี้ไปยังมิราที่เดินออกไปหน้าห้องแล้ว
คณินตื่นเต้นโลดแล่นเดินตามมิรามาจนทัน และคว้าแขนมิราดึงเอาไว้
“พีรดา”
มิราหันมาช้าๆ คณินอึ้งไป รีบปล่อยมือ เมื่อเห็นว่าไม่ใช่คนที่เขาต้องการเจอ
“คุณ”
กานดาตามมา เห็นคนที่มารับของไม่ใช่พีรดาก็โล่งใจ
มิราแสร้งทำหน้าซื่อตาใสไม่รู้เรื่องอะไร
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“คุณเป็นคนประมูลสร้อยจี้รูปตัวพีไปใช่ไหม”
“ค่ะ ดิฉันเอง”
“ทำไมคุณต้องให้คนอื่นเสนอราคาแทนตัวเองด้วย”
“มีกฎห้ามให้คนอื่นขานราคาให้แทนด้วยเหรอคะ”
“ผมขอซื้อสร้อยเส้นนั้นคืนได้ไหม”
กานดาร้องลั่น ไม่ยอม “ไม่ได้นะ”
“ก็คงไม่ได้จริงๆ ล่ะค่ะ ในเมื่อคุณเอาของมาประมูลก็แสดงว่าคุณไม่ต้องการมันแล้ว จะมาขอซื้อคืนทำไมกันคะ พอดีดิฉันต้องรีบไป ขอตัวก่อนนะคะ”
มิราไม่รอให้คณินพูดอะไรต่อ รีบรุดเดินออกไป คณินจะตามไป แต่กานดาดึงแขนรั้งเอาไว้
“ผิดหวังที่ขอซื้อสร้อยคืนไม่ได้หรือผิดหวังที่คนประมูลไม่ใช่นังพีรดากันแน่คะ”
คณินเหมือนคนหมดแรงเมื่อคนที่เขาเจอไม่ใช่พีรดา ได้แต่มองกานดาอย่างคุมแค้น ไม่อยากจะเถียงอะไรด้วยอีก

มิราเดินมาที่มุมปลอดคน มองหาพริริสา จู่ๆ มีมือใครคนหนึ่งมาดึงแขนมิราไปอย่างแรง
มิราตกใจร้องลั่น “ว้าย”
“ฉันเอง”
“นัดมาที่มืดๆ ยังทำให้เพื่อนตกใจอีก” มิรามองค้อน
“จะกลัวอะไรนักหนา”
“กลัวสิ ฉันถือของมีค่าราคาสองล้านมาด้วยนะ เกิดมีโจรตามมาจะทำยังไง”
มิราส่งกล่องสร้อยให้พริริสา
“แต่มันคงไม่มีค่าในสายตาของพวกบูรพเกียรติ เขาถึงได้เอามาประมูลเลหลังถูกๆ แบบนี้”
“อาจจะไม่ใช่อย่างที่เธอคิดก็ได้นะริสา เพราะคุณคณินเขาตามมาขอซื้อคืนจากฉัน”
พริริสามองมิราอย่างไม่อยากเชื่อ
ธีภพเดินผ่านบริเวณนั้น ตรงไปยังห้องรับของ พริริสาเห็นก็รีบดึงมิราหลบโดยไว
มิราแปลกใจ “ใครน่ะ ทำไมต้องหลบด้วย”
พริริสาเบ้ปาก “บุคคลอันตราย”
มิราแปลกใจว่าเป็นใครกัน

ธีภพรับสมุดเซ็นชื่อรับของมาเปิดดู เห็นลายเซ็นชื่อพีรดาสั้นๆ ทำให้เขาแปลกใจ
“เอกสารอื่นๆ ของคนที่มารับของไปล่ะ”
“เธอจ่ายเป็นเงินสดค่ะ ก็เลยไม่มีหลักฐานอย่างอื่น”
ธีภพยิ่งสงสัยว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรซับซ้อนซ่อนอยู่เบื้องหลังเป็นแน่

ทันทีที่กลับถึงบ้าน คณินรีบลงรถเดินหนีเข้าไปในบ้านทันที มีกานดาและกรนันท์ตามติด กานดาเรียกไว้แต่คณินไม่ยอมหยุด
“คุณคณินคะ” กานดาเสียงดังขึ้น “คุณคณิน”
คณินหยุดหันมามอง “มีอะไรอีก”
“จะไม่ไปรายงานให้คุณแม่ทราบหน่อยเหรอคะ ว่างานคืนนี้เป็นยังไง”
คณินแดกดัน “ผมว่าคนที่รายงานน่าจะเป็นคุณมากกว่านะ”
กรนันท์งงอีกแล้ว “นี่มันอะไรกันคะ คุณพ่อ คุณแม่ เกรซงงไปหมดแล้ว ใครช่วยบอกเกรซได้มั้ยคะว่า ผู้หญิงที่ชื่อพีรดาคือใคร แล้วสร้อยเส้นนั้นมันสำคัญกับคุณพ่อยังไง”
กานดาหันไปมองคณิน แล้วหันมาทางลูกสาว กรนันท์เดินเข้าไปหา
“ใครจะเป็นคนเล่าให้เกรซฟังคะ”
จินตนาเดินเข้ามาสมทบ “ย่าเล่าเอง”
คณิน กรนันท์และกานดาหันไปมองคุณหญิงเป็นแถว จินตนาสบตากับคณินเป็นเชิงสั่ง คณินเดินแยกไป

พริริสากลับถึงคอนโด นั่งมองดูสร้อยคอในกล่อง ก่อนปิดลงอย่างสับสน ไม่เข้าใจความคิดที่แท้จริงของคณิน
“ถ้าเขาไม่ต้องการมันแล้วจะมาขอซื้อคืนทำไม”
“ท่าทางเขาให้ความสำคัญกับสร้อยเส้นนี้มากอยู่นะ บางทีคนที่เอาสร้อยเส้นนี้มาประมูลอาจจะไม่ใช่พ่อ...”
พริริสาจ้องหน้ามิราเขม็ง เชิงห้ามไม่ให้เอ่ยคำว่าพ่อออกมา
“อาจจะไม่ใช่...คุณคณินก็ได้”
“จะใช่หรือไม่ใช่ก็ช่าง ยังไงมันเปลี่ยนแปลงความจริงที่เขาทำร้ายฉันกับแม่ไม่ได้หรอก”
พริริสาบอกตัวเองไม่ให้หวั่นไหว เพื่อไม่ให้ความตั้งใจของตนไขว้เขว

กรนันท์ผิดหวังนิดๆ ทำหน้าหงุดหงิดหน่อยๆ เมื่อได้ฟังเรื่องที่จินตนาเล่า โดยไม่รู้ว่าคุณหญิงย่าเล่าไม่หมด
“นึกว่าเรื่องอะไรใหญ่โต ที่แท้ก็แค่สร้อยของกิ๊กเก่าคุณพ่อ คุณแม่ก็น่าจะบอกตั้งแต่แรก เกรซไปนอนก่อนนะคะ”
กรนันท์เข้าไปหอมแก้มจินตนาลาไปนอน แล้วเดินออกไปอย่างไม่คิดสนใจเรื่องนี้อีก
“ให้ยัยเกรซรู้แค่นี้ก็พอ”
“ค่ะ แค่นี้ก็โอเคแล้วค่ะ ยายเกรซจะได้เลิกตามถามดาซักที ดาไม่อยากจะพูดถึงมันอีก”
จินตนาคาใจ “แล้วตกลงใช่นังพีรดาหรือเปล่า”
“ไม่ใช่ค่ะ”
“มันก็ไม่น่าจะใช่หรอก หายไปเป็นสิบๆ ปี อยู่ดีๆ มันจะโผล่มาได้ยังไง”
จินตนามั่นใจ ในขณะที่กานดาเริ่มหวาดระแวง

รุ่งเช้า พริริสาและพนักงานมารอขึ้นลิฟต์ตามปกติ ลิฟต์เปิดออก ธีภพเพิ่งเข้ามาในล็อบบี้ พริริสาเห็นจึงรีบก้าวเข้าไปในลิฟต์โดยไว ไม่อยากเผชิญหน้าธีภพ
พริริสารีบเบียดตัวเข้าไปอยู่ด้านในสุดตั้งใจไม่ให้ธีภพเห็น ประตูลิฟต์กำลังจะปิดรอมร่อ พริริสาไม่เห็นธีภพเข้ามาในลิฟต์ก็โล่งใจ
แต่จู่ๆประตูลิฟต์ก็เปิดๆ ปิดๆ มีคนพยายามกดปิด แต่ประตูก็เปิดออก แล้วจากนั้นก็ค้างเติ่งปิดไม่ได้อีก
“อ้าว สงสัยลิฟต์เสีย” พนักงาน 1 ในนั้นบอก
ทุกคนจึงทยอยกันออกจากลิฟต์ พริริสาเซ็งที่ลิฟต์มาเสียเอาตอนนี้ จำใจเดินตามคนอื่นออกไป

พอออกมาหน้าลิฟต์พริริสายิ่งเซ็งมากขึ้น เมื่อเจอธีภพยืนจ้องอยู่
“แย่หน่อยนะ ลิฟต์ดันมาเสียแต่เช้าเลย”
พนักงานคนอื่นๆ พากันเดินไปขึ้นลิฟต์อีกตัว พริริสาจะรีบตามไป ธีภพกางแขนข้างหนึ่งกั้นไม่ให้ไป
“เมื่อคืนเรายังคุยกันไม่จบ”
“จบตั้งแต่ฉันบอกว่าไม่ทราบแล้วล่ะค่ะ ฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
พริริสาจะเดินออกไป แต่ธีภพขยับตัวขวางไม่ให้ไป
“คิดจะหนีง่ายๆ แบบเมื่อคืนอีกหรือไงคุณ ขอบอกอย่าหวัง”
คณินเดินหน้าเครียดเข้ามาหาสองคน
“ริสา ฉันมีเรื่องจะถาม ไปคุยที่ห้องทำงานแล้วกัน”
“ค่ะ”
พูดจบคณินก็เดินไปที่ลิฟต์ โดยไม่สนใจทักธีภพ
พริริสามองหน้าธีภพอย่างเป็นต่อ เป็นเชิงบอกว่ายังไงเขาก็รั้งเธอไม่ได้แล้ว ก่อนจะเดินตามคณินไป ธีภพได้แต่มองตามอย่างขัดใจ ที่ยังหาทางเค้นความจริงจากพริริสาไม่ได้อีกตามเคย

พริริสาวางสีหน้าเรียบเฉย เมื่อคณินเรียกมาถามเรื่องคนที่ประมูลสร้อยไปเมื่อคืน
“เธอพอจะหาทางติดต่อผู้หญิงคนนั้นได้ไหม ฉันต้องการจะพบเขาอีกครั้ง”
“ดิฉันเรียนท่านไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนี่คะ ว่าไม่ทราบอะไรเลยนอกจากชื่อของเธอ”
“แต่ฉันมีเรื่องสำคัญต้องคุยกับเขา เรื่องสร้อยเส้นนั้น”
“ท่านประธานอยากได้สร้อยเส้นนั้นคืนเหรอคะ”
“ใช่ เท่าไหร่ฉันก็ยินดีซื้อคืน”
กานดาเปิดประตูเข้ามาทันได้ยินพอดี และไม่พอใจมากเสียงแข็งใส่สามีทันที
“แต่ฉันไม่ให้ซื้อ”
“กานดา”
พริริสาลอบยิ้มสะใจที่ทำให้กานดาและคณินทะเลาะกันได้
“ท่านประธานกับคุณกานดาไม่ต้องเถียงกันไปหรอกค่ะ เพราะดิฉันก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าจะติดต่อผู้หญิงคนนั้นได้ยังไง ท่านประธานคงต้องทำใจแล้วล่ะค่ะ ถ้าเป็นดิฉันก็จะคิดซะว่าของบางอย่างถ้าสูญเสียไปแล้ว คงไม่มีวันได้คืน ยิ่งเป็นของสำคัญ ก็ยิ่งต้องโทษตัวเองที่รักษาไว้ไม่ได้”
คณินรู้สึกเจ็บปวดใจที่รักษาของสำคัญไว้ไม่ได้จริงๆ
“เธอคงเข้าใจผิดแล้ว สร้อยนั่นมันก็แค่ของไร้ค่า ไม่ได้มีความหมายอะไรกับใครทั้งนั้น ใครอยากโง่ซื้อไปในราคาแพงก็ช่าง เพราะที่นี่ไม่มีใครต้องการมันอีก”
คณิณตวาด “หยุดได้แล้วกานดา”
พริริสาพยายามคุมแค้น กดข่มความเจ็บใจลงไป
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วดิฉันขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะคะ”
พริริสาเดินผ่านกานดาออกไป
คณินยังโกรธเรื่องเมื่อคืนอยู่ “คุณจะพูดแบบนั้นทำไม แค่เรื่องเมื่อคืนยังไม่พอใจอีกหรือไง”
กานดาเชิดหน้าไม่ยอมแพ้ และไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำสักน้อย

กานดาออกมาจากห้องทำงานคณิน เห็นพริริสานั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ จึงหยุดมองพริริสาด้วยความรู้สึกคลางแคลงใจอย่างบอกไม่ถูก
ศจีเงยหน้าจากกองเอกสารเห็นกานดากำลังจ้องพริริสาก็หวั่นๆ จะมีเรื่อง กานดาตวัดสายตาอำมหิตมาให้ ศจีรีบหลบสายตากลับไปจ้องเอกสารต่อ จนกานดาเดินออกไปจึงรีบหันมาทางพริริสา
“ริสาเห็นหรือเปล่า”
“เห็นอะไรเหรอคะ”
“ก็คุณกานดาน่ะสิ เมื่อกี้จ้องริสา สายตานี่แบบปล่อยแสงได้นี่ปล่อยใส่แล้วนะ”
ศจีหวั่นใจที่ดูเหมือนกานดาจะไม่ถูกชะตากับพริริสาเอาเลย

กานดาเดินห่างออกมา จึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดโทร.หาฝ่ายบุคคล
“แววเหรอ ฉันต้องการดูประวัติพนักงานคนหนึ่ง”

ธีภพอยู่กับอธิรุธในร้านกาแฟ เล่าเรื่องการประมูลเมื่อคืนให้เพื่อนฟัง
“ความจริงเรื่องนี้ก็ไม่ยากอะไรเลย นายก็แค่ตรวจสอบลายนิ้วมือ ตรวจกล้องวงจรปิดที่งาน ไม่ก็เรียกพนักงานที่เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นมาทำการสเก็ตช์ภาพส่งหน่วยงานความมั่นคงไปเลย”
ธีภพเตะหน้าแข้งอธิรุธอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้ที่เรียกมาปรึกษา แต่อธิรุธกลับทำเป็นเรื่องเล่น
“โอ๊ย เจ็บนะเฮ้ย”
“ฉันแค่อยากรู้ผู้หญิงชื่อพีรดาเป็นใคร ไม่ได้ตามหาอาชญากร นายอย่าทำเป็นเรื่องตลกได้ไหม”
“ฉันมีอีกวิธี เอาเบอร์คุณริสามาฉันจะโทรไปถามให้”
ธีภพจะเตะอีกรอบ อธิรุธรีบหดขาหลบ
“ตกลงฉันคิดผิดใช่ไหมที่มาเล่าเรื่องนี้ให้นายฟัง”
“โอเคๆ ไม่เล่นแล้ว ฟังจากที่นายเล่า ผู้หญิงชื่อพีรดาน่าจะเกี่ยวข้องกับคุณคณิน ยิ่งไม่ยอมเปิดตัว แสดงว่าต้องมีเรื่องราวอะไรบางอย่างระหว่างผู้หญิงคนนี้กับครอบครัวบูรพเกียรติ ส่วนคุณริสาไม่มีอะไรยืนยันว่าเธอรู้จักกับผู้หญิงคนนี้ เป็นไง การวิเคราะห์ของฉันพอได้ไหม”
อธิรุธเหลือบไปเห็นกานดาที่เดินเข้ามาในร้านหาที่นั่งพอดี
“นั่นคุณกานดาหรือเปล่า”
ธีภพหันไปมอง เห็นแววพนักงานฝ่ายบุคคลเดินตามมานั่งกับกานดา และส่งแฟ้มบางอย่างให้ ทั้งคู่สงสัยว่ากานดาคุยอะไรกับฝ่ายบุคคล

กานดาเปิดแฟ้มดูประวัติของพริริสาที่บริษัทมีอยู่ เห็นชื่อ ริสา ฉันทพัฒน์ อายุ 23 ปี บิดา นายรุ่ง ฉันทพัฒน์ เสียชีวิต มารดา นางสินี ฉันทพัฒน์ อาชีพ ชาวสวน
กานดาปิดแฟ้ม ประวัติริสาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องไปถึงพีรดาได้เลย กานดาโล่งใจเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่วางใจ ส่งแฟ้มคืน กำชับหนักแน่น
“แล้วอย่าบอกใครว่าฉันขอดูประวัติเด็กคนนี้”
ฝ่ายบุคคลรับคำ “ค่ะ”

กานดาลุกเดินออกจากร้านไปเลย

อ่านต่อหน้า 2

เพลิงนรี ตอนที่ 3 (ต่อ)

ฝ่ายบุคคลถือแฟ้มเดินออกมาที่หน้าร้านกาแฟ อธิรุธตามหลังมาสักระยะจึงแกล้งทำเป็นเดินเสียหลักเข้ามาชน

“ว้าย”
ฝ่ายบุคคลทำแฟ้มหลุดมือ ร่างเซถลาไป อธิรุธรีบคว้าตัวเธอไว้
“ขอโทษครับ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ผมนี่ซุ่มซ่ามจริงๆ”
“ไม่เป็นอะไรค่ะ”
อธิรุธรีบก้มเก็บแฟ้ม ทำทีเป็นปัดฝุ่นให้ และถือโอกาสเปิดดู เห็นชัดว่าด้านในเป็นประวัติริสาก่อนยื่นคืน ยิ้มหล่อแถมให้
“ต้องขอโทษอีกครั้งนะครับ”
“ค่ะ” ฝ่ายบุคคลหอบความงุนงงเดินกลับไปที่บริษัท

อธิรุธเดินยิ้มเผล่เข้าไปหาธีภพที่ยืนหลบมุมรออยู่ เก๊กท่าสุดฤทธิ์
“เป็นไงฝีมือฉัน”
“เรื่องเจ้าเล่ห์ฉันต้องยอมนายจริงๆ ตกลงในนั้นมีอะไร”
“ประวัติคุณริสา”
ธีภพชะงัก ยิ่งแปลกใจ กานดาขอดูประวัติริสาทำไม

ธีภพนั่งอยู่ในห้องทำงาน ครุ่นคิดแต่เรื่องของริสาและกานดา จนเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เห็นศจีเข้ามาพร้อมแฟ้มรายงาน
“ขออนุญาตค่ะ ศจีเอาสรุปรายได้ของงานประมูลมาให้ค่ะ”
“ขอบคุณครับ” ธีภพนึกได้ “ผมกำลังคิดว่านอกจากเงินบริจาคผมอยากซื้อพวกเครื่องเขียน ดินสอสี ของเล่นตุ๊กตาเพิ่มไปด้วย”
“งั้นเดี๋ยวศจีให้คนจัดของพวกนี้ให้นะคะ”
“ผมอยากจะไปเลือกซื้อเองด้วย แต่อยากหาคนที่พอจะ รู้เรื่อง เลือกของเป็นไปด้วยกัน”
“งั้นศจีขอเสนอ” ศจีเอียงอาย “ศจีเองค่ะ ศจีเลือกของเก่งมากเลยนะคะ”
“เอ่อ...คุณศจีต้องเข้าประชุมกับอาคณินพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอครับ”
ศจีทำหน้าตาเสียดาย “คุณภพจะไปพรุ่งนี้เหรอคะ”
“ครับ เพราะผมไม่ต้องร่วมประชุม”
“แล้วจะให้ใครไปกับคุณภพดีล่ะคะเนี่ย”
“ขอเป็นผู้หญิงนะครับ เวลาเลือกของให้เด็กๆ น่าจะละเอียดอ่อนกว่าผู้ชายอย่างผม”
ศจีทำหน้าคิด ธีภพลุ้นให้ศจีเอ่ยชื่อริสาออกมา

ที่สุดก็เป็นพริริสาจริงๆ ที่ต้องมารับหน้าที่ดังกล่าวสมใจธีภพ หญิงสาวเลือกตุ๊กตาไป ทำหน้ามุ่ยไป
“ทำไมต้องเป็นเราด้วยนะ”
ธีภพเดินอารมณ์ดีเข้ามา ยื่นหน้ามาพูดถามใกล้ๆ หู
“บ่นอะไรคุณ”
พริริสาตกใจถอยห่าง “เปล่าซะหน่อย”
ธีภพหยิบตุ๊กตาพินอคคิโอและตุ๊กตาเด็กเลี้ยงแกะส่งให้พริริสา
“ผมว่าตุ๊กตาสองตัวนี้เหมาะกับคุณดีนะ”
พริริสาทำหน้างงอยู่ครู่หนึ่ง จึงทำตาโตรู้ตัวว่าโดนหลอกด่า เป็นเป็นเด็กเลี้ยงแกะ เป็นคนชอบโกหก
“พินอคคิโอ เด็กเลี้ยงแกะ นี่คุณว่าฉันเหรอ”
“ผมไปว่าอะไรคุณ ร้อนตัวไปหรือเปล่า หรือว่าไปทำอะไรเอาไว้ ถึงได้คิดว่าผมว่าคุณ อย่างเช่นไปมีเรื่องกับใคร”
“พูดอะไรไม่รู้เรื่อง”
พริริสาเฉไฉ หันไปเลือกตุ๊กตา ธีภพตัดสินใจถามตรงๆ
“คุณไปทำอะไรให้อากานดาไม่พอใจหรือเปล่า เขาถึงต้องดูประวัติคุณ”
“เขาดูประวัติฉันเหรอคะ” พริริสายิ้มในสีหน้า นึกสะใจ “แล้วคุณรู้ได้ยังไง”
“ผมรู้ก็แล้วกัน ว่าไง คุณไปทำอะไรอากานดา”
“ฉันไม่เคยทำอะไรใคร จะมีก็แต่คนอื่นที่ทำร้ายฉันก่อน”
ธีภพสะดุดหู ถามไม่ลดละ “หรืออากานดาทำอะไรคุณ”
พริริสารู้ตัวว่าพูดมากเกินไป รีบกลบเกลื่อน “ฉันเพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่ได้ไม่เท่าไหร่ เขาจะมาทำอะไรฉัน” พร้อมกับว่ารีบหยิบตุ๊กตา เรียกพนักงาน “ขอแบบนี้อย่างละ 10 ตัวค่ะ” แล้วหันมาทางธีภพถามความเห็น “โอเคไหมคะ”
ธีภพพยายามจะซักไซ้ต่อ แต่เสียงโทรศัพท์สายจากธเนศดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“ครับคุณพ่อ”

ธีภพขับรถมาจอดที่หน้าร้านอาหาร มีพริริสานั่งมาด้วย
“คุณพาฉันมาด้วยทำไม คุณนัดกับคุณพ่อคุณไม่ใช่เหรอคะ”
“ใช่ คุณพ่อผมมีแขกคนสำคัญแวะมาเยี่ยมเยียน ผมก็อยากให้คุณช่วยดูแลท่านด้วย”
“คุณภพ ฉันขอย้ำเป็นครั้งที่ร้อยว่า ฉันไม่ใช่เลขาคุณ”
“อนาคตอะไรก็ไม่แน่นอน คุณไม่คิดจะเอาใจผู้บริหารอย่างผมไว้หน่อยหรือไง”
“ฉันมาทำงาน ไม่ได้มาเอาใจใคร”
“ถ้าอย่างงั้นคุณยิ่งต้องคิดถึงความก้าวหน้าไว้มากๆ อย่าเกี่ยงงาน”
ธีภพก้าวลงรถ พริริสาหน้างอใส่ ที่ต้องตามเขาลงไป

ธเนศนั่งอยู่กับชายสูงวัยคนหนึ่งมาดภูมิฐาน และนั่งหันหลังให้ประตูร้าน แต่ด้านหน้าชายคนนั้นเป็นกระจกเงา ชายสูงวัยคนดังกล่าวแต่งตัวเหมือนคนทั่วไป แต่หากมีใครสังเกตจะพบว่าภายในร้านมีองครักษ์แต่งชุดดำเป็นบอดี้การ์ดนั่งอยู่ไม่ห่างๆ กัน
ธเนศยิ้มแย้มท่าทีนอบน้อม “เป็นเกียรติของกระหม่อมมากที่...”
เป็นกษัตริย์ราอิลที่บินมาหาโดยเฉพาะ และเวลานี้นั่งอยู่ตรงหน้าธเนศ
“เรารู้จักกันมานาน พูดกันแบบมิตรสหายเถอะคุณธเนศ อีกอย่างเรามาที่นี่แบบส่วนตัว เพื่อมาเยี่ยมเยียนคนที่เคยช่วยเหลือเราไว้ ไม่ต้องพิธีรีตองหรอก”

ธีภพเดินนำมาที่หน้าประตูร้าน พริริสาเดินตามมา พนักงานเปิดประตูต้อนรับ ทั้งคู่เดินเข้าไปในร้าน
สองคนเดินเข้ามาในร้าน ธีภพมองหาโต๊ะธเนศจนเจอ พริริสามองตามเห็นราอิลนั่งอยู่ก็ตกใจสุดขีด ดึงแขนธีภพรั้งไว้ไม่ให้เดินต่อ อาศัยตัวธีภพบังตัวเองไว้
ธีภพแปลกใจท่าทีนั้น “อะไรคุณ”
“ฉัน” พริริสาคิดปราด หาทางเลี่ยง “ฉันขอไปเข้าห้องน้ำก่อนได้ไหมคะ”
พอดีกับที่ธเนศมองมาเห็นธีภพยืนอยู่ก็ยกมือให้ โบกเรียก
“ลูกชายผมมาพอดี”
“แล้วรีบมานะคุณ”
พริริสารีบหลบฉาก โลดแล่นไปยังห้องน้ำ พอราอิลหันมาก็ไม่เห็นพริริสาแล้ว

ธีภพเดินตรงมาที่โต๊ะ
ธเนศแนะนำ “ลูกชายผมเอง ธีภพ นี่...คุณอาราอิล”
“สวัสดีครับ คุณอา”
ธีภพสังเกตเห็นความผิดปกติในร้าน พบว่ามีคนแต่งตัวเหมือนบอร์ดี้การ์ดปะปนอยู่ ก็รู้ทันทีว่าราอิลต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ
“ยินดีที่ได้รู้จักหลานชาย”
“เมื่อกี้พ่อเห็นใครมากับเราด้วย”
“ผู้ช่วยเลขาอาคณินน่ะครับ พอดีเขาขอไปห้องน้ำก่อน”
“คนที่ชื่อริสาน่ะเหรอ” ธเนศถาม
“ครับ”
ราอิลสะดุดหูกับชื่อริสา

พริริสามาหลบอยู่ตรงมุมลับตาหน้าห้องน้ำในร้าน กระวนกระวายใจหนักว่าจะเอายังไงดี
“ท่านพ่อมาที่นี่ได้ยังไง เอาไงดีเรา”
พริริสาตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ออกมา นึกวิธีชิ่งออกแล้ว ส่งข้อความไลน์ไปหาธีภพ

ที่โต๊ะธีภพพนักงานยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ ธีภพชวนคุยอย่างระวังมารยาท
“คุณอามาจากประเทศไทรจีสเหรอครับ”
“ใช่ พอดีอาจัดการธุระเสร็จก่อนกำหนด ก็เลยแวะมาหาพ่อของหลานก่อนจะกลับเย็นนี้”
“พ่อก็เลยให้ภพมาทำความรู้จักกับท่าน เอ่อ อาเขาไว้ก่อน”
ธีภพแปลกใจที่พริริสาหายไปนานแล้ว พลันมีเสียงข้อความเข้ามาในมือถือเขา ธีภพกดดูข้อความ
“ฉันปวดท้องกะทันหัน ขอตัวกลับก่อนค่ะ ริสา”
ธเนศ “มีอะไรหรือเปล่า”
“ริสาเขาปวดท้อง ขอตัวกลับไปก่อนน่ะครับ”
ธเนศไม่ได้ติดใจอะไร พยักหน้ารับรู้ แต่องค์ราอิลเอะใจ

ธีภพและธเนศกลับเข้ามาในบ้าน พ่อลูกเดินเข้ามานั่งคุยกันในห้องนั่งเล่น
“คุณพ่อรู้จักกับคุณอาราอิลตอนไปที่ไทรจีสเหรอครับ”
“ใช่ แต่ไม่ต้องถามรายละเอียดนะ พ่อสัญญากับอาเขาไว้ ว่าจะไม่พูดอะไรมาก”
“โอเคครับ ถึงคุณพ่อไม่บอก ผมก็คิดว่าคุณอาคงไม่ใช่เพื่อนธรรมดาๆ ของคุณพ่อ แน่ๆ”
ธเนศหัวเราะที่ลูกชายฉลาดช่างสังเกต วิวรรณเดินนำสาวใช้ยกจานใส่คุกกี้เดินตามเข้ามา
“กลับกันมาพอดีเลย ชิมขนมที่แม่เพิ่งทำเร็ว ภพแม่ได้ยินข่าวว่า มีคนประมูลสร้อยเส้นเล็กๆ ให้ราคาตั้งสองล้าน จริงหรือเปล่า”
“จริงครับ”
“ใครกันให้ราคาขนาดนั้น แม่รู้จักไหมลูก”
ธเนศเหน็บ “แล้วคุณจะอยากรู้ไปทำไม ไม่ใช่เรื่องของเราสักหน่อย ไม่ต้องไปสนใจหรอก”
วิวรรณค้อนสามี “คุณก็ อย่าขัดคอกันสิคะ ว่าไงภพ ใครประมูลไป”
“ผู้หญิงชื่อ พีรดา ครับ”
ธเนศและวิวรรณต่างพากันชะงักกับชื่อที่ได้ยิน
วิวรรณหันไปมองธเนศ “ใช่พีรดาคนนั้นหรือเปล่าคะ”
ธีภพสนใจ “เขาเป็นใครเหรอครับ”
ธเนศออกตัว “พ่อยกหน้าที่นี้ให้แม่เราแล้วกัน เรื่องแบบนี้ผู้หญิงเขารู้ลึกรู้จริงกัน”
วิวรรณค้อนที่ถูกสามีเหน็บแนมอีกจนได้

ด้านพริริสาเล่าเรื่องที่เจอกษัตริย์ราอิลให้มิราฟัง มิราตกใจมาก
“ท่านราอิลมาที่นี่ แล้วเห็นเธอหรือเปล่า”
พริริสาหวั่นกลัวไม่น้อย “ฉันก็ไม่รู้ แต่ไม่น่าเห็นนะ หรือว่าจะเห็น”
“เอาให้แน่สิริสา เห็นหรือไม่เห็น”
พริริสาไม่แน่ใจไม่กล้าตอบอะไรอีก

วิวรรณหยิบคุกกี้ที่เพิ่งอบเสร็จใส่โหลแก้ว พลางเล่าเรื่องอดีตให้ธีภพฟัง
“เรื่องมันก็สิบกว่าปีมาแล้วล่ะ ตอนนั้นเขาพูดกันให้ทั่วว่าคุณคณินมีความสัมพันธ์กับเลขาตัวเองที่ชื่อพีรดา จนคุณคณินแต่งงานกับคุณกานดา ถึงมารู้ทีหลังว่าพีรดาท้องแล้วก็คลอดลูกสาว แต่ก็เหมือนจะตกลงกันได้นะ สองแม่ลูกนั่นก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีก”
ธีภพยิ้มสัพยอกมารดา “คุณแม่นี่รู้ลึกรู้จริงอย่างคุณพ่อว่าเลยนะครับ”
วิวรรณมองค้อนลูกชาย
“ถ้าอย่างงั้นอาคณินก็มีลูกสาวอีกคนสิครับ”
“ใช่ แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นเด็กคนนั้นหรอกนะ จะว่าไปก็สงสารเด็กคนนั้นนะ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอหน้าพ่อแท้ๆ บ้างหรือเปล่า”
ธีภพอดนึกสงสารลูกสาวอีกคนของคณินไม่ได้ เขารู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่มีครอบครัวแสนอบอุ่น เข้าไปกอดมารดาด้วยความรัก วิวรรณแปลกใจ
“อะไร อยู่ๆ ก็มากอดแม่เป็นเด็กๆ”
“มีคนบอกว่าผมโชคดี เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น มีพร้อมทุกอย่าง มันก็คงเป็นแบบนั้นจริงๆ”
วิวรรณยิ้ม ชื่นใจ “ถ้ารู้ตัวว่าโชคดี ก็ต้องรู้จักรักษาความโชคดีของตัวเองเอาไว้รู้ไหม ต้องรักแล้วก็ตามใจแม่ให้มากๆ”
“ครับ”
“แล้วตกลงใช่พีรดาเดียวกันหรือเปล่า”
“อันนี้ผมก็ไม่ทราบหรอกครับ”
“แล้วกัน แม่จะเอาอะไรไปเล่าต่อที่สมาคมได้ล่ะ”
ธีภพขำที่วิวรรณยังอยากรู้เรื่องนี้อยู่

อีกฟากโลก กษัตริย์ราอิลกลับถึงวังไทรจีสแล้ว คามิลมารอรับ หญิงรับใช้รับกระเป๋าเดินทางจากองครักษ์ไปเก็บ
“ท่านพ่อเดินทางเหนื่อยไหมครับ”
“ไม่หรอก แล้วแม่เราล่ะ”
ทั้งคู่เดินคุยกันเข้าไปด้านใน
“ท่านแม่อาการดีขึ้นมาก แต่หมอยังไม่ให้ตาถูกแสงจ้าจนเกินไป”
“ได้ยินอย่างนี้พ่อก็สบายใจ แล้วริสาล่ะ”
คามินอึกอักไม่แน่ใจว่าควรจะตอบความจริงหรือโกหกช่วยน้องสาวดี
จนราอิลเอ่ยขึ้นว่า “ไม่ได้อยู่ที่อเมริกาใช่ไหม”
คามินประหลาดใจที่บิดารู้ว่าพริริสาอยู่ที่กรุงเทพฯ
“ท่านพ่อเจอน้องเหรอครับ”
“ใช่”

กษัตริย์ราอิลเล่าเหตุการณ์ในร้านอาหารที่เมืองไทยให้คามินฟังว่า
ระหว่างที่ราอิลนั่งอยู่ที่โต๊ะกับธเนศนั้น
ธเนศมองไปเห็นธีภพเดินเข้ามาก็ยกมือโบกเรียก พร้อมกับบอกว่า
“ลูกชายผมมาพอดี”
ราอิลมองไปที่กระจกเห็นเงาสะท้อนของพริริสาที่เดินตามหลังธีภพเข้ามา พริริสาก็เห็นองค์ราอิลจึงรีบหลบ ตรงไปทางห้องน้ำ เมื่อราอิลมองอีกทีก็ไม่เห็นพริริสาแล้ว

ได้ฟังแล้วคามินถึงกับส่ายหน้า นึกเป็นห่วงพริริสาที่ทำอะไรโดยพละการ
“พ่อก็ไม่รู้หรอกนะว่าริสากำลังทำอะไรอยู่”
“เรื่องริสา ลูกขอเป็นคนจัดการเองท่านพ่อ แต่ถ้าท่านแม่รู้เข้า...”
“เอาเถอะ พ่อจะให้เราจัดการเรื่องของน้อง จะไม่บอกแม่เขาหรอก เขาจะได้พักผ่อนเต็มที่”
คามินโล่งใจที่ราอิลจะไม่บอกพีรดาเรื่องนี้
“ถ้าอย่างงั้นลูกขอไปตามน้องกลับมานะพะยะค่ะ”
ราอิลพยักหน้าตามใจคามิน คามินยิ้มจะได้ไปพาตัวพริริสากลับมาสักที

คามินเรียกไคซัจมาพบ ทั้งคู่เดินมาอีกมุมของวัง มีไคซัจตามหลัง คามินหยุด ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
“ไคซัจ นายเตรียมตัวเดินทางไปกรุงเทพฯ เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้”
ไคซัจตกใจ “เจ้าชาย”
“ตอนแรกฉันตั้งใจจะไปเอง แต่ตอนนี้ไทรจีสกำลังมีปัญหา คงต้องให้นายไปพาริสากลับมาแทน ฝากด้วยนะไคซัจ”
คามินจับบ่าไคซัจเป็นการกำชับว่านี่เป็นหน้าที่สำคัญ ก่อนเดินจากไป

ไคซัจได้แต่ทำหน้ากลุ้มใจ คิดหนักว่าตนจะพาตัวพริริสากลับมาได้ยังไงหนอ

อ่านต่อหน้า 2

เพลิงนรี ตอนที่ 3 (ต่อ)

ถาดใส่ส้มตำ ลาบ น้ำตก ยำวุ้นเส้น ถูกวางลงบนโต๊ะในโรงอาหารบริษัท โรซี่เป็นคนถือถาดแห่งความแซบเข้ามา ชนิตา กับ บุษกร ถือข้าวเหนียว จานผัก และน้ำ มานั่งกับพริริสาที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว พร้อมข้าวไข่เจียวตรงหน้า

“กินข้าวไข่เจียวมันจะไปอร่อย มีรสชาติอะไรล่ะ ริสา นี่” ชนิตาว่า
โรซี่เสริม “ใช่ มันต้องจัดหนัก จัดเต็ม แซ่บเว่อร์แบบนี้”
“กินด้วยกันนะ เอาข้าวไข่เจียวมานี่”
พร้อมกับว่าชนิตาเลื่อนจานข้าวไข่เจียวออก แล้วส่งจานเปล่า ช้อน ส้อมให้ พร้อมข้าวเหนียวไปแทน โรซี่ ชนิตา บุษกร มองจ้องริสา
“ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลาเลย ริสา ลุย” โรซี่กล่าวเปิดงาน
ทุกคนลงมือ จก จิ้ม กินกันอย่างสนุกสนาน พริริสาน้ำลายไหล อดไม่ไหว เอาส้อมจิ้มส้มตำขึ้นมาชิม พอลิ้นสัมผัสรสก็ยิ้มกว้างออกมา
“แซบอ่ะ อาหารไทย อร่อยที่สุดในโลกจริงๆ นะ”
“อันนั้นมันแน่อยู่แล้ว” บุษกรบอก
สาวๆ ก้มหน้าก้มตากินโดยไม่ทันมองว่า ธีภพเดินเข้ามาพร้อมจานข้าวในมือ
“ขอนั่งด้วยคนนะครับ”
ทุกคนชะงักเงยหน้าขึ้นมอง ในขณะที่พริริสากำลังเอายำวุ้นเส้นเข้าปากพอดี

ด้านกรนันท์เปิดประตูเข้ามาในห้องธีภพ
“พี่ภพคะ”
ในห้องนั้นว่างเปล่าไม่มีใครอยู่ กรนันท์ดูนาฬิกา เห็นเลยเที่ยงมากว่าสิบห้านาทีแล้ว ทำหน้าเซ็ง เดาออกว่าธีภพอยู่ที่ไหน

สาวๆ ขาเม้าท์ดี๊ด๊ายกใหญ่รีบขยับให้ธีภพลงนั่งตรงข้ามพริริสาพอดิบพอดี พริริสาอึดอัด แต่ธีภพยิ้มแจกหล่อให้กับทุกคน
“ทานกันเลยครับ อย่าให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมาขัดจังหวะเลยนะครับ”
พริริสาพูดขึ้นมาลอยๆ “ขัดมากเลย”
ธีภพได้ยินไม่ถนัด “คุณพูดอะไรนะ ริสา”
“เอ้อ คือ ชั้นบอกว่า เผ็ดมากเลยค่ะ”
ธีภพพยักหน้า “อ้อ”
พริริสาเห็นธีภพมองจ้องไม่เลิกก็เสไปตักส้มตำกินอย่างไม่สนใจ
“คุณนี่เก่งนะ”
พริริสามองธีภพ ท่าทีเชิดหยิ่ง
“ใครๆ ก็พูดแบบนี้ทั้งนั้นล่ะค่ะ” พริริสาตักส้มตำเข้าปาก
“เมื่อวานปวดท้อง แต่วันนี้กินส้มตำ ยำแซบได้แล้ว” ธีภพเหน็บ
พริริสากำลังกลืนส้มตำลงคอถึงกับสะอึก สำลักทันที ทุกคนตกใจ
โรซี่กรี๊ด “ว้าย ริสา ตายแล้ว”
ธีภพเองก็ตกใจไม่น้อย รีบหยิบแก้วน้ำส่งให้ แถมยังช่วยลูบหลังลูบไหล่พริริสาที่กระแอมกระไอหนัก เพื่อให้อาการดีขึ้น
“ใจเย็นๆ คุณ”
กรนันท์เดินเข้ามาในโรงอาหารมองหาธีภพ จนเห็นภาพธีภพใกล้ชิดอยู่กับพริริสา แถมมีท่าทีเป็นห่วงเป็นใยกันก็ฉุนขาด พริริสาขยับลุกขึ้นยังคงไออยู่ รีบเดินออกไป กรนันท์มองตามไปอย่างแค้นใจ

พริริสาเช็ดหน้าเช็ดตาที่หน้ากระจกในห้องน้ำ นึกโมโหธีภพไม่หาย
“คนบ้ามาทำให้เราสำลักได้”
กรนันท์เดินหน้าตึงเปรี๊ยะตามเข้ามาเอาเรื่อง พอพริริสามองกระจกอีกทีก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นกรนันท์ยืนหน้าบูดอยู่ที่ด้านหลัง
“คุณเกรซ”
“พี่ภพเขาเป็นคนใจดี ไม่ถือตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแกจะได้ใจไปตีเสมอเทียบชั้นเขาได้หรอกนะ หัดเจียมกะลาหัวไว้ซะบ้าง”
พริริสารู้ทันทีว่าน้องสาวต่างมารดาเจ้าอารมณ์กำลังไม่พอใจเรื่องอะไร นึกสนุกอยากยั่วโมโหอีกฝ่ายเล่นๆ
“แต่ฉันว่าคุณภพเขาไม่ได้คิดแบบคุณนะคะ”
“พี่ภพเขาก็มีจิตเมตตาคนไปทั่ว โดยเฉพาะกับพวกคนทำงานระดับต่ำ ที่เขาเสวนาพูดจาด้วยก็เพื่อเอาไว้ใช้งาน ไม่ได้สนใจเป็นการส่วนตัว”
กรนันท์จ้องหน้าพริริสาจงใจด่ากระทบกระเทียบ
พริริสากวนประสาทต่อ “ต่อให้ฉันกับคุณภพอยู่คนละชั้นอย่างที่คุณพูด มันก็ไม่เป็นอุปสรรคสักเท่าไหร่หรอกค่ะ ถ้าฉันต้องการให้คุณภพมาสนใจฉันจริงๆ”
กรนันท์โกรธจัดเอากานดามาขู่ขวัญ “ชั้นจะพยายามไม่ลดตัวลงไปต่อปากกับแกนะ แต่ถ้าคุณแม่ชั้นรู้ว่า แกอวดดีฉอดๆกับชั้นแบบนี้ล่ะก้อ ชั้นไม่รับรองนะ ว่าคุณแม่จะมาจัดการกับแกยังไง”
“ถ้างั้นก็ฝากไปบอกคุณกานดาด้วยนะคะ ว่าฉันจะรอ” พริริสามองจ้องท้าทาย
กรนันท์แทบเต้น ทำท่าจะเข้าไปเล่นงานพริริสา แต่ชนิตาและบุษกรเข้ามาในห้องน้ำพอดี ส่งเสียงเรียกพริริสามาก่อน
“ริสา”
ทั้งคู่เห็นพริริสาและกรนันท์จ้องหน้ากันเขม็ง ท่าทางเหมือนจะมีเรื่องก็พากันชะงัก ตื่นตระหนกตกใจ กรนันท์เห็นมีคนเข้ามาจึงสะบัดหน้าเดินออกไป
“ไม่ได้มีเรื่องอะไรกันใช่มั้ย” บุษกรขยับมาหา รีบถาม
พริริสานิ่งไม่ตอบ ชนิตาและบุษกรมองหน้ากัน หวั่นใจจะมีเรื่องอีก

ที่คฤหาสน์บูรพเกียรติบ่ายนั้น ทันทีที่ธิดาสุดสวาทถ่ายทอดคำพูดท้าทายจากพริริสาจบ คุณกานดาก็ลุกขึ้นพรวดขึ้น สีหน้าถมึงทึง ดวงตาวาวโรจน์ โกรธมาก
“อะไรนะ นี่มันกล้าพูดแบบนั้นเลยเหรอ ยายเกรซ”
“ค่ะ”
“แล้วลูกบอกธีภพรึเปล่า ว่านังนั่นมันพูดจาล่วงเกินลูก”
“โอย คุณแม่คะ อย่าว่าแต่บอกเลยค่ะ ให้เจอพี่ภพตอนนั้น เกรซก็ไม่มีอารมณ์แล้วค่ะ”
กานดาคุมแค้น “นังนี่มันวอนตกงานจริงๆ”
“เกรซเข้าใจแล้วล่ะค่ะ ว่าทำไมคุณแม่ถึงต้องเอาสร้อยเส้นนั้นไปประมูลทิ้ง เวลาเรารู้สึกเกลียดใครสักคน ไม่ใช่แค่ตัวมันแต่ของๆมัน ชื่อมัน เราก็ไม่อยากเห็น ไม่อยากพูดถึง”
กานดาเข้าไปกอดกรนันท์เอาไว้เป็นเชิงปลอบให้ลูกสาวใจเย็นลง
“แม่จะจัดการปรามนังนั่นให้ลูกเอง”
สีหน้ากานดามีวี่แววเคืองแค้นพร้อมจะเอาคืนพริริสากดังว่า

เลิกงานแล้วศจีเคลยร์งานเสร็จกำลังเก็บของบนโต๊ะเตรียมกลับบ้าน กานดาเดินฉับๆ เข้ามา ศจีเงยหน้าขึ้นมอง
“สวัสดีค่ะ คุณกานดา”
“ผู้ช่วยเธอล่ะ ศจี” กานดามองไปยังโต๊ะพริริสา
“อยู่ในห้องคุณคณินค่ะ เอาเอกสารเข้าไปให้เซ็น”
ศจียังพูดไม่ทันจบคำ กานดาก็เดินเข้าไป ศจีมองตามอย่างงงๆ

คณินเงยหน้าขึ้นมองพริริสาซึ่งยืนรอเอกสารอยู่หันมามอง แล้วขยับถอยออกมานิดนึง กานดาเดินเข้าไปหา
“ลูกสาวชั้นบอกว่า เธอท้าให้ชั้นมาจัดการเธอ”
“ดิชั้นไม่ได้ท้าค่ะ” พริริสาบอกเสียงเรียบ
“เจอคนจริงเข้าก็กลัวหัวหด กลับคำ ปากคอสั่นเลยนะ รู้ว่าขี้ขลาด ก็อย่าปากดี”
“ดิชั้นไม่ได้กลัว ไม่ได้ขี้ขลาด ไม่ได้ปากสั่น”
“โกหก”
คณินปราม “คุณดา พอเถอะ”
คนที่ไม่หยุดคือพริริสา “แล้วก็ยืนยันว่า ไม่ได้ท้าค่ะ ดิชั้นพูดกับคุณเกรซว่าฝากไปบอก คุณกานดาด้วยนะคะ ว่าชั้นจะรอ แบบนี้ไม่เรียกว่าท้านะคะ”
กานดาโกรธจัด “นังริสา”
คณินลุกเข้ามาขวาง “พอเถอะ คุณดา เรื่องไม่เป็นเรื่อง ออกไปได้แล้ว ริสา”
“ค่ะ”
พริริสาเดินไปหยิบแฟ้มเซ็น ขณะผ่านกานดาไป ทิ้งสายตาสะใจเล็กๆ ให้ ซึ่งคณินมองไม่เห็น กานดามองอย่างแค้นใจ พอพริริสาพ้นตัวออกไป กานดาก็หันมาสะบัดตัวออกจากคณินทันที
“ทำแบบนี้ ใครรู้เข้า เค้าจะหาว่าผู้ใหญ่รังแกเด็ก” คณินพูดจริงจัง
กานดามองสามีอย่างโกรธขึ้งที่เหมือนเข้าข้างพริริสา

ที่ไทรจีส คามินเดินเข้ามาโถงตำหนักของวัง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“ถึงกรุงเทพฯแล้วใช่มั้ย”
“พระเจ้าค่ะ”
“แล้วรู้รึยังว่าเจ้าหญิงอยู่ที่ไหน”
“ทราบแล้วพระเจ้าค่ะ”
“ดี พยายามพาเจ้าหญิงกลับไทรจีสให้ได้นะ ไคซัจ”
“พระเจ้าค่ะ”
ไคซัจนั่งอยู่ในรถซึ่งจอดอยู่ริมถนนใจกลางกรุงเทพฯ ตอนเช้า กดตัดสาย สีหน้ากังวลเล็กๆ ก่อนจะบอกคนขับรถว่า
“ไปสถานทูตไทรจีสก่อน”
“ครับ” คนขับรถรับเอาคำแล้วขับรถแล่นออกไป

โรซี่ ชนิตา และบุษกร ตั้งวงเม้าท์มอยรับอรุณกันอยู่ในห้องชงกาแฟ
“ตกลงเมื่อวาน ริสากับคุณเกรซมีอะไรกัน เม้าท์ด่วนเลย” โรซี่ทำท่ากระเหี้ยนกระหือรือ อยากรู้เต็มแก่
“ดูจากที่เห็นก็เหมือนจะมีเรื่องกันนะ แต่พอถามริสา ริสาก็ไม่บอก” บุษกรว่า
“นั่นซิ ยิ่งไม่บอก ยิ่งอยากรู้ เมื่อคืนถึงกับนอนไม่หลับเลยนะ” ชนิตาบอก
“สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนบ้างก็ดีนะคะ จะได้หลับสบาย จิตไม่ฟุ้งซ่าน” บุษกรว่า
“อะแฮ่ม”
ทั้ง 3 คนหันขวับไปมอง ศจีเดินเข้ามา
“ชั้นว่าต้องสวดกันทุกคนนั่นล่ะ งานการไม่ทำ หัวชนกันเม้าท์เรื่องชาวบ้าน”
“ก็เมื่อวานเนี่ย คุณเกรซกับริสา...”
โรซี่พูดไม่ทันจบคำศจีรีบยกมือขึ้น “คุณกานดากับริสาต่างหาก”
คราวนี้ทุกคนตาโต เข้ามาล้อมศจีไว้
“นี่ริสามีเรื่องทั้งแม่ทั้งลูกเลยเหรอ” โรซี่ถาม
“จะรอดมั้ยเนี่ย” บุษกรกังวล
“แล้วริสามาทำงานรึยังเนี่ย”
สามขาเม้าท์ส่ายหน้า ไม่รู้เหมือนกัน
ศจีค้อนขวับ “มัวแต่จับกลุ่มเม้าท์ ไม่ได้ดูอะไรเล้ย ช้างเดินผ่านก็ไม่รู้เรื่องหรอก”
ทุกคนมองหน้ากันเจื่อนๆ ศจีค้อนขวับ

สายมาหน่อย พริริสาถ่ายเอกสารอยู่ มือคลิกดูข่าวจากโทรศัพท์มือถือ เห็นรูปธีภพจากงานประมูลในโทรศัพท์ก็เบ้หน้าหมั่นไส้
“ทำเป็นยิ้ม รู้ตัวมั้ยเนี่ย ว่าทำคนอื่นเค้าเดือดร้อน”
พริริสาเบ้ปากอีกครั้ง ก่อนจะหันไปหยิบเอกสารมาจะถ่ายก็อปปี้ต่อ แต่ทำหล่น
“อุ๊ย”
พริริสาก้มลงเก็บ และเห็นกระดาษอีกแผ่นหล่นอยู่ใต้เครื่องถ่ายเอกสาร จึงหยิบขึ้นมาดู เห็นเป็นจดหมายที่ถ่ายสำเนาไว้ ซึ่งเป็นจดหมายยกเลิก order มีตัวประทับ canceled เด่นชัด
“โฮลเซลล์ยกเลิกออร์เดอร์กับบูรพเกียรติเหรอเนี่ย”
พริริสาหยิบเอกสารมาพับยัดใส่กระเป๋า
“ริสา”
เสียงเรียกนุ่มนวลคุ้นหูนั้นทำเอาพริริสาสะดุ้งเฮือก หันไปมองเห็นธีภพยืนจ้องอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

รถของไคซัจแล่นเข้ามาจอดหน้าทางเข้าตึกทำการสถานทูต ไคซัจลงรถเดินเข้ามา พร้อมๆ กับที่มิราเดินออกมาจากด้านในพอดี มิราเห็นไคซัจก็ตกใจประสมประหลาดใจ
“ไคซัจ มาได้ไงเนี่ย”
มิราขยับหลบไปอีกทางทันที แล้วเดินอ้อมไปอีกด้าน แต่ไคซัจมายืนขวางหน้าไว้
“สวัสดีครับ คุณมิรา”
มิราเบิกตาโต “ไคซัจ มาได้ยังไงเนี่ย”
“ผมมาตามเจ้าหญิงกับคุณไงครับ”
“นายรู้ได้ยังไง ว่าชั้นอยู่ที่กรุงเทพฯ”
“ไม่มีอะไรเล็ดลอดสายตาเจ้าชายคามินไปได้หรอกครับ”
มิราเซ็ง กลุ้มหนักที่โดนจับได้แล้ว
“ยังไงรบกวนคุณมิรา เชิญเจ้าหญิงมาที่นี่ด้วยนะครับ ผมให้รถไปรับที่ตึกบูรพเกียรติแล้ว”
“ให้รถไปรับ”
มิรายิ่งตกใจมากกว่าเดิมที่ไคซัจรู้แม้กระทั่งเรื่องพริริสาไปทำงานที่บูรพเกียรติ

ธีภพเดินนำเข้ามาในห้องทำงานของเขา พริริสาเดินตามหลัง ธีภพหยุดและหมุนตัวมาหาอย่างเร็ว จนพริริสาชนเขาจังๆ
“อุ๊ย”
ธีภพคว้าตัวเธอไว้ พริริสากระพริบตาถี่ๆ มองตาธีภพแว่บหนึ่งก่อนจะรู้ตัว ขยับตัวออก
“ขอโทษค่ะ”
ธีภพพยายามทำหน้านิ่ง “ไม่เป็นไร”
“คุณจะให้ชั้นทำอะไรคะ บอกมาเลยค่ะ ชั้นมีงานค้างเยอะ”
“คุณเป็นใคร”
พริริสามองฉงน “ไม่สบายรึเปล่าคะ ชั้นก็เป็นผู้ช่วยเลขาคุณคณินไงคะ คุณจำไม่ได้เหรอคะ”
“คุณรู้ว่าผมหมายความว่ายังไงนะ ริสา ตอบมาตรงๆ ดีกว่า” ธีภพจ้องเขม็ง
“ชั้นไม่รู้หรอกค่ะว่าคุณหมายความว่ายังไง ถ้าคุณไม่มีอะไร ชั้นขอตัวนะคะ”
พริริสาฉุนขยับจะออกไป เสียงมือถือดังขึ้นพริริสายกขึ้นดูเห็นเป็นชื่อ my best friend ปรายตามองธีภพแล้วรีบเดินออกไป ธีภพมองตามอย่างแปลกใจ

มิราเดินว้าวุ่นใจอยู่ข้างตึกสถานทูตเอาโทรศัพท์มือถือแนบหู คอยหันไปชะเง้อมองเหมือนกลัวจะมีคนมาเห็น
“รับซิ รับซะทีซิ...” มิรายิ้มดีใจ “ริสา...ริสา เรื่องใหญ่แล้ว”
ทันทีที่ออกจากห้องธีภพ พริริสาแอบหลบมุมรับสายมิรา
“มีอะไรเหรอ” พริริสาตกใจ “หะ อะไรนะ ได้...ได้...โอเค”
พริริสากดวางสาย แล้วเดินไปอย่างรีบร้อน แต่กลับเห็นธีภพเดินมายืนดักหน้าไว้
“จะไปไหนเหรอ...ริสา”
พริริสามองหน้าธีภพพยายามหาข้อแก้ตัว

พริริสารีบร้อนเดินออกมาที่ลานจอดรถ มองซ้ายแลขวากลัวจะมีคนมาเห็น คนขับรถของสถานทูตไทรจีสยืนรออยู่อีกมุม พริริสาเดินดิ่งไปยังรถ คนขับรถรีบเปิดประตูโค้งให้ก่อนริสาจะก้าวขึ้นไป รถของสถานทูตแล่นออกไป

พริริสาพาตัวเองเข้ามาอยู่ในห้องรับรองวีไอพีของสถานทูต ตอบไคซัจด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไม่กลับ”
“ถ้าเจ้าหญิงไม่ยอมกลับ คงต้องบอกกับเจ้าชายคามินเองแล้วล่ะพะยะค่ะ”
ไคซัจหยิบรีโมตมากดเปิดทีวีในห้อง กลายเป็นจอวิดีโอคอล มีภาพคามินปรากฎอยู่บนจอนั้น
อีกฟาก เจ้าชายคามินพร้อมคุยวิดีโอคอลจากห้องประชุมที่วังไทรจีส
“คิดไว้แล้วเชียวว่าเราจะต้องไม่ยอมกลับง่ายๆ ใช่ไหมริสา เธอก็ด้วยมิรากลับมาเราคงต้องชำระความกันที่รู้เห็นเป็นใจกับริสา”
มิราตกใจ “เจ้าชาย”
“หมดเวลาเที่ยวเล่นแล้ว น้องต้องรีบกลับมาก่อนที่ท่านแม่จะรู้ว่าเราโกหก”
พริริสารั้น เอาแต่ใจ “ริสาจะไม่กลับ จนกว่าความตั้งใจของพริริสาจะสำเร็จ ใครก็ห้ามริสา
ไม่ได้”
คามินดุ “ยังไงก็ต้องกลับ นี่เป็นคำสั่ง”
พริริสาไม่ยอม “จะให้ริสากลับไปโดยที่คนพวกนั้นอยู่กันอย่างมีความสุข ไม่ต้องรับผลกรรมใดๆ เลยเหรอพี่คามิน คนพวกนั้นทำร้ายแม่ ทำร้ายริสาจนแทบเอาชีวิตไม่รอด”
“แต่สิ่งที่ริสาจะทำมันผิด คิดให้ดีๆ สิ สิ่งที่ริสากำลังจะทำมันอาจจะย้อนมาทำร้ายตัวเราเองก็ได้”
“งั้นพี่คามินก็ปกป้องริสาสิ ใครกันที่เคยสัญญาว่าจะเป็นคนปกป้องริสา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่ทิ้งน้องสาวคนนี้”
คามินนิ่งงันไป หวนคิดถึงอดีตวัยเด็ก

คามินสอนพริริสาเล่นเกมไม้เจงก้า ทั้งสองสลับกันดึงไม้ออกทีละชิ้น ไม่ให้ถล่มลงมา ริสาและคามินเอาแต่สนใจเกมไม้ตรงหน้าที่ต้องใช้สมาธิในการดึงไม้ออกมา
จู่ๆ งูมีพิษตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากพุ่มไม้ ตรงมาทางคามิน เจ้าชายรัชทายาทมัวแต่ลุ้นเพราะเป็นคนดึงไม้ท่อนต่อ เพ่งสมาธิค่อยๆ ดึงไม้ออกมา งูเลื้อยเข้ามาใกล้ทุกที คามินยังไม่รู้ตัวเพราะจดจ่ออยู่กับเกม พริริสาเหลือบไปเห็นงูที่เลื้อยเข้ามาใกล้คามินก็ตกใจ
“พี่คามินระวัง”
คามินมัวแต่สนใจเกมตรงหน้า อารามตกใจพริริสาหยิบกองไม้เจงก้าปาใส่งูที่เลื้อยมาด้านหลังคามิน งูเปลี่ยนทิศพุ่งมาหาพริริสาแทน เด็กหญิงสายเลือดไทยแท้ถูกงูกัดเข้าที่ขา
“โอ๊ย”
คามินตกใจ “ริสา”
ไม่นานต่อมาทั้งคามิน พีรดาและราอิล ต่างรอลุ้นหมอที่กำลังดูอาการพริริสาอยู่บนเตียงอย่างเป็นห่วง
“เพราะลูกทำให้ริสาต้องถูกงูกัด ริสาปกป้องลูกเอาไว้ น้องจะเป็นอะไรไหมพะยะค่ะท่านพ่อ” คามินเอาแต่โทษตัวเอง
ราอิลปลอบลูก “น้องมีหมอคอยดูแลแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกคามิน”
หมอผละจากเตียงพริริสามาหาทั้งสาม พีรดารีบถาม
“ริสาเป็นยังไงบ้างคะหมอ”
“ปลอดภัยดีพะยะค่ะ โชคดีที่เจ้าชายบอกชนิดของงูได้ถูกต้อง ทำให้การรักษาง่ายขึ้น”
ทุกคนพากันโล่งใจ คามินรีบไปที่ข้างเตียงเพื่อดูพริริสา
“ริสา พี่ขอโทษ”
พริริสายังยิ้มได้ทั้งที่ใบหน้าซีดเซียว
“พี่คามินไม่ได้ทำอะไรผิด จะขอโทษริสาทำไม”
“ต้องขอโทษสิ พี่เป็นพี่ เป็นลูกผู้ชายกลับทำให้น้องสาวได้รับอันตราย แต่จากนี้ไปพี่ปกป้องและคอยดูแลริสา ไม่ให้ใครหรืออะไรมาทำร้ายริสาได้อีก พี่สัญญา”
คามินจับมือพริริสามาเกี่ยวก้อยกับตัวเอง ผู้ใหญ่ได้ยืนมองดูเด็กๆ อย่างเอ็นดู

คามินนึกถึงสัญญาที่ให้ไว้กับพริริสา ก็อึดอัดใจที่ถูกทวงสัญญานั้น
พริริสาดูออก จึงทำทีเป็นตัดพ้ออย่างน้อยใจ “แต่ถ้าพี่คิดว่าเป็นแค่คำพูดตอนเด็กๆ ไม่คิดจริงจัง ก็ช่างเถอะ”
มิราสบช่องช่วยเสริม “เรื่องบางเรื่องคนพูดอาจจะจำไม่ได้ แต่คนฟังดันไม่ยอมลืมเอง ทำใจเถอะนะริสา”
คามินโดนสองสาวกดดันเลยจำยอม “ตามใจ อยากทำอะไรก็ทำ”
ไคซัจตกใจ ไม่คิดว่าคามินจะยอมเอาง่ายๆ “เจ้าชาย”
พริริสาและมิราดีใจที่คามินไม่ขัดขวางแล้ว
“แต่พี่จะต้องรู้ทุกอย่างที่ริสาจะทำ แล้วไคซัจต้องอยู่คอยดูแลริสาที่นั่นด้วย”
ไคซัจโค้งรับคำสั่ง พริริสาขัดใจนักทำท่าจะไม่ยอม แต่มิราพยักพเยิดให้พริริสายอมๆ ไปก่อน

พริริสาออกมาหน้าตึกสถานทูต หงุดหงิดไม่หายที่ถูกคามินบังคับหลายเรื่อง แต่ก็ต้องยอมตกลง
“กระหม่อมจะให้รถไปส่งเจ้าหญิงนะพะยะค่ะ” ไคซัจเอ่ยขึ้น
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เราากลับเองได้”
ไคซัจรีบตามออกมา
“แต่ เจ้าชายคามินให้กระหม่อม”
มิราตามมาดึงไคซัจเอาไว้
“ไม่ต้องตามเลยไคซัจ นายอยู่เคลียร์กับฉันที่นี่ก่อน”
พริริสาไม่สนใจไคซัจเดินออกไป ปล่อยให้มิราเป็นคนจัดการแทน

พริริสาออกมาที่หน้าสถานทูตจะหาทางกลับ แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นรถธีภพแล่นมาจอดเทียบตรงหน้า ธีภพลดกระจกลงส่งยิ้มให้
“ริสา ญาติคุณที่ไม่สบายเป็นยังไงบ้าง”
พริริสาตกใจมากว่าธีภพรู้ได้ยังไงว่าตนมาที่นี่

พนักงานร้านอาหารแห่งนี้ยกอาหารมื้อเย็นมาเสิร์ฟที่โต๊ะธีภพแล้วเดินออกไป พริริสานั่งหน้าบึ้งกอดอกไม่พูดไม่จาอยู่อย่างนั้น อดีตสารวัตรเปิดฉากสอบสวน
“นี่คุณยังไม่บอกผมเลยนะว่า ญาติคุณไม่สบาย ทำไมไม่ไปโรงพยาบาล แต่ไปที่สถานทูตไทรจีส”
“ถ้าคุณจะถามชั้นแค่นี้ ก็ไม่เห็นต้องมาที่ร้านอาหารเลย”
“ก็ผมหิว แล้วผมก็คิดว่าคุณน่าจะหิว ผมบอกเหตุผลของผมแล้ว คุณจะตอบคำถามผมได้รึยัง”
พริริสากระพริบถี่ขึ้น พยายามหาข้ออ้าง
“พอดีญาติฉันเขาทำงานที่นั่นแล้วไม่สบาย ปวดท้องมาก พอไปถึงเขาก็อาการดีขึ้น ก็เลยไม่ยอมไปโรงพยาบาล”
“คุณรู้ไหมคนปกติจะกระพริบตา หกถึงแปดครั้งต่อนาที แต่คนที่รู้สึกกดดัน เช่นคนที่กำลังโกหก จะกระพริบตาบ่อยมาก เหมือนคุณตอนนี้เลย”
พริริสาเบิกตาโตแก้ตัวให้วุ่น “ฉันไม่ได้โกหกนะคะ ญาติฉันเขาเพิ่งได้งานเป็นลูกจ้างทั่วไปที่นั่น”
“คนโกหกเวลาพูดหน้าจะกระตุก เหงื่อจะเริ่มออก”
พริริสาตกใจจับหน้าตัวเอง แต่พบว่ามันไม่ได้กระตุก และไม่มีเหงื่อด้วย จึงรู้ตัวว่าถูกธีภพหลอกก็โมโห
“นี่คุณจะหาว่าฉันโกหกให้ได้เลยใช่ไหม”
“ก็เหตุผลคุณฟังแล้วไม่มีตรรกะเลยสักนิด”
“คุณก็อย่าเอาตรรกะของตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลสิ ถ้าคุณไม่เชื่อ พรุ่งนี้ฉันจะพาคุณไปหาญาติฉันที่นั่นก็ได้”
“ก็ได้ ตามนั้น”
พริริสาไม่คิดว่าธีภพจะเอาจริงเริ่มหน้าเสีย หยิบช้อนส้อมพลางครุ่นคิดจะทำยังไงดี
“มือคุณสั่น มันแสดงว่า...”
พริริสาชะงัก ไม่รู้ธีภพจะจับผิดอะไรตัวเองอีก
“คุณหิวแล้ว ทานเถอะ” ธีภพว่า
พริริสาหน้าหงิกที่โดนแกล้งอีกจนได้ ธีภพตักอาหารให้พริริสา แอบยิ้มนึกสนุกที่ได้ไล่ต้อนอีกฝ่าย
พนักงานถือกล้องโพลาลอยด์เดินยิ้มแย้มเข้ามาที่โต๊ะ
“ขออนุญาตถ่ายรูปคุณลูกค้าหน่อยนะคะ”
“ได้เลยครับ”
พริริสาสวนออกไป “ไม่ได้ค่ะ”
พนักงานทำหน้างงๆ ธีภพหันมาทางพริริสาส่งสายตาเป็นเชิงปรามให้รักษามารยาท แล้วหันมาทางพนักงานอีกครั้ง
“ถ่ายได้ครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
พริริสาหันมาขึงตาใส่ธีภพ รู้สึกเหมือนโดนมัดมือชก

กรนันท์หอบหน้าตาบอกบุญไม่รับเดินเข้ามาในร้านดังเดียวกันนี้พร้อมเพื่อนชื่อปราง
“ไปกินรังแตนที่ไหนมายัยเกรซ ท่าทางจะรังใหญ่ หงุดหงิดข้ามวันแบบเนี่ยแล้วจะกินอะไรลงเหรอยะ”
“ฉันก็แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ ไม่ได้พิศวาสอยากกินอะไรที่นี่นักหนาหรอก”
“อาการแบบนี้มีเรื่องกับว่าที่คู่หมั้นรึเปล่ายะ มีแฟนหล่อแทนที่จะดี๊ด๊ามีความสุข”
ปรางหันไปเห็นธีภพนั่งอยู่กับพริริสาอีกด้านหนึ่งถึงกับชะงัก มองจ้อง
“เกรซ นั่นผู้ชายของเธอนิ นี่หงุดหงิดเรื่องนี้ใช่มั้ย”
กรนันท์หันไปตามสายตาปราง เห็นธีภพนั่งใกล้ชิดพริริสาให้พนักงานถ่ายรูปก็ของขึ้นอีกครั้ง
“ผู้หญิงคนนั้นใครน่ะ เธอรู้จักหรือเปล่า”
กรนันท์กัดฟัน “ยัยริสา พนักงานที่บริษัทพ่อฉันเอง”
“พนักงานที่บริษัท พี่ภพของเธอเป็นพวกสมภารชอบกินไก่วัดเหรอเนี่ย”
พนักงานถ่ายรูปพริริสาและธีภพเสร็จ เดินออกมา
กรนันท์ทำท่าจะปรี่ไปที่โต๊ะธีภพปรางต้องรีบดึงเอาไว้เต็มแรง
“จะทำอะไรน่ะ”
“ก็เข้าไปถามให้รู้เรื่องน่ะสิ ว่าพี่ภพมากับแม่นั่นได้ยังไง”
“ฉันว่าท่าทางแบบนี้คงไม่ได้แค่ถามหรอก เธอจะไปกินหัวยัยนั่นซะมากกว่า”
“ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน”
“แต่นี่มันร้านอาหารนะ ไม่ใช่บริษัทพ่อเธอจะได้ทำอะไรก็ได้ ฉันไม่อยากเห็นคลิปที่มีเรา 2 คน ในเรื่องเล่าเช้านี้นะ”
กรนันท์ได้สติขึ้นมาบ้าง สงบลง
ระหว่างนี้พนักงานถือกล้องโพลาลอยด์พร้อมรูปที่ถ่ายธีภพและพริริสามาติดที่บอร์ดตกแต่งของร้านที่มีรูปลูกค้าคนอื่นๆ ติดอยู่
กรนันท์เดินไปที่บอร์ดกระชากรูปนั้นออกมา ต้องทำอะไรสักอย่างกับพริริสาก่อนจะถูกแย่งธีภพไป ปรางได้แต่มองไปรอบๆ กลัวคนในร้านจะเห็น

ทางด้านไคซัจเปลี่ยนชุดมาแต่งตัวเหมือนพนักงานออฟฟิศ เดินอยู่กับมิราในสถานทูต
“ทำไมต้องบังคับให้ผมแต่งตัวแบบนี้ด้วย”
“ก็ริสา...เจ้าหญิงสั่งมา”
มิราส่งประวัติปลอมของพริริสาให้ไคซัจ
“นี่เป็นประวัติของเจ้าหญิงเวลาอยู่ที่นี่ ท่องจำให้ดีล่ะ ถ้าเกิดมีใครมาถามเธอก็บอกว่าเป็นญาติของริสา ทำงานอยู่ที่นี่เป็นพนักงานทั่วไป”
“แล้วใครกันที่จะมาสงสัยเรื่องของเจ้าหญิง”
“มีก็แล้วกัน ยังไงก็เตรียมตัวไว้ก่อน”
ไคซัจและมิราเดินผ่านโต๊ะเจ้าหน้าที่ ที่เพิ่งวางโทรศัพท์สายภายในสถานทูตไป
“คุณมิราคะ มีคนติดต่อมาว่าพบพาสปอร์ตของคุณค่ะ”
“จริงเหรอคะ” มิราเนื้อเต้น
“เขาให้เบอร์ติดต่อกลับไว้ด้วยค่ะ” เจ้าหน้าที่ส่งกระดาษจดเบอร์โทรศัพท์ให้
มิรารับมาอย่างดีใจ

มิรามายืนรอคนที่จะเอาพาสปอร์ตมาคืนให้ สักครู่หนึ่งอธิรุธเดินมาสะกิดที่บ่าเรียก มิราหันมาเห็นคู่ปรับก็หน้าหงิกใส่ทันที
อธิรุธยิ้มให้อย่างกวนๆ “เจอกันอีกแล้วนะครับ”
มิราสะบัดหน้าจะเดินหนีไม่อยากคุยด้วย
“อ้าวคุณ ไม่เอาของคืนแล้วเหรอ”
มิรานึกได้หันกลับมา “นี่อย่าบอกนะว่า...”
อธิรุธไม่ตอบ ชูกระเป๋าผ้าใบเล็กที่ใส่พาสปอร์ตให้มิราดู
“วันก่อนคุณอุตส่าห์เลี้ยงข้าวผม ผมก็เลยพยายามเก็บไปคิดว่า เอ ผมเห็นเจ้ากระเป๋าใบนี้ที่ไหนน้า”
“แล้วไหนวันนั้นบอกว่าจำไม่ได้”
“ก็วันนั้นมันจำไม่ได้จริงๆ นี่คุณ แต่ ในที่สุดผมก็จำได้ก็เลยไปหามาให้คุณจนเจอ”
มิรามองค้อนหมั่นไส้ที่อธิรุธพูดจาโยกโย้ จะคว้ากระเป๋าคืนมาแต่อธิรุธชักมือหนี
“อ้ะๆ ใจเย็นๆ สิคุณ ผมอุตส่าห์เอาของมาคืน มันก็ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยนหน่อย”
“อะไรของคุณอีก”
มิราขึงตาใส่ไม่ชอบใจที่อีกฝ่ายพูดจายียวนตลอดเวลา อธิรุธหยิบมือถือเปิดรูปพริริสาที่ลักษณะภาพเหมือนถูกแอบถ่ายในที่ทำงาน ยื่นให้มิราดู
“คุณรู้จักผู้หญิงคนนี้ไหม”
มิราเห็นรูปพริริสาก็ตกใจพยายามเก็บอาการ

รุ่งเช้า พริริสาถือแฟ้มเอกสารเซ็นเข้ามาวางไว้ที่โต๊ะทำงานคณินตามปรกติ แต่พอหันกลับก็เห็นกรนันท์ยืนกอดอกหน้าตาถมึงทึง โยนซองเอกสารไปที่โต๊ะคณิน ก็ชะงัก
“ของแกเอาไปซะ”
พริริสาแปลกใจ หยิบซองเอกสารมาเปิดดู ด้านในเป็นแบบฟอร์มใบลาออก
“คุณเกรซเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าคะ ฉันเพิ่งมาทำงานได้ไม่นาน ยังไม่คิดจะลาออก”
“ถ้าแกไม่ลาออกไปดีๆ อยากถูกไล่ออกฉันก็จะจัดให้”
“ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบคะ”
พริริสารู้ตัวทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังหาเรื่อง พยายามยิ้มสู้

อธิรุธแวะมาหาเพื่อน สองเกลอคุยกันเรื่องพริริสาอยู่ในห้องทำงานธีภพ อธิรุธเล่าเรื่องที่ไปเจอมิรามา
“เขาไม่รู้จักคุณริสา แต่บอกว่าเมื่อวานไปที่สถานทูตมา เห็นมีเจ้าหน้าที่ปวดท้องท่าทางอาการหนัก แต่เขาไม่ได้สนใจแล้วก็ออกมาก่อน แสดงว่าคุณริสาไม่ได้โกหกนายเรื่องญาติทำงานที่นั่น”
“แต่ริสาก็ยังโกหกฉันอยู่ดี เขาเคยบอกว่าไม่รู้จักประเทศไทรจีส ทั้งๆ ที่มีญาติทำงานอยู่ที่นั่น”
“แล้วเขาจะโกหกทำไมวะ ญาติเขาเพิ่งไปทำหลังเขาได้งานที่นี่ไม่ใช่เหรอ”
“ยังไงฉันก็ไม่เชื่ออยู่ดี”
ธีภพยังไม่ยอมหยุดความสงสัยในตัวพริริสาไปง่ายๆ

กรนันท์ถือรูปโพลาลอยด์ที่พริริสาถ่ายคู่กับธีภพในร้านอาหาร ปาใส่หน้าพริริสา
“เหตุผลที่ไม่เจียมตัว คิดจะจับผู้บริหารไงล่ะ”
พริริสาร้อนวูบที่หน้าที่ถูกหาว่าคิดจะจับธีภพ
“เหตุผลสิ้นคิด ฉันไม่เคยทำอะไรอย่างที่คุณว่า”
“งั้นก็ลาออกไปซะ ถ้าไม่อยากหมดอนาคตเพราะมีประวัติถูกไล่ออก ฐานะอย่างเธอคงลำบาก ถ้าหางานที่ไหนไม่ได้อีกเลย หรืออยากจะลอง”
พริริสาเหน็บ “นิสัยดูถูกคน ใช้อำนาจบาตรใหญ่มันถ่ายทอดกันได้ทางดีเอ็นเอจริงๆ”
กรนันท์โกรธจัด “นี่แกกล้าว่าถึงพ่อแม่ฉันเหรอ”
พริริสาไม่อยากเถียงต่อ พยายามจะเลี่ยง
“ถ้าคุณจะพูดเรื่องไร้สาระแค่นี้ล่ะก็ฉันขอเอาเวลาไปทำงานต่อนะคะ”
พร้อมกับว่ากรนันท์กระชากตัวพริริสากลับมา ไม่ยอมให้ไป
“ขอบอกไว้เลยนะ ถ้าน้ำหน้าอย่างแก กล้าคิดจะจับพี่ภพจริงๆ ละก็ แกมันก็เป็นได้แค่ทางผ่าน ที่เขาจะไม่คิดอยากจะย้อนกลับไปเอาอีกเท่านั้นล่ะ”
“แต่ฉันก็เห็นมาเยอะนะคะ พวกทางผ่านเนี่ย บางทีก็แจ๊คพอตกลายเป็นทางหลวง ทางหลักขึ้นมาได้เหมือนกัน”
ถูกต่อปากต่อคำพร้อมดวงตาแข็งกร้าวของพริริสาที่มองมา ยิ่งทำให้คุณหนูเกรซทนไม่ได้
“อย่าฝันเลยว่าคนอย่างแกจะมีวันนั้น”
กรนันท์ตบหน้าพริริสาสุดแรง พริริสานิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าจะโดนทำร้าย
ภาพกานดากระชากพริริสาแล้วผลักไปอีกด้านผุดขึ้นมาหลอกหลอน
พริริสาโกรธที่ถูกกระทำอีกครั้ง แต่ตอนนี้เธอไม่ใช่เด็กน้อยอีกแล้ว จึงตบหน้ากรนันท์กลับอย่างไม่เกรงกลัว

คณิน กานดา จินตนา และศจี เข้ามาเห็นพอดี ทุกคนต่างพากันตกใจ
ศจีวี้ด “ว้าย! ตายแล้ว”
กรนันท์ตะลึงตะไล ช็อกไปชั่วขณะไม่คิดว่าจะมีใครกล้าตบกลับ
“เกรซ”
กานดา พร้อม จินตนาถลันเข้าไปกางปีกปกป้องกรนันท์
จินตนาแผดเสียงดังลั่น “หล่อนกล้าดียังไงมาตบหน้าหลานสาวฉัน นังเด็กที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”
กานดาหันมาเอาเรื่องสามี “คุณคณิน คุณเห็นมันทำร้ายลูกเรา จะปล่อยให้มันยืนเฉยๆอยู่แบบนี้เหรอคะ”
คณินเห็นข้างแก้มพริริสามีรอยแดงช้ำเช่นกัน จึงเดาได้ว่าคงโดนกรนันท์ทำร้ายก่อน แต่ด้วยความรักลูกทำให้คณินมองพริริสาอย่างไม่พอใจ
สายตาตำหนิของคณินทำให้พริริสาทั้งน้อยใจทั้งเจ็บใจพวกบูรพเกียรติทบทวี

อีกฟากของตึกบูรพเกียรติแทบจะฆ่ากันตายอยู่แล้ว ธีภพเดินออกมาส่งอธิรุธที่หน้าห้องโดยไม่รู้เรื่องราวใดๆ
“ยังไงนายต้องช่วยฉันสืบเรื่องนี้ต่อ”
“ฉันชักสงสัยแล้วว่านายจะสืบเพราะอยากจับผิดคุณริสา หรืออยากจะอย่างอื่นกันแน่วะ”
“อยากอะไรพูดให้มันดีๆ นะไอ้รุธ”
อธิรุธยิ้มเหล่ ทำหน้าเจ้าเล่ห์ อย่างคนรู้ทันกัน แต่ธีภพเห็นพนักงานบริษัทพากันแตกตื่น ยืนชุมนุมกันที่บริเวณโถงทางเดินจึงไม่สนใจอีกฝ่าย อธิรุธหันไปมองตาม
“มีมหกรรมอะไร ถึงมาชุมนุมกันขนาดนี้”
ธีภพและอธิรุธเดินไปที่กลุ่มพนักงานที่กำลังจับกลุ่มกันอยู่
“จริงเหรอพี่ศจี” โรซี่ถามแทนคนอื่นๆ
“เห็นเต็มสองตาเลย ฝ่ามือริสาผัวะเข้าหน้าคุณเกรซเต็มๆ”
ศจีทำท่าวาดมือตบใส่ประกอบ จนคนใกล้ๆ ต้องพากันหลบพัลวัน
“ริสาไม่น่าทำแบบนั้นเลย” บุษกรไม่อยากเชื่อ
“นั่นสิ ขนาดพี่ศจีอายุรุ่นแม่คุณเกรซโดนทั้งโขกทั้งสับ กดขี่ข่มเหงสารพัดยังไม่กล้าทำอะไรเลย” ชนิตาว่า
“ใช่” ศจีเคลิ้ม สุดท้ายนึกได้ว่าถูกหลอกด่า “ฉันเป็นพวกมีความอดทนสูงย่ะ”
“แต่อย่างริสาก็ไม่น่าเป็นคนความอดทนต่ำเลยนะ มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรแน่ๆ” โรซี่ตั้งข้อสังเกต
บุษกรคิดตาม “หรือว่าจะเป็น....เรื่องนั้น”
“ว้ายๆๆ ศึกชิงคุณ...”
โรซี่โพล่งขึ้นแต่ยังไม่ทันจะเอ่ยชื่อธีภพ ก็ดันหันเห็นธีภพยืนฟังอยู่ ถึงรีบกลืนคำที่จะพูดลงคอไปทันที
“รุธ นายกลับไปก่อน”
ธีภพเดินไปทางห้องทำงานคณินทันที
อธิรุธยิ้มให้สาวๆ “เมื่อกี้ค้างอยู่ที่ศึกชิงอะไรนะครับ ต่อเลยครับผมอยากรู้”
โรซี่ยิ้มแหยๆ ไม่กล้าพูดต่อ

คณินมองดูแบบฟอร์มใบลาออกและรูปถ่ายจากร้านอาหาร แม้จะโกรธที่ลูกสาวถูกทำร้าย แต่ลึกๆ ในใจ ก็ไม่อยากทำร้ายพริริสา
“เกรซก็แค่เตือนมันดีๆ ว่าอย่าหวังสูงกับพี่ภพ แล้วก็ให้ลาออกไปซะ แต่มันก็มาทำร้ายเกรซ”
จินตนาโกรธกรุ่นๆ “เรียกตำรวจมาลากคอมันไปจัดการเดี๋ยวนี้เลยคณิน”
พริริสานึกเยาะคนบ้านบูรพเกียรติอยู่ในใจ ที่ปกป้องกรนันท์โดยไม่สนใจจะถามความจริงจากตน
“ไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอกครับคุณแม่”
“คุณจะให้ท้ายนังเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนี้เหรอคะ”
คณินฉุน “กานดา ถ้าคุณจะใช้สติสักนิดคุณก็จะรู้ ว่าถ้าทำเรื่องเด็กทะเลาะกันให้เป็นเรื่องใหญ่ มันจะเป็นยังไง”
กานดาและจินตนาพากันสะอึก
“งั้นก็ไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ต้องทำให้เด็ดขาด ให้เป็นเยี่ยงอย่างว่าใครมันจะมาทำร้าย ตบตีหลานสาวคนเดียวของบูรพเกียรติง่ายๆ ไม่ได้”
กานดาเสริม “นั่นสิคะ รู้ถึงไหนอายเขาถึงนั่น ถ้าปล่อยให้พนักงานกระจอกๆ คนนึงมาทำร้ายลูกสาวประธานบริษัทโดยไม่ทำอะไรเลย”
คณินถูกกดดัน พริริสาได้แต่นิ่งมองว่าคณินจะทำยังไง คณินยื่นแบบฟอร์มการลาออกให้พริริสา
“ริสา กรอกซะ พรุ่งนี้เธอไม่ต้องมาทำงานแล้ว”
กานดา กรนันท์และจินตนาพากันยิ้มเยาะพริริสา
พริริสาผิดหวังมาก “ท่านจะฟังความฝั่งเดียวโดยไม่ถามอะไรดิชั้นเลยเหรอคะ”
“ไม่จำเป็น เพราะไม่ว่าจะสาเหตุอะไร เธอทำร้ายลูกสาวฉัน มันก็ผิดอยู่ดี”
พริริสาพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกผิดหวัง น้อยใจไว้แทบไม่อยู่ คณินไม่คิดจะถามว่าเธอโดนทำร้ายก่อนหรือเปล่า แต่ตัดสินให้เธอลาออก ความน้อยใจแล่นเข้ามาจับขั้วหัวใจ
พริริสารับแบบฟอร์มมา หันเดินออกจากห้องไป สวนกับธีภพที่เดินเข้ามา พริริสาไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาเดินคอตั้งตรงออกไปทันที
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
“ไม่มีอะไรหรอก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับภพ เป็นเรื่องคนของอา” คณินตอบเลี่ยง
กรนันท์โพล่งขึ้น “ทำไมจะไม่เกี่ยวคะ ก็...”
กานดาและจินตนาดึงกรนันท์ไม่ให้พูดอะไรอีก กรนันท์จึงยอมเงียบ
ธีภพเห็นรูปคู่ตนและพริริสาในร้านอาหารวางอยู่บนโต๊ะคณิน ก็ใจหาย รู้ทันทีว่าตนต้องเป็นสาเหตุนี้แน่ๆ

พริริสายื่นใบลาออกฝากกับบุษกรไปให้ศจี
พริริสาฝากให้พี่ศจีด้วยนะบัว
โรซี่ ชนิตา บุษกรพากันหน้าเศร้าที่พริริสาต้องออกจากงาน ไม่มีใครกล้าพูดอะไร กลัวโดนหางเลขไปด้วย
โรซี่เศร้า “ริสา”
พริริสาเข้าใจทั้งสามได้แต่ยิ้มอย่างเหนื่อยๆ เดินออกไป สามสาวพากันทำหน้าเศร้า

บุษกรเดินมาส่งพริริสาหน้าเศร้า
“ขอบใจนะบัวที่เดินมาส่ง”
บุษกรทำหน้าจะร้องไห้ “มีอะไรก็ติดต่อบัวได้นะริสา”
“ฉันไปละ”
พริริสาจะเดินไปที่ลิฟต์ เสียงจินตนาดังขึ้น
“เดี๋ยว”
พริริสาและบุษกร เห็นกานดาและจินตนาก้าวเข้ามาก็ชะงัก
กานดาสั่งบุษกร “ถ้าไม่อยากตกงานอีกคน ก็รีบกลับไปทำหน้าที่ตัวเองซะ”
บุษกรหน้าเสีย มองหน้าพริริสาเป็นเชิงลา แล้วรีบเดินตัวลีบออกไป
เมื่อไม่มีใครแล้ว จินตนาเดินเข้ามาตบหน้าพริริสาอย่างแรง
“นี่สำหรับสิ่งที่แกทำกับหลานสาวคนเดียวของฉัน”
กานดาเหยียดยิ้มสาแก่ใจยิ่ง พริริสาจ้องคนเป็นย่าอย่างเจ็บปวดหัวใจ
“คุณหญิงแน่ใจเหรอคะว่า คุณหญิงมีหลานสาวแค่คนเดียว”
จินตนาและกานดาพากันชะงักงันกับสิ่งที่พริริสาพูด
“ชั้นจะมีหลานกี่คน มันก็ไม่เกี่ยวกับแก และถึงมี บูรพเกียรติก็ไม่นับญาติกับไอ้อีคนไหนทั้งนั้น นอกจากหลานเกรซของชั้นคนเดียว”
“แกไปได้แล้ว แล้วอย่ามาเหยียบที่บูรพเกียรติอีก ไปเถอะค่ะคุณแม่”
กานดาพาจินตนาเดินออกไป พริริสาทั้งเจ็บใจทั้งเสียใจแต่จะไม่ยอมร้องไห้ออกมาเด็ดขาด

พริริสาพาตัวเองกลับมาที่บริเวณบ้านเก่า มองโทรศัพท์ที่มีมิสคอลล์ หลายสายจาก มิรา แต่ไม่อยากโทร.กลับ พริริสานึกถึงคณินก็ยิ่งเสียใจ คิดว่าเขาคงลืมไปแล้วว่ามีลูกสาวอยู่อีกคน
คณินยื่นแบบฟอร์มการลาออกให้พริริสา
“ริสา กรอกซะ”
กานดา กรนันท์และจินตนาพากันยิ้มเยาะ
พริริสาผิดหวังมาก “ท่านจะไม่ถามอะไรฉันสักคำก่อนเหรอคะ”
“ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะสาเหตุอะไร แต่เธอทำร้ายลูกสาวฉัน มันก็ผิดอยู่ดี”
ขณะเดินออกมาจินตนาตามมาเรียกไว้ แล้วเดินเข้ามาตบหน้าพริริสาอย่างแรง
“นี่สำหรับสิ่งที่แกทำกับหลานสาวคนเดียวของฉัน”
กานดาเหยียดยิ้มสาแก่ใจยิ่ง พริริสาจดสาจ้องมองคนเป็นย่าอย่างเจ็บปวดหัวใจ
“คุณหญิงแน่ใจเหรอคะว่า คุณหญิงมีหลานสาวแค่คนเดียว”
จินตนาและกานดาพากันชะงักงันกับสิ่งที่พริริสาพูด
“ชั้นจะมีหลานกี่คน มันก็ไม่เกี่ยวกับแก และถึงมี บูรพเกียรติก็ไม่นับญาติกับไอ้อีคนไหนทั้งนั้น นอกจากหลานเกรซของชั้นคนเดียว”

พริริสาน้ำตาคลอ ความเข้มแข็งใกล้ทะลายลง เธอรีบกดโทรศัพท์หาใครคนหนึ่ง มีเพียงคนเดียวนี้เท่านั้นที่จะปลุกปลอบเธอในยามที่ทุกข์ท้อสาหัสอย่างเวลานี้

ที่วังไทรจีส พีรดาอ่านหนังสืออยู่ สายตาเห็นตัวหนังสือชัดบ้างไม่ชัดบ้าง พีรดาถอดใจปิดหนังสือลง หญิงรับใช้ถือโทรศัพท์เข้ามาหาพอดี
“เจ้าหญิงโทร.มาเพคะ”
พีรดาดีใจ “ริสา เป็นยังไงบ้างลูก”
พริริสาไม่ตอบถามพีรดาอย่างห่วงใย “แล้วแม่ล่ะคะเป็นยังไงบ้าง”
“แม่ไม่เป็นอะไรแล้ว มีหมอ มีคามิน มีท่านพ่อคอยดูแล แล้วเราล่ะเมื่อไหร่จะกลับสักที อย่าบอกนะว่าเที่ยวเพลินจนลืมแม่แล้ว”
“ริสาไม่มีทางลืมแม่ได้หรอกค่ะ เพราะในโลกนี้มีแม่คนเดียวที่รักริสามากที่สุด”
พีรดาจับได้ว่าน้ำเสียงพริริสาช่างเศร้าเหลือแสน “ริสามีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าลูก”
พริริสาปาดน้ำตา พยายามทำเสียงร่าเริงกลบ “แม่รู้ได้ไง”
“ก็ริสาเป็นลูกแม่ มีเหรอแม่จะไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร”
“ริสาไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”
“ถ้าไม่เป็นอะไรก็ดี เพราะแม่รู้ว่าลูกแม่เป็นคนที่มีหัวใจแกร่ง ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ จริงไหม”
“ค่ะ ริสาจะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ”
“แล้วเมื่อไหร่เราถึงจะกลับบ้าน”
“จนกว่าสิ่งที่ริสาต้องการจะสำเร็จ ริสาถึงจะกลับค่ะ”
พีรดาสะดุดกับคำพูดของพริริสา
“แค่นี้ก่อนนะคะแม่ ริสาต้องไป ช่วยแม็กกี้ดูชุดเจ้าสาว”
“จ้ะ”
พีรดาวางสายไม่คิดระแวงสงสัยอะไร พริริสารู้สึกผิดที่โกหกมารดา
“ขอโทษนะคะแม่ที่ริสาโกหก แต่ริสาต้องอยู่ที่นี่จนกว่าจะได้เห็นคนพวกนั้นรับกรรมที่ก่อไว้บ้าง”
พริริสาไม่ยอมแพ้ที่ทำให้พวกบูรพเกียรติได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดบ้าง

อ่านต่อหน้า4

เพลิงนรี ตอนที่ 3 (ต่อ)

คณินยืนมองผ่านกระจกริมทางเดินของอาคารลงไปยังด้านล่างของตึก ทอดถอนใจออกมา ไม่ได้อยากให้เรื่องเป็นแบบนี้เลยสักนิด สักครู่หนึ่งธีภพเดินเข้ามาเห็น ดูออกว่าคณินไม่สบายใจ

“คุณอาไม่ได้อยากบังคับให้ริสาลาออกใช่ไหมครับ”
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ”
“แต่ผมคิดว่าเกี่ยว เพราะ...”
คณินยกมือเชิงห้ามไม่ให้ธีภพพูดอะไรอีก “ไม่มีประโยชน์จะพูดอะไรอีก อายอมทำทุกอย่างให้
คนในครอบครัวพอใจได้ ก็คือจบ”
พูดไปแล้วคณินกลับรู้สึกสมเพชตัวเอง ที่ต้องยอมเพื่อครอบครัวมาตลอดชีวิต
“การยอมอาจจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ทุกครั้งไปหรอกนะครับ”
คณินหันมามองธีภพ นึกอิจฉาที่ธีภพมีความกล้าที่จะพูดจะทำอะไรมากกว่าตน เมื่อครั้งอยู่ในวัยเดียวกัน
“แต่มันก็ทำให้เราหนีออกมาจากปัญหาได้ชั่วคราวไม่ใช่เหรอ บางทีอาก็เหนื่อยที่จะต้องสู้กับเรื่องบางเรื่อง”
พูดจบคณินก็เดินออกไปเลย ซึ่งทางนั้นไม่ใช่ทางกลับห้องทำงาน
“คุณอาจะไปไหนครับ”
คณินคล้ายจะเปิดใจให้ธีภพมากขึ้น “ไปด้วยกันไหมล่ะ”
ธีภพแปลกใจมากเอาการที่คณินเอ่ยปากชวน

ที่ห้องรับรองสถานทูตไทรจีส มิรากระวนกระวายใจพยายามโทร.หาพริริสาตลอดเวลา แต่พริริสาไม่ยอมรับสายเอาเลย
“ริสาทำไมไม่รับสายนะ”
ไคซัจเดินเข้ามา มิรากดวางโทรศัพท์หันมาสนใจไคซัจแทน
“ได้เรื่องเกี่ยวกับผู้กองอธิรุธไหมไคซัจ”
ไคซัจยื่นประวัติอธิรุธที่หามาได้ให้มิรา
“ผู้กองอธิรุธ เป็นเพื่อนสนิทของนายธีภพ วงศ์ทวีกาล”
“ว่าแล้วเชียว ไม่อย่างงั้นเขาจะมาถามฉันเรื่องริสาทำไม ดีนะที่ฉันโกหกเขาไป”
มิราเป็นกังวลเมื่อรู้ว่าอธิรุธเป็นเพื่อนกับธีภพ
“ริสาจะรู้ไหมเนี่ยว่าถูกแอบตามสืบประวัติอยู่”
“คุณมิราจะให้ตัดไฟแต่ต้นลมเลยไหมล่ะ”
“ตัดไฟยังไง”
ไคซัจไม่พูด แตเอานิ้วทำท่าปาดคอตัวเองให้ดู มิราตกใจ
“ไม่ได้นะ จะฆ่าแกงกันง่ายๆ ได้ไง”
“ดูคุณจะห่วงผู้กองอธิรุธนะครับ”
มิราแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ “ชั้นจะเป็นห่วงทำไม ฉันไม่ได้ห่วง ฉันแค่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง”
“ผมก็จะพยายามไม่ใช้ความรุนแรง แต่ถ้าทำอะไรเค้าไม่ได้ก็ต้อง ตามปิดรูรั่วที่คุณกับเจ้าหญิงทำเอาไว้เพื่อไม่ให้เขาสงสัยมากไปกว่านี้”
มิราค้อนไคซัจที่หลอกตน
“แต่ตอนนี้ฉันยังติดต่อริสาไม่ได้เลย ไม่รู้หายไปไหน”
มิรากดหันกลับมาคร่ำเคร่งกับการโทรศัพท์ติดต่อพริริสาอย่างเก่า

ทางด้านคณินกำลังแจกขนมให้กับเด็กๆ ของมูลนิธิ ที่ยืนเรียงแถวเป็นระเบียบรอรับ ขนมส่วนใหญ่เป็นสายไหมสีสวยๆ
“กินกันแล้วก็อย่าลืมแปรงฟันล่ะ ฟันหลอขึ้นมาลุงไม่รู้ด้วยนะ”
“ครับ” / “ค่ะ”
เด็กๆ รับเอาคำ พร้อมกับขนมอมยิ้มจากคณินไปแบ่งกันอย่างดีใจ ธีภพมองภาพตรงหน้าอย่างคาดไม่ถึงว่าคณินจะมีมุมที่อ่อนโยนยามอยู่กับเด็กๆ แบบนี้ด้วย

คณินเดินมานั่งพักอีกมุมหนึ่ง ในบรรยากาศร่มรื่น พร้อมกับธีภพ สองคนมองดูเด็กๆ วิ่งเล่นกัน
ความสดใสของเด็กๆ เหล่านั้น ทำให้คณินรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นจากปัญหาที่เพิ่งเผชิญมา
“คุณอามาที่นี่บ่อยเหรอครับ”
“ถ้ามีเวลา บางครั้งอาก็อยากห่างจากปัญหาบ้าง สักชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี เห็นเด็กๆพวกนี้ทำให้อานึกถึง...”
ธีภพตัดสินใจพูดต่อให้ “ลูกสาวอีกคนใช่ไหมครับ”
คณินมองธีภพ แปลกใจเล็กน้อยที่เขารู้เรื่องนี้ แต่ก็ไม่แปลกถ้าจะรู้เพราะเรื่องในอดีตของคณินกับพีรดามีคนใกล้ชิดครอบครัวบูรพเกียรติรู้อยู่หลายคน
“ขอโทษครับ ผมทราบเรื่องนี้จากคุณแม่อีกที”
“ความจริงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับอะไร เพียงแค่คนทั่วไปอาจจะไม่รู้ เพราะมันผ่านมานานมากแล้ว”
คณินมองดูเด็กๆ ที่แบ่งขนมและอมยิ้มกันกินแล้วนึกถึงอดีต

เมื่อหลายปีก่อน คณินพาตัวเองมายืนอยู่ข้างๆ สนามเด็กเล่นของโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง คอยแอบมองพริริสาที่กำลังเล่นชิงช้าอยู่กับเพื่อนๆ คณินมองดูพริริสาที่หัวเราะร่าเริงอย่างรู้สึกดี
จนมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เล่นกับพริริสาเดินมานั่งพัก
คณินร้องเรียกเบาๆ “หนู”
เด็กหญิงหันมาเห็นคณินก็วิ่งเข้าไปหา
“ลุงเอาขนมอร่อยๆมาให้ เอาไปแบ่งกับเพื่อนๆ นะ”
คณินยื่นถุงขนมให้ พยักพเยิดให้ไปแบ่งพวกพริริสาด้วย เด็กหญิงยกมือไหว้ รับของมาแล้ววิ่งจู๊ดไปหากลุ่มเพื่อนที่มีพริริสาอยู่ด้วย
“พวกเรา ลุงใจดีเอาขนมมาแจกอีกแล้ว”
เด็กหญิงกางถุงออก เด็กคนอื่นๆ พากันหยิบขนม พริริสาเลือกหยิบสายไหมสีสวยออกมา
“ฉันชอบอันนี้”
คณินเห็นพริริสาชอบสายไหมที่ตนซื้อมาก็ดีใจ พริริสากลับไปเล่นชิงช้ากับเพื่อน คราวนี้เป็นคนนั่ง ถูกเพื่อนจับชิงช้าเหวี่ยงไป ร่างน้อยๆ ของพริริสาถลาตัวลงจากชิงช้าเหมือนจะล้ม
อารามตกใจคณินรีบพุ่งเข้าไปประคองพริริสาไว้ ไม่ให้หน้าคะมำ
“ริสาไม่เป็นไรนะลูก”
พริริสามองหน้าคณินอย่างงุนงง เพราะไม่เคยเจอกับพ่อมาก่อนในชีวิต
“นี่พ่อเอง พ่อของหนูไง”
คณินดึงพริริสามากอดไว้
พริริสางุนงง ปนดีใจ กอดตอบ “พ่อ พ่อจริงๆ เหรอค่ะ”
จินตนาเดินเข้ามาท่าทางไม่พอใจ กระชากคณิณออก พริริสาโดนผลักออกไปอีกทาง
“คณิน ไปกับแม่เดี๋ยวนี้”
“คุณแม่”
คณินตกใจ หันไปมองพริริสา จินตนามองตาม รู้อยู่แล้วว่าพริริสาเป็นใคร พริริสาเบ้ปากร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว

จินตนาลากคณินหลบมาคุยกันอีกด้าน แถวๆ บริเวณนั้น
“พวกมันออกไปจากชีวิตแกนานแล้ว แกจะยัง ดิ้นรนมาเจอพวกมันอีกทำไม”
“แต่นั่นลูกผมนะครับ”
“แกมีลูกสาวคนเดียวคือยัยเกรซ ลูกที่เกิดกับกานดา คนอื่นไม่ใช่ อย่าเอามันมานับรวมกับบูรพเกียรติ แม่ขอสั่งห้ามแกมาเจอกับมันอีก”
“ผมคงทำไม่ได้”
จินตนาขู่ “อย่าให้แม่โกรธคณิณ แกก็รู้ว่าถ้าแม่โกรธมันจะเป็นยังไง คนที่เดือดร้อนไม่ใช่
แก แต่จะเป็นนังสองแม่ลูกนั่น”
คณินผิดหวังอย่างรุนแรงที่จินตนาไม่ยอมรับพีรดาและลูกเลยสักนิด แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม

คณินดึงตัวเองออกจากอดีตอันปวดร้าว ด้วยสีหน้าอาดูรโศกเศร้า พยายามไล่เรียงความผิดพลาดในอดีตออกไป
“ลูกสาวอีกคนของอาก็ชอบพวกขนมอมยิ้ม เหมือนเด็กๆ พวกนี้นี่ล่ะ”
“คุณอาไม่ได้เจอเขาอีกเลยเหรอครับ”
คณินส่ายหน้า “อาพยายามตามหาพวกเขา แต่พีรดาก็พาลูกหนีไปอีก อาจนปัญญาไม่รู้จะตามหาพวกเขาที่ไหน อาคงไม่มีวาสนาจะได้เจอหน้า พริริสา”
ชื่อนั้นกระแทกเข้าหน้าธีภพ เขาสะดุดหูนัก “พริริสา”
“ลูกสาวของอาอีกคนชื่อ พริริสา ตอนนี้อายุก็น่าจะพอๆ กับยัยเกรซกับริสานั่นล่ะ”
ธีภพฟังเรื่องราวลูกสาวอีกคนของคณินแล้วรู้สึกสะกิดใจ คงเพราะสาเหตุนี้ที่ทำให้คณินเอ็นดูผู้ช่วยเลขาที่ชื่อ “ริสา” อยู่ไม่น้อย

กานดาและจินตนาเดินเข้ามาในบ้าน ยังติดใจสิ่งที่พริริสาพูดไว้หน้าลิฟต์บริษัท
“นังเด็กนั่น มันพูดเหมือนมันรู้อะไรมาเลยนะคะคุณแม่”
“อย่าไปสนใจมันเลย มันก็พูดไปเรื่อยหรือไม่ก็อาจจะได้ยินเรื่องซุบซิบมาจัดการให้มันออกไปได้ก็ถือว่าจบแล้ว”
กรนันท์เดินตามหลังมาทีหลัง เลยไม่ทันได้ยินที่สองคนนั้นคุยกันก่อนหน้านี้
“จริงๆ คุณพ่อน่าจะไล่มันออก ไม่เห็นต้องไปจ่ายเงินเดือนให้มันเลยนะคะ”
“เงินเดือนแค่เดือนเดียว ช่างมันเถอะ คิดซะว่าฟาดหัวมันไป ท่าทางนังเด็กนั่นก็ไม่ใช่ด้อยด้วย ไม่งั้นมันคงไม่กล้าเข้าหาธีภพ แล้วมาลงไม้ลงมือกับเรา” กานดาว่า
“แต่เกรซก็ตบมันก่อนเหมือนกันนะคะ มันออกไปจากบริษัทได้ เกรซก็มีความสุขแล้วค่ะ”
“หวังว่ามันจะไม่ไปทำอะไรลับหลังเราอีกนะคะ” กานดากังวลไม่คลาย
“ก็ให้มันลองดู ฉันไม่ยอมให้ใครมาทำแย่งความสุขยัยเกรซไปเด็ดขาด”
จินตนาเข้าไปกอดกรนันท์อย่างรักใคร่

ค่ำคืนนี้ พริริสาอยู่ในห้องพัก นั่งมองกองเอกสารต่างๆ ที่แอบรวบรวมมาจากบริษัทบูรพเกียรติที่ตอนนี้ดูไร้ค่าสิ้นเชิง เพราะไม่สามารถทำอะไรได้อีก มิรายกแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ มาให้
“ดื่มซะจะได้หลับสบาย ลืมเรื่องแย่ๆ วันนี้ไปให้หมด พวกไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ถ้าอยู่ที่ไทรจีสละก็คนพวกนั้นคง...” มิราแค้นแทน ที่เพื่อนถูกทำร้าย
“คนพวกนั้นคงคิดว่าตัวเองสูงกว่าคนอื่น ยิ่งคิดว่าตัวเองสูงมากเท่าไหร่ วันที่ต้องตกลงมามันก็ยิ่งเจ็บเท่านั้น ฉันยอมทำทุกอย่างก็เพื่อรอดูวันนั้น”
พริริสาฉุกคิด หยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดรูปใบ Order ที่ถูกตราประทับ Cancel ให้มิราดู
“ฉันได้ข้อมูลสำคัญมา สถานการณ์ของบูรพเกียรติตอนนี้ไม่สู้ดีเท่าไหร่ ถ้าเรารู้สถานการณ์ที่แท้จริงของบริษัทบูรพเกียรติได้มากกว่านี้ เราก็จะหาทางบีบให้คนพวกนั้นจนตรอก”
“แต่ข้อมูลที่มีตอนนี้ก็ยังสรุปอะไรไม่ได้หรอกนะ จะไปบีบอะไรพวกบูรพเกียรติได้ ที่สำคัญ ตอนนี้สถานการณ์มันพลิกกลับไปแล้วนะริสา”
พริริสาถอนใจ “เพราะยัยคุณหนูเกรซคนเดียว ยังไงฉันก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ”
“จริงสิ นี่เธอยังไม่ได้บอกเลยนะว่าไปมีเรื่องอะไรกับยัยคุณหนูเกรซจนโดนบีบให้ลาออก”
พริริสาไม่อยากเล่าสาเหตุที่ถูกไล่ออกเพราะถูกหาว่าไปจับธีภพ
“เรื่องไร้สาระ”
“ผู้หญิงเราจะมีเรื่องกัน มีไม่กี่สาเหตุหรอกเกี่ยวกับผู้บริหารคนใหม่ที่ชอบมาวุ่นวายกับเธอหรือเปล่า ชื่ออะไรนะ” มิราคิดจนนึกออก “ธีภพ”
แววตาพริริสาวาววาบ แสดงออกว่าโกรธธีภพอยู่ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ ยิ่งทำให้มิรามั่นใจ
“ฉันเดาถูกใช่ไหม ยัยคุณหนูเกรซหาเรื่องให้เธอออกเพราะหึงเธอกับนายธีภพ”
“พวกชอบมโน ทำเรื่องไร้สาระให้เป็นเรื่องใหญ่”
มิราล้อ “แน่ใจนะว่ายัยคุณหนูเกรซมโนไปเอง ไม่ใช่เรื่องจริง”
พริริสามองค้อน หยิกแก้มมิราอย่างหมั่นเขี้ยว
“เรื่องจริงอะไรกันเล่า ฉันน่ะเกลียดหน้าเขาจะแย่”
มิราโวยวาย “โอ๊ย เกลียดเขาแล้วมาลงกับฉันทำไมเนี่ย”
“แล้วไม่ต้องพูดชื่อนี้อีกนะ ช่วงนี้ไม่อยากได้ยิน”
พริริสาลุกเดินหนีไป มิราอมยิ้มรู้ว่าพริริสาเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจ

ฟากธีภพในชุดนอนนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องนอน แต่ไม่มีสมาธิ คิดกังวลแต่เรื่องที่พริริสาโดนบีบให้ลาออกโดยมีเรื่องเขาไปเกี่ยวข้อง
พริริสาเดินออกจากห้องไปอย่างปวดร้าว สวนกับธีภพที่เดินเข้ามา พริริสาไม่แม้แต่จะมองหน้าธีภพเดินตรงออกไปทันที
วิวรรณในชุดเตรียมเข้านอน เดินเข้ามาดูลูกชาย
“ยังไม่นอนอีกเหรอลูก”
“ครับ พอดีมีเอกสารที่ต้องใช้หลายอย่างพรุ่งนี้น่ะครับ”
“ทำไม ไม่ให้เลขาช่วยงานเราบ้างล่ะ”
ธีภพละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์อย่างเหนื่อยๆ
“ผมยังไม่มีเลขาเลยครับ”
“แล้วกัน ทำงานมาตั้งเกือบเดือนยังไม่มีเลขา แล้วไหนว่าคุณคณินเขามีเลขาสองคน ไม่ให้เขามาช่วยลูกสักคนล่ะ”
ธีภพไม่รู้จะตอบมารดาอย่างไร
“อีกเดี๋ยวเขาก็คงหาเลขาให้ผมได้ล่ะครับ”
วิวรรณไม่อยากกวนลูกชายอีก
“ยังไงก็อย่านอนดึกนักนะภพ”
“ครับ”
วิวรรณเดินออกไป ธีภพหันไปหยิบกล่องกระดาษใบหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ เปิดฝากล่องออกมาเห็น ตุ๊กตาแกะอยู่ข้างใน ธีภพหยิบตุ๊กตาแกะขึ้นมา แววตาประหวัดถึงพริริสาที่ถูกบังคับให้ลาออก และอดเป็นห่วงเธอไม่ได้
ธีภพวางตุ๊กตาแกะไว้ในกล่องตามเดิม ใคร่ครวญครุ่นคิดว่าควรจะช่วยพริริสาอย่างไร

เช้าวันต่อมา กานดาเดินเข้ามาในที่ทำการสมาคมสตรีพร้อมกับกรนนันท์ มีเจ้าหน้าที่หิ้วของตามมาห่างๆ
“แม่คะ แม่บอกคนทำขนมรึเปล่าว่า อย่าทำหวาน”
“บอกซิ แม่รอบคอบอยู่แล้วไม่ต้องห่วง”
กรนันท์ยิ้มพอใจ กานดามองไปเห็นวิวรรณคุยกับเจ้าหน้าที่อยู่จึงรีบเดินตรงเข้าไปหา
“สวัสดีค่ะ คุณวิวรรณ”
“สวัสดีค่ะ คุณป้า”
“ฉันกับลูกไม่ได้มาสายใช่ไหมคะคุณวิ”
“ไม่เลยค่ะ ได้เวลาพอดี นี่ฉันกับทีมงานก็กำลังจะออกไปบ้านพักคนชรากัน”
กานดารีบอวดสรรพคุณสร้างภาพลูกสาว “นี่ยัยเกรซแกทำของว่างไปเลี้ยงเพิ่มด้วยนะคะ ลงมือทำตั้งแต่เมื่อคืนจนสว่าง ทำเองกับมือทุกกล่องเลยค่ะ”
“เกรซอยากทำของพิเศษๆไปเลี้ยงที่บ้านพักคนชราเพิ่มน่ะค่ะ ขนมพวกนี้เกรซใช้แต่ของโลว์แฟต น้ำตาลน้อย คนแก่ เอ๊ย ผู้สูงอายุกินไม่ต้องกลัวเบาหวาน คอเลสเตอรอลค่ะ” กรนนันท์เสริม
“หนูเกรซนี่รอบคอบมากๆ เลย นี่คงช่วยงานคุณพ่อประจำสิคะเนี่ย”
กานดารีบรับให้ตัวเองดูดี “ใช่ค่ะ เวลามีงานอะไรสำคัญๆ ยัยเกรซนี่แทบจะเป็นเลขาอีกคนเลยนะคะ”
วิวรรณสบช่อง “ถ้าตาภพได้เลขาอย่างหนูเกรซมาช่วยงานก็คงดีนะคะ เห็นบ่นว่าป่านนี้ยังไม่มีเลขากับเขาเลย”
กรนันท์และกานดาตาวาว ยิ้มย่องมองหน้ากัน ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเสียสนิท เพราะถ้ากรนันท์ไปทำงานเป็นเลขาธีภพ เท่ากับเพิ่มความใกล้ชิดได้มากขึ้นไปอีก

ที่บูรพเกียรติ บุษกรยื่นเอกสารให้ศจี
“อันนี้รายงานจากฝ่ายบัญชีค่ะ ส่วนอันนี้ฝ่ายบุคคลฝากมาให้ค่ะ”
“ที่ฝ่ายบุคคลฝากมา ใช่ใบสมัครตำแหน่งเลขาหรือเปล่า”
“ใช่ค่ะ พี่ศจีจะหาผู้ช่วยคนใหม่แทนริสาเหรอคะ”
ศจีเปิดเอกสารดู ทำหน้าเสียดายริสาไม่หาย
“ถ้าได้ก็ดี แต่จะหาคนเก่งแบบริสาคงยาก แต่อันนี้ฉันจะหาเลขาให้คุณภพเขา หาได้เร็วก็ปลดแอกตัวเองไปได้อีกอัน”
“เท่าที่ฝ่ายบุคคลบอกมา เห็นว่าพวกมีประสบการณ์มาสมัครหลายคนเลยค่ะ”
“ยังไงฉันจะลองเรียกมาสัมภาษณ์เองดู”
เสียงอันทรงอำนาจดังขึ้น “ไม่ต้องเรียกใครมาทั้งนั้น!”
ศจีและบุษกรสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงนั้น สองคนหันไปเห็นกานดาและกรนันท์เดินเข้ามา
“เอาเอกสารสมัครงานพวกนั้นคืนไป” กานดาสั่ง
ศจียืนงง ไม่รู้ว่าสองแม่ลูกต้องการอะไร
กรนันท์ขึ้นเสียง “คืนไปสิ”
ศจีสะดุ้งอีกรอบ รีบยัดเอกสารคืนใส่มือบุษกรกลับไป
“ใบสมัครพวกนั้นโยนทิ้งไปให้หมด แล้วไม่ต้องเปิดรับสมัครเลขาให้คุณภพอีก” กานดาว่า
ศจีแย้ง “แต่คุณภพเป็นผู้บริหารก็ต้องมีเลขานะคะ”
“เลขาพี่ภพก็ยืนอยู่นี่แล้วไง อีกสองสามวันฉันจะมาทำงาน เตรียมโต๊ะให้ฉันด้วย”
กรนันท์สั่งจบก็เดินเข้าไปในห้องคณินพร้อมกานดา ศจีอยากจะร้องไห้
โรซี่เดินมาพอดี เห็นหลังกรนันท์และกานดาเพิ่งเข้าไปไวๆ และหันมาหน้าตาศจีและบุษกรเหมือนเพิ่งมีเรื่อง ก็รีบปรี่เข้าไปหาทันที
“มีอะไรกันอีกคะพี่ศจี เม้าท์ด่วนค่ะ”
ศจีสะอื้นปนหัวเราะ “คุณเกรซจะมาเป็นเลขาคุณภพ”
โรซี่ตกใจ “ว้าย นี่มันหายนะของพี่ศจี กับคุณภพชัดๆ”
ศจีแทบหมดแรง ถึงกรนันท์จะมาเป็นเลขาธีภพ แต่คนที่ซวยก็คือศจีอยู่ดี โรซี่และบุษกรได้แต่มองศจีอย่างเวทนา

ธีภพและอธิรุธมาซ้อมยิงปืน ฝีมือธีภพยังไม่ตก ยิงเข้าเป้าจังๆ ทุกนัดตลอด
“ไม่ได้จับปืนเป็นเดือน ยังยิงแม่นแบบนี้ เมื่อไหร่ฉันจะแซงนายได้วะ” อธิรุธเซ็ง
“จะแซงฉันทำไม นายแซงตัวเองให้ได้ก่อนก็พอ”
“พูดแบบนี้ มาเตะก้านคอกันเลยดีกว่า”
“ใครจะไปกล้าทำแบบนั้นกับนักสืบส่วนตัวเล่า”

สักครู่ต่อมาธีภพเดินไปหยิบใบทะเบียนประวัติของ “ริสา” จากกระเป๋าที่โต๊ะด้านหลัง ส่งให้อธิรุธ
“ฉันเคยพยายามจะไปส่งเขาที่บ้านหลายครั้ง แต่เขาไม่ยอมแถมไม่ยอมให้ฉันรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนพยายามหาทางหลบเลี่ยงตลอด”
“เขาคงกลัวนายไปทำอะไรเขาน่ะสิ”
ธีภพปรามเสียงเข้ม “ไอ้รุธ”
“ล้อเล่นน่า” อธิรุธรีบเปลี่ยนเรื่อง “นายเลยไปเอาที่อยู่จากใบประวัติส่วนตัวเขามาสินะ”
“ใช่ ในใบประวัติลงที่อยู่ไว้ที่จังหวัดนนท์ แม่เป็นชาวสวน”
อธิรุธคิดตาม “แต่ท่าทางคุณริสาไม่เหมือนลูกหลานชาวสวนเลย”
“ที่อยู่ปัจจุบันก็ลงไว้ที่เดียวกับบ้านที่นนท์ เหมือนพยายามปกปิดที่อยู่ปัจจุบัน ฉันเลยอยากรู้ว่าครอบครัวของเขาอยู่ที่นั่นจริงหรือเปล่า นายช่วยสืบให้ฉันที”
อธิรุธมองประวัติและที่อยู่ของ “ริสา” อย่างรู้ว่าต้องทำยังไงต่อไป

แยกจากธีภพ อธิรุธขับรถมาถึงทางเข้าสวนป้าสินี ตามที่อยู่ในประวัติพริริสา จนเห็นลุงคนหนึ่งกำลังตัดกิ่งไม้อยู่บริเวณนั้น จึงจอดรถถามทางเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง
“ลุง นี่ทางเข้าสวนป้าสินีหรือเปล่าครับ”
“จะเข้าทางนี้ก็ได้ แต่รถเข้าไม่ได้นะ เดินข้ามท้องร่องไปก็ถึง”
“ขอบคุณครับลุง”
อธิรุธตัดสินใจจอดรถไว้แถวนั้นแล้วเดินเข้าไปตามทางที่ลุงบอก

อธิรุธข้ามท้องร่องเพื่อจะไปยังสวนของสินี เจอเพื่อนบ้านสินีเดินสวนมา
“อ้าวคุณมาหาใคร”
“ผมจะไปสวนป้าสินีน่ะครับ”
“อ๋อตรงไปเลยคุณ ป้าแกกำลังเก็บมะม่วงอยู่ท้ายสวนเลย”
“ขอบคุณครับ”
อธิรุธดีใจที่มาไม่เสียเที่ยว รีบเดินตรงไปตามทางเดิน

ป้าสินีกำลังเก็บมะม่วงอยู่ โดยไม่รู้ตัวว่าที่ด้านหลังมีใครคนหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาหา ยกมือปิดปากสินีเอาไว้ สินีตกใจพยายามดิ้นสู้ แต่โดนลากหายไปอีกด้าน
อธิรุธเดินเข้ามา พยายามมองหาสินี แต่กลับพบชายคนหนึ่งในชุดชาวสวน ใส่หมวกปีกกว้างกันแดด นั่งหันหลังเก็บมะม่วงที่พื้นลงตะกร้า
“ขอโทษนะครับ ป้าสินีอยู่ไหม”
ชายคนนั้นก้มหน้าก้มตาเก็บมะม่วง ตอบโดยไม่ยอมเงยหน้ามองคู่สนทนา
“ไม่อยู่หรอกคุณ”
เป็นไคซัจที่ซ่อนหน้าอยู่ใต้หมวกกันแดดในชุดชาวสวนนั้น และนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

ที่สนามยิงปืน ขณะที่ธีภพคุยกับอธิรุธ สองหนุ่มไม่ได้สังเกตเลยว่า ไคซัจยืนอยู่อีกด้านหนึ่งไม่ไกลกันนัก ทำทีเป็นตรวจเช็คปืน แต่จริงๆ พยายามแอบฟังทั้งคู่คุยกันอยู่
“แต่ท่าทางคุณริสาไม่เหมือนลูกหลานชาวสวนเลย”
“ฉันถึงอยากรู้ว่าครอบครัวของเขาอยู่ที่นั่น จริงหรือเปล่า นายช่วยสืบให้ฉันที”
“ฉันจะลองไปที่นั่นดู ถ้าประวัติพวกนี้ไม่ได้เมคขึ้นมา คนแถวนั้นยังไงก็ต้องรู้จักคุณริสาแน่ๆ”
ไคซัจได้ยินทุกอย่าง เมื่อธีภพเริ่มหันมามอง ไคซัจทำทีเป็นเดินออกไปยิงปืน

ไคซัจตอบอธิรุธไปอีกว่า “ป้าแกเอาผลไม้ไปขายที่ตลาดน้ำน่ะ”
อธิรุธแปลกใจ “แต่เมื่อกี้...”
“พึ่งออกไปเมื่อกี้เองคุณ จะมาซื้อมะม่วงหรือเปล่าจะรอก็ได้นะ แต่คงอีกหลายชั่วโมงกว่าแกจะกลับ”
อธิรุธชั่งใจว่าจะเอายังไงต่อดี ไคซัจทำทีไม่สนใจยกตะกร้ามะม่วงออกไป

มิราดึงสินีมาหลบอีกด้านในสวน
“คุณนั่นเอง ทำป้าตกใจหมด”
“ขอโทษนะคะป้าที่ทำให้ตกใจ หนูรีบไปหน่อย”
“มีอะไรเหรอคุณ”
เห็นไคซัจวิ่งตามเข้ามาสมทบ มิรารีบถาม
“เป็นยังไงบ้าง”
“หมอนั่นคงไปแล้ว”
มิราโล่งอก
“ตกลงมีเรื่องอะไรกันคะคุณ” สินีสงสัย
“ไปคุยกันที่บ้านดีกว่าค่ะ”
สินีไม่วางใจ และนึกหวั่นใจไม่รู้ว่ามีเรื่องคอขาดบาดตายอะไร

ทางด้านพริริสาเดินเข้ามาที่ร้านกาแฟในสวนสวย มองไปรอบๆ เหมือนกำลังรอใครบางคนอยู่
บังเอิญอะไรเช่นนั้น เพราะราห์มานนั่งดื่มกาแฟอยู่ในร้าน จ้องมองพริริสาที่เดินผ่านไป ผ่านกระจก
“พริริสา ผู้หญิงคนนี้สินะ ที่ว่าเหมือน เหมือนมากจริงๆ”
ราห์มานยังไม่มั่นใจนักว่าใช่พริริสาจริงๆ หรือไม่ หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทร.หาลูกน้อง

ไคซัจเก็บรูปถ่ายของสินีกับ “ริสา” ลูกสาวตัวจริงที่มีทั้งหมดลงลัง หยิบกรอบรูปและอัลบั้มรูปที่ตัดต่อใหม่จากโฟโต้ช็อป เป็นรูปพริริสากับสินีมาวางไว้แทนที่ชั้นวางของในบ้าน
ไคซัจหยิบกรอบรูปพริริสาที่ตัดต่อคู่กับสินีเหมือนหญิงสาวธรรมดา อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากพริริสาเป็นลูกสาวชาวบ้านแบบนี้จริงๆ ก็คงดี แต่สุดท้ายก็ต้องหักห้ามใจวางรูปลงที่เดิม

ไคซัจจัดการด้านในบ้านเรียบร้อย เดินออกมาที่ชานบ้าน เห็นมิรากำลังยืนคุยนัดแนะซักซ้อมบทบาทอยู่กับสินี
“ช่วงนี้ถ้ามีคนแปลกหน้ามาหา ป้าพยายามเลี่ยงอย่าเจอกับเขานะคะแต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เอาเป็นว่าถ้าใครมาถามอะไรเกี่ยวกับริสา ป้าก็ตอบแค่ว่าไม่รู้เพราะริสาไม่ค่อยได้กลับบ้าน พูดให้น้อยที่สุดนะคะ”
สินีเริ่มไม่สบายใจ “ไหนพวกคุณว่าจะไม่มีปัญหาอะไรไง ป้าถึงได้ยอมให้คุณเอาชื่อริสาลูกสาวป้าไปใช้”
มิรายืนกรานหนักแน่น “ไม่มีอะไรร้ายแรงจริงๆ ค่ะ”
“ป้ากับลูกจะไม่เดือดร้อนจริงๆ นะ”
“หนูรับรองค่ะ อีกอย่างตอนนี้ลูกสาวป้าก็ได้งานที่นิวซีแลนด์แล้วนะคะ”
สินีดีใจ “จริงเหรอ”
ไคซัจส่งเบอร์โทรศัพท์ให้ “นี่เป็นเบอร์ติดต่อกับริสาลูกสาวป้าที่นิวซีแลนด์ โทร.หาเขาได้เลยครับ”
“ขอบใจจ้ะ”
สินีรีบรับมาแล้วเดินเลี่ยงไปโทรศัพท์หาลูกสาว มิราถอนใจโล่งอก
พริริสาเดินมาอีกด้านหาที่นั่ง มองนาฬิกาพลางมองไปรอบๆ
“พี่ศจี ทำไมยังไม่มาอีกนะ”
ลูกน้องราห์มานเดินออกมาจากมุมหนึ่ง จ้องมองพริริสาอย่างประสงค์ร้าย ค่อยๆ เดินตามหลังพริริสาไปตามทาง หยิบโทรศัพท์ออกมากดโทร.รายงาน
“เจอแล้วครับ”
พนักงานเดินเข้ามารับออร์เดอร์ ลูกน้องราห์มานยืนหลบมุมคุยโทรศัพท์ต่อ
ราห์มานคุยโทรศัพท์กับลูกน้อง
“เอาตัวมาก่อน ใช่ไม่ใช่เดี๋ยวก็คงรู้”
ราห์มานกดวางสาย หยิบกาแฟมาจิบอย่างใจเย็น เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นอีกครั้ง ราห์มานกดรับ
“เตรียมงานทางไทรจีสไปถึงไหนแล้ว...ดี ฉันอยากจะกลับไปสะสางแค้นเต็มทีแล้ว”
สีหน้าแววตาราห์มานเป็นประกายวาวววับ

รอนานแล้วพริริสาจึงลุกขึ้น เดินไปเข้าห้องน้ำ ลูกน้องราห์มานสบช่องตรงเข้ามาใช้ผ้าปิดจมูกพริริสาหวังจะให้สลบ พริริสาดิ้นหนีสู้สุดแรงเกิด
ขณะที่พริริสากำลังมึนกับยาในผ้าที่ปิดจมูกอยู่นั้น จู่ๆ ธีภพก็เข้ามากระชากลูกน้องราห์มานให้ออกจากพริริสาแล้วต่อยใส่เต็มหมัด ร่างพริริสาเซออกไปยืนมึนงง เพราะฤทธิ์ยาต้องเกาะเก้าอี้บริเวณนั้นพยุงกาย
ธีภพต่อสู้กับลูกน้องราห์มาน รู้สึกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่โจรกระจอก ลูกน้องราห์มานต่อยสู้ ธีภพหลบแล้วสวนกลับ และเห็นใบหน้าลูกน้องราห์มานชัดๆ ก็รู้สึกคุ้นหน้าแต่จำไม่ได้ว่าเจอที่ไหน ลูกน้องราห์มานได้โอกาสต่อยใส่ธีภพจนกระเด็นไปอีกทาง พนักงานชาย 2 คน วิ่งเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
ลูกน้องราห์มานเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งหนีไป ธีภพจะตาม แต่พริริสาเดินโงนเงนมาจับแขนไว้
“คุณภพ”
ธีภพประคองพริริสาเอาไว้
“ริสา”
พริริสามึนมากจนต้องพิงไหล่ธีภพเอาไว้ แต่ไม่ได้สลบไปสติยังดีอยู่ นิ่งนึกว่าใครกันที่ประสงค์ร้ายกับเธอ

ไม่ต่างจากธีภพ ที่เพิ่มข้อสงสัยในตัวหญิงสาวผู้ชอบทำตัวลึกลับคนนี้อีกประเด็นแล้ว

อ่านต่อตอนที่ 4
เพลิงนรี ตอนที่ 2
เพลิงนรี ตอนที่ 2
พริริสาเดินเลือกดูพ็อกเก็ตบุ๊กเกี่ยวกับเลขาอยู่ตรงชั้นในร้านขายหนังสือของห้าง ธีภพเลือกหนังสือเกี่ยวกับนักบริหารมาเปิดดูสองสามเล่มอยู่อีกด้าน เมื่อเลือกได้แล้ว พริริสาถือหนังสือติดมือมาหลายเล่ม เดินมาจะหยิบหนังสือเล่มเดียวกับที่ธีภพเลือกพอดี ทั้งคู่พากันชะงักแปลกใจ “บังเอิญจังคุณ” พริริสานึกได้ จะซ่อนหนังสือเลขาในมือก็ไม่การทันเสียแล้ว เพราะธีภพเห็นก่อน เมื่อเห็นว่าล้วนเป็นหนังสือเกี่ยวกับเลขา อดีตพันตรีหนุ่มจึงยิ้มกวน พูดตีรวนไปว่า “ไหนว่ามีประสบการณ์เป็นผู้ช่วยเลขามาก่อนไงคุณ ทำไมต้องมาหาซื้อหนังสือเหมือนพวกมือใหม่แบบนี้ด้วย ตกลงที่คุณสัมภาษณ์ไปเป็นเรื่องโกหกหรือเปล่า”
กำลังโหลดความคิดเห็น...